แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - สะทา โสตถี ภะวันตุ เต

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
ถอดเทปหลวงตาม้าตอบปัญหาธรรม วันที่ 5 มิ.ย.2559 ที่ บ้านสวนณราพรรณ์ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์
โดย : ณัฐกาญจน์ พันธุ์สุรินทร์


แม่ชี : กราบนมัสการหลวงตาและพระภิกษุทุกรูปนะคะ และอนุโมทนาสาธุบุญกับทุก ๆ ท่านค่ะ ที่ได้รับฟังธรรมะจากหลวงตาม้าในวันนี้ค่ะ วันนี้วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พุทธศักราช 2559 ค่ะ วันนี้ถ่ายทอดสดเสียงค่ะ ที่บ้านสวนณราพรรณ์ อยู่ที่บ้านหนองไร ตำบลนาเฉลียง อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบรูณ์นะค่ะ ตารางการเดินทางของหลวงตาคร่าว ๆ ของเดือนนี้ค่ะ วันพรุ่งนี้วันจันทร์ ที่ 6 มิถุนา หลวงตาไปสวดมนต์ตอนเย็นนะค่ะ ที่สถานธรรมพุทธปัญโญ สาขาสันป่าตอง ตำบลยุหวา อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่สถานธรรมที่สันป่าตองนี่นะค่ะ เป็นที่ประดิษฐานหลวงปู่ดู่ หน้าตัก 5 เมตร เนื้อทองเหลือง ที่เรากำลังจะหล่อกันในวันที่ 3 กรกฎา ญาติธรรมสามารถร่วมบุญได้กิโลเอ่อ ทองเหลืองกิโลกรัมละ 999 บาท หรือจะทำตามกำลังศรัทธาก็ได้นะค่ะ พวกเราลูกหลานหลวงปู่หลวงตานะค่ะ ช่วยกันคนละนิดคนละหน่อย ให้หลวงปู่ 5 เมตร เนื้อทองเหลืองใหญ่ที่สุดจะสำเร็จได้อย่างง่ายดายและราบรื่นนะคะ และในวันที่ อังคารที่ 7 มิถุนาค่ะ ในตอนเช้าจะมีหล่อพระที่เชียงใหม่นะคะ ที่โรงหล่อกุลวัฒนาค่ะ ตำบลแม่ปูคา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ตอนประมาณ 9 นาฬิกาค่ะตอนเช้าค่ะจะมีเททองหล่อพระจักรพรรดินะค่ะ ยืนสูงประมาณ 1 เมตร 10 นะค่ะ จำนวน 1 องค์เป็นเปิดโลกนะค่ะ ส่วนตอนเย็นค่ะหลวงตาจะเดินทางไปที่ครูบาสุวัจน์นะค่ะ สวนปฏิบัติธรรมสุสานท่าจักรวิริยะธโร สาขา 9 จังหวัดลำพูน สวดมนต์ตอนเย็นจนถึงสามทุ่มครึ่ง สามทุ่มนะค่ะเวลาโดยประมาณค่ะ และในวันพุธที่ 8 ค่ะ มิถุนาค่ะ ตอนเช้านี่นะค่ะ ประมาณ 9 นาฬิกาจะมีเทปูนหลวงปู่ทวดและหลวงปู่ดู่ค่ะ ที่วัดป่าธาราภิรมณ์นะค่ะ จะจัดกิจกรรมทุก ๆ เดือนจนกว่าหลวงปู่จะเทเสร็จนะค่ะ เป็นเนื้อปูนนะค่ะ ในวิหารจักรพรรดิในวัดป่าธาราภิรมย์แล้วตอนเย็นก็สวดมนต์ที่นั่นนะค่ะ
หลวงตา : ใครมีพระก็มาบรรจุได้นะ
แม่ชี : ระหว่างที่ขนปูนนะค่ะพระผงองค์เล็กๆ แล้วก็จะรวมอยู่ในเป็นองค์หลวงปู่ หลวงปู่ดู่ หลวงปู่ทวดนะค่ะ สามารถส่งมาได้ที่วัดป่าธาราภิรมณ์นะคะ และในวันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายนค่ะ หลวงตาจะมีเดินทางไปที่กรุงเทพมหานครนะค่ะ วัดอรุณราชวร วร ขออภัย วัเอาดแจ้งแล้วกันนะค่ะ วัดเนี่ยะนะคะอยู่บริเวณ
หลวงตา :  วัดแจ้ง วัดอรุณ อันเดียวกัน
แม่ชี : ใช่ค่ะ
หลวงตา : วัดแจ้งคือก่อนแจ้ง วัดอรุณ คือก่อนอรุณ
แม่ชี : อรุณราช อรุณราชวรารามค่ะ โอเควัดแจ้งค่ะ ก็สถานที่จัดงานเนี่ยะ จะเป็นบริเวณลานกลางแจ้งริมแม่น้ำเจ้าพระยาค่ะ หน้าพระปรางค์วัดอรุณ อยู่หน้าพระปรางค์เลยนะค่ะ เออเวลาประมาณ 6 โมงเย็นถึง 3 ทุ่มนะค่ะ วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายนค่ะ วัดแจ้งนะค่ะเชิญญาติธรรมมาสวดมนต์กับหลวงตาด้วยกันค่ะ และในวันที่ 18 มิถุนา เดินทางไปโคราชนะค่ะ ที่วัดศรีบุญญารามค่ะ ตำบลหมูศรี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาค่ะ ตอนเย็นเช่นกันค่ะ และวันเสาร์ที่ 25 ลงใต้นะค่ะ 25 มิถุนาภูเก็ตค่ะ สวดมนต์ตอนเย็นที่โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ตนะค่ะก็อยู่ตรงชั้น 3 ห้องประคุม ห้องประชุมคิงสตาร์กูดสตาฟนะค่ะ จังหวัดภูเก็ตค่ะ รายละเอียดการเดินทางทั้งหมดนะค่ะสามารถติดตามอ่านได้ในเวปไซต์วัดถ้ำเมืองนะดอทคอมค่ะ
หลวงตา : ลูก วันที่ 10 เราไม่บอกเค้าล่ะ ชเวดากองไง สวดมนต์ชเวดากองไง
แม่ชี : ค่ะวันที่ 10 นะค่ะไปสวดมนต์กันค่ะที่พม่าค่ะชเวดากองนะค่ะ ถ้าเกิดน่ะค่ะ
หลวงตา : ใครจะไปก็ไปเลย ไปเจอกันที่ชเวดากองโน่นหล่ะ
แม่ชี : มีที่เดียวนะค่ะ
หลวงตา :  ไป ไป ไปทางไหนก็ได้ มัน เค้าจองให้หมดแล้วฮะ
แม่ชี : หลวงตาค่ะ เค้าอยากจะกราบเรียนถามเกี่ยวกับวิธีการใช้ประคำค่ะ ประคำเนี่ยะเวลาสวดมนต์เค้าใช้กันยังไงอะค่ะ
หลวงตา : อ๋อ ไม่ยากหรอกก็เอาประคำออกมาแล้วนับไง จบหนึ่งก็หนึ่งจน
แม่ชี : หนึ่งเม็ด
หลวงตา : หนึ่ง หนึ่งเม็ด ถ้าระหว่างสวด 1 จบเนี่ยะถ้าคิดไปไหนก็ไม่ต้องนับลูกประคำหน่ะ เค้าทำกันยังงั้น
แม่ชี : หมายถึงถ้าในระหว่างจบเนี่ยะคิดไปไหนก็ไม่รู้ก็ห้ามขยับ
หลวงตา : ใช่ ไม่ขยับ ก็อยู่อย่างนั้นหน่ะหืม
แม่ชี : แล้วประคำเค้าบอกว่าเวลาได้ไปมันแข็งนะค่ะหลวงตา
หลวงตา : โอ้โห ใส่แป๊บเดียวอ่อน ฮึๆๆ ลองใส่ไปเหอะ มันยืดนะ ใส่ยังไงก็แข็ง แข็งๆ อะไม่กี่วันก็ยืดแล้ว
แม่ชี : แล้วเห็นประคำมีเม็ดขนาดเล็กขนาดใหญ่ต่างกันยังไงค่ะ
หลวงตา : อ๋อ อ๊อฟชั่นเล็กสำหรับคนชอบเล็ก ๆ  ประคำใหญ่เนี่ยมันต้องเช่านะฮะ หรือไม่ก็ ต้อง ต้องขอ ประคำใหญ่หน่ะนะ ประคำเล็กเค้าแจกฟรีนะฮะ
แม่ชี : แจกฟรีเวลาเจอหลวงตาที่วัดถ้ำเมืองนะ
หลวงตา : ใช่ พร้อมกับพระหนึ่งองค์ไง
แม่ชี : หลวงตาค่ะประคำอย่างเดียวไม่มีพระนี้ศักดิ์สิทธิ์มั้ยค่ะ
หลวงตา : ศักดิ์สิทธิ์อยู่ อย่างสร้อยจักรพรรดิ สังวาลย์จักรพรรดิ
แม่ชี : หลวงตามีวิธีการจัดการกับหนังสือธรรมะ หรือพระ รูปพระอะค่ะ ที่เก่าและชำรุดฉีกขาดที่ไม่ได้ใช่ยังไงค่ะ
หลวงตา : อ้อ ปกติคนโบราณเค้าจะเผาแล้วเอาไปผสมกับรักทำลูกประคำฮะ พวกใบลาน พวกหนังสือนี่เค้าจะเผาแล้วก็ไปคลุกกับรักทำลูกประคำ ลูกประคำรักเคยเห็นมั้ย ดำ ๆ นั่นหน่ะ แพงนะแม่ชีไม่ใช่ถูก ๆ นะ เค้าจะเผาแล้วมาคลุกรัก บางคนก็ตัด ตัดเล็ก ๆ แล้วมาคลุกรักแล้วมาปั้น
ศิษย์ : ยางรักเป็นสีอะไร
หลวงตา : ก็เป็นสีดำไง รักนี่แหละ ถ้าใครแพ้ก็เอาเรื่องเหมือนกันอะ
ศิษย์ : ครับ
หลวงตา :  ถ้าใครไม่แพ้ก็ไม่เป็นไร
แม่ชี : รักคืออะไรค่ะ
หลวงตา : รัก คือ คือยางต้นรัก รู้จักต้นรักมั้ย นั่นๆ ๆหน่ะ เค้ามาปิดทอง ไม่ใช่
แม่ชี : ต้นรัก
หลวงตา : ต้นรักก็ต้นใหญ่ๆ คล้าย ๆ ต้นมะม่วงอะ
ศิษย์ : ดอกรักในมะลิก็มี
หลวงตา : คล้าย ๆ ต้นมะม่วง ต้นรักนี่ใครแพ้นี่แค่ไปอยู่ใต้ต้นก็หน้าก็บวมแล้ว หน้าบวมแล้ว รักที่เค้าเอามาปิดทองอะ ทาทองอะ
ศิษย์ : ลงรักปิดทอง
หลวงตา : ใช่ มันมีสองอย่าง รัก กับ ชาด ยางรัก กับยางชาด มันเป็นยาง เค้าต้องไปกรีดเหมือนยางพารานั่นแหละ
แม่ชี : การช่วยชีวิตสัตว์ให้รอดตายค่ะหลวงตา จริงมั้ยที่อานิสงส์จะช่วยให้เราไม่ตายก่อนอายุขัยเนี่ยะค่ะ
หลวงตา : อืม ก็มีเรื่องเล่าเยอะแยะไป ช่วยชีวิตสัตว์เนี่ยะทำให้อายุยืน
แม่ชี : มีวิธีอื่นให้อายุยืนอีกมั้ยค่ะ
หลวงตา : บังคับจิตให้มันเหนือธาตุฮะ บังคับมันให้มันเหนือ บังคับยังไงล่ะ เค้าด่าแม่ชีแล้วเฉยๆอะ รูป รส กลิ่น เสียง ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เนี่ยะ มองก็เฉย ๆ อะ ทำได้มั้ย
แม่ชี : ทำได้ก่อนแล้วค่อยมาด่ากัน
หลวงตา : ถูกต้อง นั้นหน่ะ ความ ความ ในความเพลิดเพลินความทุกข์ความสุขโดย ตา หู จมูก ลิ้น กาย เนี่ยะ กระทบเนี่ยะ อย่างลมกระทบกายเนี่ยะ กินเข้าไปกระทบลิ้นเนี่ยะ ตาเห็นแล้วไม่มีความรู้สึกอะไรเลยเฉย ๆ เฉย ๆ นิ่ง ๆ ได้นี่นั่นล่ะ โอ้ เริ่มเหนือแล้ว ถ้าทำได้นั้นหน่ะ ฝึกไปเรื่อย ๆ หน่ะ โน้นหน่ะ เอาอายุหลายพันปีก็ได้
แม่ชี : แต่ข้อดีของการนิ่งในทุกอย่างที่มากระทบคืออะไรค่ะ
หลวงตา : นิ่งเนี่ยะทำให้ไม่บันทึกอะไร ทำให้ธาตุมันพัก จิตพักธาตุพัก ธาตุเรานี่มันต้องใช้ ใช้ มันมี ดิน น้ำ ไฟ ลม ใช่มั้ย อากาศธาตุ จิตมันโดนควบคุม จิตเราควบคุมมันอยู่ ถ้าจิตมันไม่ควบคุมมันอยู่เฉย ๆ นี่ มันนิ่ง ๆ อะ ธาตุมันก็นิ่งไป นิ่ง มันไม่ไปตามอารมณ์ มันไม่ตามอารมณ์ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบ ลมพัดมายังอยู่เฉย ๆ ไม่รู้สึกเลยว่ามีลม มันก็มันเหนือละ นี่คือฤทธิ์และ ผู้มีฤทธิ์และ แม่ชีจะเอาอายุเท่าไหร่ก็ได้ ถ้าทำได้นะ
แม่ชี : หลวงตาค่ะ คำว่า นิ่ง โดยที่กระทบมาแล้วนิ่ง กับไม่ยินดียินร้ายคล้ายกันมั้ยค่ะ
หลวงตา : ไม่ยินดียินร้ายหน่ะมันเกิดจากสาเหตุที่ ที่โดนหนักจน จนมันเบลออะไรก็ไม่รู้ ประมาณนั้นหน่ะ จนไม่อยากฟังอะ
แม่ชี : เค้าบอกว่าเวลาสวดมนต์ไปเรื่อย ๆ เนี่ยะค่ะ มีความรู้สึกไม่ยินดียินร้ายกับปัญหาภายนอกเบื่อทางโลกด้วยเนี่ยะอะค่ะ
หลวงตา : ก็ประมาณนั้นหน่ะ ถ้าสวดนาน ๆ มีความรู้สึกเพราะว่าปัญหาทางโลกหน่ะ เรา เราเจอทุกวันหน่ะ ในปัจจุบันหน่ะ อย่างแม่ชีโดนด่าทุกวั๊นทุกวันแม่ชีเบื่อมั้ย เออ เบื่อแล้วแม่ชีเฉย ๆ มั้ย ถูกล่ะฮะ ถ้าโดนด่าทุกวันเฉย ๆ ได้เก่งล่ะฮะ ไม่ใช่ว่าโดนด่าทุกวันเนี่ยะ แค้นทุกวันนะฮะ พยาบาททุกวันหน่ะไม่ใช่นะอย่างนั้น มันคนละอย่างนะฮะ คืออยากหนีจากเสียงอะ จิตมันต้องหาที่เกาะ ใช่มั้ย หาที่เกาะใหม่ไม่อยากได้ยินยังเงี้ยะ หู้ย เบื่อ ฮึๆ เคยมั้ยหล่ะ เบื่อไม่อยากได้ยินหน่ะ แม่ชีจะหลบยังไงอะ
แม่ชี : เกาะหลวงปู่อะค่ะ
หลวงตา : เออ ประมาณนั้น เกาะกรรมฐานนั้น ประมาณนั้น ก็หลบไปไง มันก็จะไม่มีอาการอะไร มันมีสองอย่างนะ ไอ้พวกที่มีสมาธินี่ พวกซื่อบื้อ หมายถึง ซื่อบื้อ หมายถึง โดนจนซื่อบื้อหน่ะ จนไม่อยากฟังอะไร หรือไม่คน คนที่นั่นแล้วเค้า พอเค้าฝึกไปนาน ๆ เท่านั้นแหละ  เสียงจะมาแล้วก็จะรู้หลบก่อนแล้ว จิตมันเป็นตัวรู้ที่ท่านพูดนั่นหน่ะ ที่ท่านมีฐานมันหน่ะนะ มันก็จะรู้มันรู้ไปหมดนั่นแหละ ทำไมท่านถึงให้ฝึกกรรมฐานหน่ะ ให้สวดมนต์ก็ไอ้ตัวเนี่ยะ มันจะเป็นคนลืม ต่อไปเนี่ยะลืม มันจะลืม ลืมเรื่องราวที่ไม่ได้เรื่องได้ราวนั่นหน่ะ นั่นหล่ะมันจะลืม มัน ที่บันทึกไว้มันก็ลืม ต้องย้อนนาน ๆ ถึงจะจำได้
แม่ชี : แล้วทางออกที่แบบว่าเวลาคนที่เจอปัญหาทางโลกแต่ว่าทำยังไงไม่ให้ดิ้นไปกับปัญหาเนี่ยะอะค่ะ
หลวงตา : โอ้โห้ มันยากแม่ชี ถ้าคนไม่เคยฝึกเนี่ยะ ขนาดไม่มีปัญหาอะไรเลยเนี่ยะ มันยังดิ้นเลยฮะ มันดิ้นตามกิเลสตัณหา อุปทาน ตัวเองอะหน่ะ ใช่มั้ย ดิ้นตามความรู้สึกที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เรากระทบนั่นแหละ มันบันทึกนั่นแหละ ชอบ ไม่ชอบ มั่งดีใจ เสียใจ อะไรพวกเนี่ยะแหละ ไม่มีใครไม่ดิ้นหรอก มีมั้ย ดิ้นทุกวัน วันไหนไม่ดิ้นไม่มีหรอก ท่านถึงให้ทำกรรมฐานไง สวดมนต์นี่แหละ ฮะๆๆฮ่า มันจะหายดิ้นมั่ง มันห่างไง มันห่างแล้วมันก็หาย ที่ท่านว่าห่างหายอะไรนั่นหน่ะ ถ้ามันไม่ห่างแล้วมันจะหายได้ไงหล่ะ
แม่ชี :  ถึงจะดิ้นเก่งขนาดไหนนี่กรรมฐานช่วยได้ใช่มั้ยค่ะ
หลวงตา :  โอ้โห ทำไปเหอะ ทำจนตายหน่ะ มัน มันห่างเรื่อย ๆ  มันก็ไม่มีแล้วหล่ะ
แม่ชี : แล้วมีคนบอกว่าเวลาสวดไปเรื่อย ๆ เนี่ยะค่ะ สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง แต๋ก็ดีกว่าไม่เริ่มสวดใช่มั้ยค่ะ
หลวงตา : โอ้โห มันยังมีสงบมั่งและไม่สงบมั่งมันก็ยังดีกว่า ฮึๆๆ ดีกว่าไม่ได้ ก็ดี แก่นะ ไม่ใช่แก่ลงทุกวันนะฮะ ไม่มีที่เกาะนะเวลาแก่เวลาป่วย เวลาเจ็บ เวลา ทรมานกาย ทรมานใจเนี่ยะ โอ้ย ลำบากนะฮะ ที่มีพวกเนี่ยะ ไม่ฝึกไว้ลำบาก
แม่ชี : ทรมานกาย ทรมานใจ แต่มีที่เกาะอันเดียวกันคือกรรมฐาน
หลวงตา : ถูก นี่กระแสของงานที่มันทำที่หลวงพ่อให้เราทำอยู่ทุกวันเนี่ยะ มันเป็นกระแสที่มัน มัน มันไปเรื่อยๆ เนี่ยหล่ะ มันไม่ มันไม่ ไม่ได้อยู่ มันไม่ได้อยู่เหมือนเดิม เข้าใจมั้ย มันเป็น มัน มันเป็นกระแสที่ประมาณนี้แหละมันไปเรื่อย ๆ มันไม่เหมือนกระแสของพุทธะที่ท่าน หรือ พระอรหันต์ที่ท่าน ท่านนิพพานไปแล้วนะฮะ นั่นมัน ถ้าเราฝึกไปนาน ๆ เรามองภาพของพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้ามันจะต่างกันกับเรามองภาพโพธิสัตว์ต่างกันนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มากระทบนี้ต่างกัน มันจะต่างกันโดยความรู้สึก ที่ท่านให้เรา เราสวดนี้นะฮะ เรามีความรู้สึกทุกคนท่านบอก ท่านบอกไม่มีใครไม่มีความรู้สึกหรอก ตราบใดที่ยังมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย เนี่ยะ มันจะเป็นความรู้สึกที่เราไม่รู้ มันเป็นธรรมชาติหน่ะ เราไม่รู้ตามความเป็นจริง เราก็ ความรู้สึกนั้นคือ รูป รส กลิ่น เสียง ความสุข ความทุกข์ ความดีใจ เสียใจ ความเฉย ๆ อะไรพวกเนี่ยะอะ มันเป็น มันเป็นโลก ๆ ไง แต่ถ้านี้ถ้าเราสวดไปนาน ๆ เข้า ในบทสวดเนี่ยะมันมีพลังงานอยู่ ใช่มั้ย มันมีพลังงานมันเป็นธรรมะ พลังงานพวกเนี่ยะ มันเป้นจักรพรรดิที่จะเป็นพุทธเจ้ามันเป็นพลังงานที่ท่านสะสมไว้ในโลกเนี้ยะ มันอยู่ในโลกแต่ว่ามันสะสมไว้ ท่านเอาไปไม่ได้ไงมันยังมีอยู่เรื่อย ๆ ไง ถ้าจิตเราอยู่ในกระแสของมนต์ที่เราสวดเนี่ยะ หมายถึงจักรพรรดิ หรือ ไตรสรณคมณ์ หรือ หลวงปู่ดู่เนี่ยะ เราก็จะมีความรู้สึกตามท่านด้วย เข้าใจมั้ย รู้สึกตามท่านด้วย เราตามได้ตามกำลังที่เรามี อ้าวจริง ถ้าเราสวดไปนาน ๆ เข้า เราก็รู้ตามกำลังเราไปเรื่อย ๆ  เราจะไปรู้ ตอนแรกเราเรียน ป.1 ใช่มั้ยเราสวดไปเนี่ยะพึ่งไม่นานเราจะไปรู้นู้นเหรอด๊อกเตอร์เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ มันก็รู้ตามกำลังเราที่ไปเรื่อย ๆๆๆ ถ้า ถ้า ถ้าเราไม่หยุดนะ ถ้าเราหยุดมันก็หยุดหน่ะ มันก็ไม่รู้ รู้ รู้ต่อไปเป็นไปไม่ได้แล้ว ไม่ได้เรียนแล้วไง ก็เรียนไม่จบ ต้องไปเรียนใหม่ในอนาคต ตัวเนี่ยะ กรรมฐานตัวเนี่ยะ มันบันทึกไว้ที่จิตอยู่แล้ว ตัวกรรมฐานนี่มันเป็นตัวพื้น พื้นที่จะต้องไป ไปศึกษาบารมี 10 20 หรือ 30 โน่นนะ ตัวเนี่ยะมันเป็นฐานตัวเนี่ยะ แต่ทุกวันนี้เรา บารมีเราจริง ๆแล้วไปพร้อมกัน มันมีการให้ทานมั่ง มีการแผ่เมตตา ใช่มั้ย มีการบันทึกบุญ นี่ ไปไหนก็บันทึกบุญนะ แล้วมัน มันเรียนไปด้วย มันมีฐานไปด้วย เพราะเรายังอยู่ ใน ในสังคมเรายังไม่ได้ ไม่ได้เป็นนักบวชซึ่งอยู่วิเวกอยู่คนเดียวอะไรพวกเนี่ยะ
แม่ชี : หลวงตายกตัวอย่างจิตที่แบบรู้สึกตามท่านอย่างงี้ค่ะ ยังไงค่ะ
หลวงตา : โอ้โห ยากนะแม่ชีอธิบายยากมากเลยนะ คือว่าวันนี้เราอธิษฐานอะไรอะ อธิษฐานทุกวันหน่ะ สิ่งที่เราอธิษฐาน มันก็เป็นอย่างที่เราอธิษฐาน พอเราอธิษฐานแล้วเราฝึกไปด้วยไง ใช่มั้ยหล่ะ เออ
แม่ชี : อย่างเช่นอธิษฐานเป็นผู้มีประโยชน์
หลวงตา : ถูก เราก็จะได้เป็นผู้ที่มีประโยชน์ ที่มีประโยชน์ หมายถึงกระแสที่ ที่เราจะไปทำประโยชน์หน่ะมันดึงเราไปเอง โดยการเกี่ยว เกี่ยวข้องผูกพันกับ การเวียนว่ายตายเกิดของเราอะอธิบายยากนะ ไม่ใช่อธิบายง่าย ๆ  ไม่
แม่ชี : ถ้างั้นต้องสร้างฐานให้มันกว้าง ๆ แน่น ๆ
หลวงตา : ฮะๆๆ มันต้องขยันนะฮะ ขยันเปลี่ยนอารมณ์โลกนะบ่อย ๆ เปลี่ยนจากอารมณ์โลกมาสวดมนต์บ่อย ๆ เข้าใจมั้ย
แม่ชี : ขยันสวดมนต์บ่อย ๆ
หลวงตา : อย่างแม่ชีนั่งคนเดียวในห้องเนี่ยะ มองภาพหลวงปู่ดู่ แล้วนั่งบนเก้าอี้ นั่งบนอะไรก็ได้ นั่งซักสวดไปเรื่อย ๆ เนี่ยะ แม่ชีจะไม่มี ไม่มีปัจจุบัน แต่มีอดีต
แม่ชี : ที่มันผุดขึ้นมา
หลวงตา : ถูกต้อง แต่ปัจจุบันแม่ชีอยู่ในพานหน่ะ แม่ชีสวดมนต์ไปเรื่อยเนี่ยะ ปัจจุบันไปอดีตนะฮะ ไม่ใช่ปัจจุบันไปอนาคต หมายถึงว่าทางโลกนะฮะไม่มี มีแต่ธรรมะล้วน ๆ ธรรมะหมายถึงว่ากรรมฐานที่เราฝึกดนี่ยะ แต่ว่าแม่ชีไปโน่นไปนี่แล้วสวดด้วยเนี่ยะห็จะได้ทั้งสองอย่างแล้ว สวดมนต์ไปด้วยบางที บางทีก็บันทึก ตามที่ ตา หู จมุก ลิ้น กาย เห็นใช่มั้ยหล่ะ เออ มันก็บันทึกไปทั้งสองด้านอยู่แล้วหล่ะ ทุกวันนี้มันก็บันทึกสองด้านอยู่แล้ว แม่ชีจะบันทึกด้านเดียวก็หมายถึงว่าธรรมะด้านเดียวอยู่ อยู่ คนเดียว มันมีอดีตผุดขึ้นมามั่งนะ บางทีไม่มีแล้ว ถ้ามันสงบมันเบาไม่มีแล้ว มันไม่มา มันอยู่ที่ปัจจุบันล้วนๆ หน่ะ มันไปอนาคตโน่นหน่ะ
แม่ชี : กว่าจะไปอนาคต ต้องรื้อปัจจุ หรืออดีตให้หมดก่อนหรือค่ะ หลวงตา
หลวงตา : ที่เราสวดทุกวันมันรื้ออยู่แล้ว เพราะพลังงานมันยังอยู่ไง รื้อ หมายถึง ทำให้เราลืม ทำให้เราลืมนะฮะ นึก มันไม่เพิ่ม
แม่ชี : เพิ่มแต่สิ่งดี ไม่เพิ่มสิ่งที่ไม่ดี
หลวงตา : ถูก อารมณ์ที่เคยกระทบไม่ดีนี่มันลดลง อย่างเสียงที่มันรำคาญหน่ะ มันลดลง มันก็ค่อย ๆ ลดลง เสียงรำคาญก่อนนะฮะ ทีนี้เสียงรำคาญลดลงหน่ะ เสียงไม่รำคาญก็ลดลงนะ เสียงเพลิดเพลินก็ลดลง มันจะไม่มความเพลิดเพลินตรงนั้น เพราะจิตมันเริ่มเบา มันเริ่มสบาย อะไรที่รำคาญเนี่ยะมันไปแล้ว มันไม่ค่อยจะมีแล้ว ทีนี้ไอ้ที่มันคงเพลิดเพลินมันก็เริ่มจะไปด้วย
แม่ชี : ไม่อยู่ด้วยเหมือนกัน
หลวงตา : ถูก แล้วมันก็จะเริ่มนิ่งเริ่มเบาแล้ว นาน ๆ เข้าเนี่ยะ ไอ้ ไอ้ ความเพลิดเพลิน หรือ ความไม่เพลิดเพลินมัน มันรู้อยู่ แต่มันจะไปตามนั้น เหมือนแม่ชีได้ยินเสียงเพลงหน่ะ ที่ชอบอะ เมื่อก่อนหน่ะ ต้องนึกตาม ต้องร้องตามในใจ ถ้าอยู่คนเดียวก็ร้องเลย ถ้าอยู่หลายคนก็ไม่กล้า ฮะ ฮา ประมาณนั้นหล่ะ แต่ต่อไปแม่ชีไม่ละจะอยู่เฉย ๆ รู้สึก เอ่อ คนนั้นร้อง ป่านนี้คงตายแล้ว มันคงไปอย่างงู้นแล้ว  ด้วยการแผ่แล้วหล่ะ มันเปลี่ยนฮะ เปลี่ยน มันเปลี่ยน เปลี่ยนความรู้สึกอะ นี่ นี่ นี่คือกรรมฐาน คือการพัฒนาระบบการเวียนว่ายตายเกิดในอนาคต คือตัวเรา คือจิตเรา ก็จิตเราคือตัวเราไง เปลี่ยนพฤติกรรมหมดแล้วไม่มีแล้ว
แม่ชี : เป็นทำกรรมฐานเป็นการพัฒนา
หลวงตา : ถูกต้อง ถูกเลย ทีนี้จะศึกษาเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดก็ง่ายแล้ว ปรารถนาสิ่งใดหล่ะ เราปรารถนาเป็นอะไรในอนาคต เวียนว่ายตายเกิดมันเป็นปกติ มันเป็นธรรมชาติ ตนเราเกิดมาก็ตาย คนเราเกิดมาก็อยู่ในสภาพที่ปัจจุบันที่ก็เห็น ที่เราเห็น ๆ กันอยู่นี่ มีความสุข มีความทุกข์ มีความเพลิดเพลินใจ ดีใจ เสียใจ อะไรพวกเนี่ยะ อยู่ ๆ อย่างเนี่ยะ ไม่มีอะไร แล้วก็ตายไป แล้วก็เกิดใหม่ แล้วก็ทำใหม่ ประมาณเนี่ยะไม่มีที่สิ้นสุด ตอนนี้เริ่ม เริ่ม เริ่มจะมีทางสิ้นสุดแต่ว่ามันเป็นผู้ที่ รู้ รู้ รู้ระบบ รู้มนุษย์ รู้คน รู้สัตว์ รู้ รู้ว่า เข้าใจมั้ย ถ้าแม่ชีรู้แล้ว การเวียนว่ายตายเกิดมันเป็นปกติอยู่แล้ว ตายเกิดเลยก็ได้ ตายไปค้างที่ไหนก็ได้ประมาณเนี่ยะ
แม่ชี : คำว่าเริ่มมีทางสิ้นสุดคืออะไรค่ะ หลวงตา
หลวงตา : อ้าว จะเกิดก็ได้ ไม่เกิดก็ได้ไง
แม่ชี : ก็คือรู้ในสิ่งที่เราปรารถนา
หลวงตา : ถูก อยาก ไปเกิดภพภูมิไหนก็ได้ ทีนี้จิตมันก็ไม่ได้เป็นทุกข์อะไรมาก เพราะเรา เรา เข้าใจแล้ว เข้าใจเรื่อง รูป รส กลิ่น เสียง เข้าใจเรื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เรากระทบทุกวันเนี่ยะเรารู้แล้วไง
แม่ชี : หลวงตาแล้วเหตุใดที่เราต้องรู้ทุกอย่างตามสภาพความเป็นจริง
หลวงตา :  แม่ แม่ชีไม่รู้เนี่ยะ แม่ชีได้ยินเสียงเนี่ยะแม่ชีก็เพลินไปตามเสียง ใช่มั้ยหล่ะ
แม่ชี : เพราะ เพราะเราไม่รู้เราเลยเพลินเหรอ
หลวงตา : ถูก ที่ที่มีความทุกข์แม่ชีนึกไป หรือเห็นคนเนี่ยะ แม่ชีกระทบตามเค้าอีก
แม่ชี : เราไม่รู้เราเลยทุกข์ตามเค้า
หลวงตา : ถูก แม่ชีทุกข์เนี่ยะ มีประโยชน์มั้ย ทำให้ร่างกายทุกข์ไปด้วย ทำให้ร่างกายใช้งานน้อยด้วย เพราะจิตเป็นตัวควบคุมอะ จิตเป็นตัวรับตัวส่งตัวอะไรเยอะแยะไปหมดเลย ใช่มั้ย  เออ ถ้าควบคุมจิตได้ ควบคุมกาย จิตควบคุมกายอยู่ มันก็ควบคุมได้อยู่แล้วนี่ เพราะฉะนั้นมันเป็นธรรมชาติอยู่แล้วว่าเราจะต้องการอายุเท่าไหร่อะ ใช่มะ เรา ทีเรายังไม่ฝึกหล่ะเราฝึกไปแค่นี้แหละ ท่านพูดว่าฝึกพูดกันอย่างเนี้ยะ เราก็รู้แล้ว เออ อย่างนี้มันถ้าเราฝึกได้ เราสามารถจะสูงอายุกี่วัน กี่เดือน กี่ปี ก็ได้
ศิษย์ : ไม่ได้ยินเสียง
หลวงตา : ใช่ เพียงเรารู้ล่วงหน้าไปเฉย ๆ หรอก  ว่าจริง ๆ หลวงพ่อท่านบอก อย่าไปสนใจเลยเอ็งสวดไปเหอะ จน จนจะรู้ไปเรื่อย ๆ หน่ะ
แม่ชี : เราก็รู้อยู่แล้วมีเกิดมีตายเงี้ยะค่ะ แต่เวลาที่เจอสิ่งที่อย่างเงี้ยะกระทันหันค่ะ มันทำใจไม่ได้อย่างงี้ล่ะค่ะ
หลวงตา : อืม มันทำใจไม่ได้หรอกถ้าเรายังไม่มีกำลังใจ ท่านที่เรียกว่ากำลัง ๆ อะ มันไม่มี มันก็ทำใจไม่ได้ ถ้ากำลังมีมันก็ทำใจได้เพราะมันรู้อยู่แล้วไง ความรู้ที่เราเรียนมันก็รู้ไปเรื่อย ๆ นี่ ไม่ใช่เราไม่รู้นี่ ประสบประการณ์แห่งชีวิตนั่นแหละ เราเห็นอยู่ทุกวัน ลองคนอื่นตายเราก็เฉย ๆ ใช่มั้ย ลองญาติเราตายดิ
ศิษย์ : ฟังไม่ชัด
หลวงตา : ถูกแล้วค่ะ ที่จริงคนอื่นกับญาติเราอะต่างกันตรงไหนอะ มันก็ไม่ต่างกันตรงไหนvt
แม่ชี : เรามีวิธีการรับมือแบบเหตุเกิดตอนที่เราไม่มีกำลังละค่ะ
หลวงตา : สวดมนต์ดิ ไม่ใช่รับมือ ลับใจ ทำใจ ทำใจ ทำใจ ฝึกที่ใจ
แม่ชี : จริงมั้ยค่ะ หลวงตาว่าเสียใจมาก ๆ เดี๋ยวมันก็เลิกเสียใจเองอะ
หลวงตา : โอ้โฮ่ๆๆๆ ถูก ทุกอย่างมันมีลิมิตของมัน แต่มันบันทึกระยะเวลาเท่าไหร่อะ ตอนที่เสียใจอยู่ บันทึกนานเท่าไหร่ มันบันทึกอยู่นะฮะ เวลาโดนอีกนะฮะมันอาจจะยาวหรืออาจจะสั้นก็ได้นะ มันจะต่ออีกนะฮะ ถ้าเราไม่รีบหนีจากมัน มันต่อนะ
แม่ชี : เค้าว่า
หลวงตา : กรรมที่เราทุกวันนี่ก็เรามาต่อมันนะเนี่ยะ
แม่ชี : หนีของหลวงตา คือ หนีไป ไป
หลวงตา : ก็อย่าไปต่อมันซิ ก็อย่าให้มันอยู่ได้นานดิ แม่ชีเพลิดเพลินนานเนี่ยะได้ชั่วโมงหนึ่งมันบันทึกอยู่แล้ว ถ้าแม่ชีเพลิดเพลินทั้งชาติ แม่ชีก็ไปร้องเพลงที่เขาคิชกูฏนะตอนตายร้องอยู่นั่นแหละรู้จักมั้ย อ้าว ตายแล้วก็ไปร้องเพลงอะ ร้องไม่หยุดด้วย ถ้าตายก่อนกำหนดนะพูดถึง ถ้าตายกำหนดก็ตายตามกรรมนั่นแหละ สมัยก่อนนะให้ไปดูนะเว้ย มีคนไปดูอะ นักร้องเนี่ยะเวลามันตาย พวกที่ตายก่อนกำหนดมันร้องอยู่นั่นแหละ ตอนนี้ยังร้องอยู่เลย
แม่ชี : ร้องที่อื่นไม่ได้เหรอค่ะ
หลวงตา : มันเป็นเขาที่ ฮึๆ มันเป็นเขาที่ ฮึๆๆ โลกวิญญาณ ฮึๆๆ พวกที่มีกรรมลักษณะนี้อยู่ตรงน้าน
แม่ชี : อ๋อ ไปรวมกันตรงนั้น
หลวงตา : ใช่ ถูก เกิดจากการสะสมนั่นแหละ สะสมทุกวันนั่นแหละ ใช่มะ สะสมอย่างใดอย่างหนึ่งประจำ เหมือนแม่ชีฆ่าหมูทุกวันเนี่ยะ ฆ่าหมูเป็นอาชีพ ค้าขายมั่ง อะไรมั่ง เป็นเวลาตั้ง 10 20 30 ปีอะ พอแก่มาแล้วทำไม่ได้แล้ว ใช่มะ อาการ หน้าตา ร่างกาย เริ่มจะเป็นหมูแล้วหล่ะ
ศิษย์ : ฟังไม่ได้ยิน
หลวงตา :  ถูก เพราะกรรมสะสมบ่อย ๆ ลักษณะนั้นก็จะเกิดเพราะมันความเคยชิน
แม่ชี : เช่นซึ่งการถ้าเราสะสมกรรมเกี่ยวกับการสวดมนต์บ่อย ๆ
หลวงตา : หาย
แม่ชี : มันก็คือการบันทึก
หลวงตา : ความเคยชินมากขึ้นเนี่ยะ มันรู้สารพัดเรื่องเนี่ยะ เพราะบทสวดมนต์ที่เราสวดเนี่ยะ มันเป็นจักรพรรดิเข้าใจมั้ย จักรพรรดิเนี่ยะไม่รู้เรื่องอะไรไม่มี เพราะจักรพรรดินี่พร้อมที่จะเป็นพุทธะ บารมีมากนะฮะคนที่จะเกิดเป็นจักรพรรดิ ไม่ใช่เรา ๆ ท่าน ๆ ตายแล้วจะไปกิน เอ้ย อยากเป็นจักรพรรดิเว้ยชาตินี้สร้างอย่าง อย่างหนักเลย อืม ไม่ ไม่ ไม่มี ไม่ได้ ฮะๆๆ ถ้าไม่พอก็ไม่ได้ กำลังไม่พอ เกิดมาก็กินเกลี้ยง กินแล้วก็ทำใหม่ ตายเกิดมาก็กินเกลี้ยง รับเงินเดือนก็กินหมด ไม่ได้เก็บไว้เลย ใช่มั้ย เอ่อ แถมเอาเงิน.ฟังไม่ชัด....มากินอีก เงินข้างหน้า เงินเดือนหน้า มันจะมีเก็บอะไร มันจะไปเกิดได้ยังไงเล่า อย่างแม่ชีเนี่ยะ ชาตินี้แม่ชีเก็บอย่างเดียวไม่ได้ใช้เลย อ้าว เกิดมาแล้วบวชไม่ได้ใช้ไง ไม่ได้บุญเก่า ทำบุญใหม่ต่อไป ก็เรียกว่าเก็บ
แม่ชี : จะบวชไม่บวชก็สามารถเก็บบุญได้มั้ยค่ะ
หลวงตา : ได้ ต้องเป็นนักปฏิบัติธรรมนะฮะ อย่าไปติด ติดโลกไม่ได้ ติดแล้ว ต้องทำด้วยนะฮะ หมายถึงว่าบารมีนั้นหล่ะ ทั้ง 10 นั่นหล่ะ ความดีก็ต้องทำ ไม่ใช่เกิดมาเสวยบุญแล้วไม่ได้ต่อไม่ได้ทำเลย มันก็หมด เหมือนที่เห็น ๆ อยู่วันนี้ไม่เห็นป่าว ถ้ากรรมไม่ดีก็ทำด้วย ก็ตัดด้วย ตัดรอนด้วย ตัด ตัดรอนกรรมดีไปอีกด้วย คือกรรมมันตัดกรรมอยู่แล้วฮะ เข้าใจกรรมตัดกรรมอยู่มั้ย เออ นั้นหน่ะ อ้าว กรรมไม่ดีมาก ๆ  เฮ้อ ๆๆ กรรมดีพอมีอยู่ มันก็ไปทางกรรมไม่ดีแล้ว ตัดรอนแล้ว  เข้าใจมั้ยที่ว่าโอ้ยกรรมตัดรอน นี่ลองด่าพ่อด่าแม่ทุกวันดิ นั่นหน่ะ นั่นหน่ะ พวกนี้กรรมตัดรอนไว ทำร้ายร่างกายพ่อแม่บ่อย ๆ นะฮะ ตาย บางคนหน่ะ ไม่กี่ปีก็ตายแล้ว โดนเค้ากระทืบตายมั่ง อะไรมั่ง พวกประมาณเนี้ยะแหละ ฮู้ๆๆ ฮึๆๆๆ ที่จริงมันยังไม่ตามอายุขัยหรอกแต่มันกรรมมันตัดรอน เข้าใจมั้ย เอ้อ อย่างนั้นแหละ เหมือนคนด่าพระ ด่านักบวชนั่นหน่ะ หลวงตาเห็นหลายคนแล้ว ไม่กี่ปีก็บ้าแล้ว กรรมตัดรอน คำว่ากรรมตัดรอนเป็นอย่างเงี้ยะ อยู่เฉย ๆ ไม่ชอบ ใช่มั้ยไปด่าเค้าทำไมอะ เฮ้อๆๆ ๆ ไม่ใช่เรื่องของเราเรื่องของท่าน ท่านจะดีไม่ดีก็ด่าท่านไม่ได้ ใช่มั้ย เอ้อ ด่าไม่ดีก็สิ่งที่ไม่ดีก็เข้าเราเอาดิตายดิไปเหลือเรอะ นี่เห็นหรือยังกรรมตัดรอนเห็นชัด ๆ อะ กรรมบันทึกอะ เนี่ยะเราโชคดีเราสวดมนต์ทุกวันรวยทุกคนฮะสวดไปเหอะ
แม่ชี : สาธุ
หลวงตา : มีที่ไหนจักรพรรดิจน ไม่มี ลองสวดมนต์แผ่เมตตาไปเหอะ ทำอารมณ์ให้ดีเรื่อย ๆ เหอะ ทำวันนี้บางทีพรุ่งนี้ก็ได้แล้ว มันไม่มีกรรมตัดรอนไง ใช่มะ เออ อืม คิดง่ายๆ ดิอย่าไปคิดยาก บางคน หู้ย คิดยากมากเลย คิดลึกมาก โน่น คิดอยู่ในบ่อเลย คิดลึก
ศิษย์ : หัวเราะ คิดอยู่ในบ่อ
หลวงตา : ใช่ ก็มันคิดลึกไง ก็ลงไปคิดในบ่อไง
ศิษย์ : หัวเราะ
หลวงตา : ใช่มะ บางคนก็คิดสูงไปโน่น คิดบนต้นไม้โน่น คิดตามความเป็นจริงนี่แหละท่านบอก ถ้าเอ็งคิดตามความเป็นจริงที่เห็นอะ ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นนี่นะ เอ็งก็จะได้ธรรมะคือความจริงนั่นแหละ ก็คิดเรื่องจริงนะ มันก็จริง ถ้าคิดเรื่องไม่จริง โฮ้ย อะไรก็ไม่รู้มันจะไปจริงได้ยังไง ก็มันเป็นธรรมะ ธรรมะมันธรรมชาติไง มันเป็นกฏธรรมชาติ เราอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตเรา ก็ทำ ทำดีไง บางคน โอ้ย ทำดีไม่ได้หรอก อยู่กับคนไม่ได้เรื่องทั้งนั้น อ้าว ก็อย่าไปทำอย่างเขาดิ อยู่ได้นี่ใช่มะ ไม่เห็นเป็นไร บางคน โอ้ย อยู่ไม่ได้หรอกทำไมอยู่ไม่ได้ เค้าแบ่งมาให้ก็เอาแล้วเราก็คืนเค้าไปไง เค้าแบ่งมาก็รับไง ทำไมอะ
แม่ชี :  แล้วคืนไปทางไหนค่ะ
หลวงตา : อ้าว สร้างโรงเรียนมั่ง สร้างสาธารณะประโยชน์มั่ง หรือวัดมั่ง แล้วแต่ ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย
แม่ชี : หลวงตาค่ะ คำว่าการต่อความดีอะค่ะ คือต่อหนึ่งอะไรก็ได้ใน 1 บารมี 10 ใช่มั้ยค่ะ แบบดูง่าย ๆ นี่ค่ะ
หลวงตา : อ๋อ ความดีมันเป็นลูกโซ่กันอยู่แล้ว ความดีแม่ชีลองทำไปเหอะ สวดมนต์ แผ่เมตตาบ่อย ๆ เนี่ยมันก็จะ มันก็จะพัฒนาในสิ่งที่ตัวเองทำนั่นแหละ มันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ก็บอกแล้วว่าเป็นธรรมชาติเข้าใจมั้ย แม่ชีเรียนเรื่องอะไรอะ แม่ชีไม่จดจ่อในเรื่องนั้นแม่ชีก็เรียนไม่จบอยู่แล้ว เนี่ยเราอยู่ในกรรมฐานเราก็จดจ่อในกรรมฐานเราดิ หลวงตา หลวงพ่อ ท่านบอก เอ้ย จักรพรรดิเนี่ยสวดแล้วรวยนะ สวดไปดิ ยืน เดิน นั่ง นอน สวดไปดิ
แม่ชี : ไม่รวยอย่าหยุดสวด
หลวงตา : ถูก อือ ไม่รวยอย่าหยุดสวด ฮ่า ๆ ไม่รวยชาตินี้ก็ชาติหน้าหล่ะว่ะ
ลูกศิษย์ : หัวเราะ
หลวงตา : ชาติต่อๆ ไป จริงๆ แล้ว ก็ไม่จนหรอก เชื่อเถอะ
แม่ชี : หลวงตา แล้วคำว่าแบบ จิตอยู่ในกระแสของมนต์เนี่ย มันไม่มีต้น ไม่มีปลาย ใช่มั้ยค่ะ
หลวงตา : แม่ชีไม่เคยฝึก ไม่เคยฝึกกะอาคม ก็จะไม่รู้หรอก ไปถามคนที่เรียนอาคมนู่น ไปถามมาเหอะ มันท่องตลอดเวลาแหละ มันต้องใช้อาคมไง จนกว่าอาคม คือ บทที่เค้าสวดอะเป็นเนื้อเดียวกับจิตนู่นหนะ
แม่ชี : วรรคไหน ประโยคไหนขึ้นก่อนขึ้นหลัง
หลวงตา : ฮึๆๆ เค้าไม่สนใจหรอกนะ บางท่านสมัยก่อนนะท่านเรียนเมตตาเนี่ย โฮ้ยท่านมองดูนก เอาอาหารใส่ในมือ คือเรียนสำเร็จแล้ว นกมันบินมากินเนี่ย โน่นแหละต้องบริกรรมตลอดหน่ะ ที่ท่าน ที่ ที่ท่านสอนหน่ะเข้าใจม่ะ สายที่ท่านไม่เกิดนะ แต่สายเรามันเกิดอยู่ท่านบอก ถึงพุทโธ เมื่อไหร่ก็ไม่เกิดล่ะ แม่ชีอยากไม่เกิดไม่ล่ะ เนี่ยะสวดพุทโธไปเลย สวดจนไม่เกิดนั่นแหละ ถึงเมื่อไหร่ก็ไม่เกิด พุทโธคือพระพุทธเจ้าไง แต่ของเราเนี่ย มีพุทธัง ธัมมัง สังฆังด้วย พุทโธ ธัมโม สังโฆ มีสังโฆด้วยไง เราเกิดอยู่ไง
แม่ชี : แต่ในบทจักรพรรดิก็มีความหมายของพุทโธอยุ่ในนั้นอยุ่แล้ว
หลวงตา : ธัมโมด้วย
แม่ชี : เพราะฉะนั้นคนจะไม่เกิดก็ใช้บทนี้ได้
หลวงตา :  เฮ้อๆๆ ได้ ฮึๆๆ พูดถึง  พูดถึง พูดถึง ถ้าจิตเข้าถึงตรงไหนหน่ะ ตรงนั้นเราก็ได้แล้ว ถ้าจิตเราอยู่ในจักรพรรดิล่ะ
แม่ชี : พอพูดถึงจิตอยู่ในจักรพรรดิมันก็เลยแปลว่าจะออกเสียงหรือไม่ออกเสียงเหรอค่ะ
หลวงตา : เอางี้ก็แล้วกัน แม่ชี เจอหนุ่มหล่อๆ นี่ แม่ชีจับอยู่ที่เค้าหน่ะ แม่ชีโอ้โหอยู่ไม่ได้หรอก มันอยู่ตรงนั้นแหละ ใช่ม่ะ มันก็ต้อง ขาต้องไป ความคิดต้องเกิดแล้ว จะทำยังไงดีแล้ว มันไปหมดเลยอ่ะ แล้วความอยากได้อย่างเนี่ยมันไปหมดเลย เฮ้อๆๆๆๆ ฮึ รู้มั้ยตอนนี้รู้ยัง หรือไม่รู้
แม่ชี : ไม่อยากได้อย่างเนี่ย อยากได้อย่างอื่น
หลวงตา : ฮึๆๆๆ พูดถึงถ้าเราสวดไปนานๆ จิตเราอยู่ตรงนั้นมันก็เหมือนอย่างนั้นแหละ จิตจดจ่อในกรรมฐานนั่นแหละท่านบอก ยืนเดินนั่งนอนมั่ง มันก็อยู่ในตรงนั้นแล้วไง มันก็พัฒนาไปตรงนั้นแหละ ง่ายๆ ที่ไหนหล่ะ จริงๆ แล้วที่ ที่ ถ้ำอะ ทำไมหลวงตาไม่ให้ใครทำอะไร มีแต่ไปเรียน กิน นอน สวดมนต์ ถ้าใครทำได้นะ 20 , 30 ปี นะหลวงตาว่าไม่ใช่ธรรมดาและ ไม่ใช่นอนแล้วก็ไม่ลุกนะ เฮ้อๆๆ
ลูกศิษย์ :  (หัวเราะ)
หลวงตา : ไม่ใช่กินจนอืดแล้วก็นอนนะ สวดมนต์ก็ไม่เอา ไม่ใช่นะ เห็นเค้าสวดก็ต้องสวดนะ ใช่ม่ะ เนี่ย อีก 20,30 ปี หลวงตาว่าสุดยอดแล้ว ถ้าทำได้นะ ต้องขึ้นทุกรอบด้วยนะฮะ ทุกครั้งด้วยนะ ยกเว้นจริงจริ้งปวดขี้จริงๆ นั่นล่ะนะ
ลูกศิษย์ : (หัวเรา)
หลวงตา : ปวดขี้นะมันใหญ่กว่าใจนะ อย่างหลวงปู่ ท่านถาม หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นถาม อะไรใหญ่กว่าใจ หลวงปู่เต้ย (ฟังไม่ชัด) ท่านบอก ขี้ครับ ก็จริงอะ เฮ้อๆๆ
ลูกศิษย์ : (หัวเราะ)
หลวงตา : ใครทนได้มั่ง เฮ่อๆ ประมาณนั่นหล่ะ ใช่ม่ะ เออ
ลูกศิษย์ : ( แล้วคนเหนือธาตุ ยังทนได้มั้ย )ฟังไม่ชัด
หลวงตา : อะไรนะ
ลูกศิษย์ : คนเหนือธาตุ (ฟังไม่ชัด)
หลวงตา : ไม่ได้
ลูกศิษย์ : ต้องเหนือธาตุ
หลวงตา : ใช่ ติดได้แล้วจะปล่อยเมื่อไหร่ก็ได้ คือธาตุเค้าควบคุมไว้หมดแล้วไง คือปล่อยออกแล้วไง ไอ้ที่ค้างๆ นี้ปล่อยออกเลยเพราะทำให้อายุยืนได้นะ กำหนดอายุตัวเองได้ กำหนดได้ทุกอย่างหน่ะ แบ่งตัวเองยังได้เลย ไอ้กับพวกนี้เรื่องเล็กหรอก
แม่ชี : แล้วที่ญาติธรรมถามว่าสวดจักรพรรดิอย่างเดียวไม่ได้กรรมฐาน อย่างอื่นไม่ได้สัพเพ
หลวงตา : นี่แหละคือกรรมฐานหล่ะ จักรพรรดินี่แหละ ลองทำจิตให้ถึงจักรพรรดิเถอะ  นี่คือกรรมฐานนั่น
หล่ะ คือ น้าน ที่หลวงพ่อท่านให้หลวงตาทำสมัยก่อนโน้นหล่ะ ท่านบอกอย่าให้ไปไหน อยู่แถวๆ เนี่ยะ ให้จิตอยู่แถวๆเนี่ยะ ให้อยู่ที่ท่าน อยู่ที่จักรพรรดิ อยู่ที่ไตรสรณคมณ์ อย่าไปไหน อยู่ที่นี่แหละ มันไปก็รีบให้มันกลับมา
แม่ชี : ถ้าสวดแล้วไม่ได้สัพเพจะมีผลเป็นยังไงค่ะ
หลวงตา : มันไม่มีผลอะไรหรอกฮะ เพราะปกติคนสวดก็แผ่อยู่แล้วฮะ เวลาสวดเค้าก็สวดกับเราอยู่แล้ว ก็นึกอธิษฐานตลอดชีวิตอยู่แล้วเนี่ยะ เราไปไหนเราก็สวดอยู่แล้ว สวดกับแผ่มันก็ไปด้วยกัน เวลาเค้าสวดมันก็สวดพร้อมกันอยู่แล้วนี่ จริงๆ แล้วนะ ศาสตร์หลวงพ่อมันเกี่ยวกับเรื่องผีโดยตรงแม่ชี แม่ชีสวดที่ไหนผีก็สวดที่นั่นแหละ ผี หมายถึงโลกวิญญาณทั้งหมดหล่ะ
แม่ชี : แสดงว่าญาติเราที่เป็นผีก็มาสวดด้วย
หลวงตา : ถูกต้อง อยู่ที่แม่ชีจะสวดหรือป่าวหล่ะ
แม่ชี : ถ้าเราสวด
หลวงตา : เค้าก็มาสวดกับเรา เพราะเค้าไม่มีธาตุ เค้าไม่มีรูป มันเป็นนามธรรม คือ จิต วิญญาณ หน่ะ มันเป็นนามธรรม ทำเองไม่ได้
แม่ชี : แล้วทำไมผีถึงได้บุญค่ะ
หลวงตา : อะอ้าว แล้วอะไรมากับธาตุเรา รูปนามของเราหล่ะ บุญล้วนๆ กำลังล้วนๆ เค้าน้อมมาที่เราแสงสว่างล้วนๆ  คือ ท่านอยากให้ฝึก อยากให้เห็น อยากให้รู้ไง ว่าเวลาเราสวดนี่พลังงานมาจากไหน แล้วเวลาเค้าสวดเนี่ยะเค้าได้เรากับเราได้ยังไงเนี่ยะ ตรงเนี่ยะ อยากให้ฝึกตรงเนี่ยะ มันจะได้ไม่สงสัย อย่างน้อยๆ มีความรู้สึกว่า เอ้อ มีคนมาสวดกับข้างๆ เนี่ยะ ถ้าอย่างนั้นยังไม่สงสัยอีกอะ เค้าจะเลิกสงสัย เอ๊ะเป็นไปได้ยังไงวะ สวดอยู่ดีๆมีคนมาเยอะแยะมาสวดกับเรา มองไปมองมาไม่มีนะ ประมาณนั้นหน่ะ
แม่ชี : แล้วถ้าเจอเหตุการณ์อย่างนั้นจำเป็นต้องสงสัยมั้ยค่ะ
หลวงตา : โอ้โห้ไม่มีใครสงสัยแล้วเผ่นแล้วบางคน หึ
ลูกศิษย์ : หัวเราะ
หลวงตา : หยุด พอหยุดเค้าก็หยุดด้วยนะฮะ พอเริ่มสวดเค้าก็สวด มีบางคนมีนะฮะ เพราะอารมณ์เค้าดีไง อารมณ์เค้าสบายๆ นะโมพุทธายะ เอ้าตามละ พอหยุดกึ้ก เอามันก็หยุดด้วย มองหน้ามองหลังไม่มี เอ้าพอเราสวดเอาสวดอีกแล้ว
หลวงตา : หัวเราะ ... เนี่ยะ ๆ มันสนุกตรงเนี่ยะบทเนี่ยะเข้าใจมั้ย ศาสตร์หลวงพ่อมันสนุกตรงเนี่ยะ หลายคนนะฮะ หลายคนนะ บางคนก็ไม่กล้าสวดกลางคืนนะฮะ กลางวันค่อยไปสวด กลางวันก็ยังเจออยู่นั่นแหละ เพอสวดเมื่อไหร่เค้าก็สวดกับเราเมื่อนั้นแหละทันทีเลย
ลูกศิษย์ : อย่างเรานั่งสวดอยู่ เราก็สวดของเราเบาๆ แต่มีเสียงสวดดังมาก รู้สึกดังมาก
หลวงตา : ไม่ได้สวดคนเดียว ที่มันดังๆ หน่ะ คนอื่นมาสวดด้วย เอ้อ มันดังไปไกลนะ จิตคนนี้ไกลนะ สามโลกธาตุนะไม่ใช่ใกล้ๆนะ เทวดาเค้าอยู่ไหนหล่ะ อยู่นู้น (เสียงสูง) เนี่ยะ
ลูกศิษย์ : ทำไมเค้าบอกเราสวดเบา ๆ
หลวงตา : หัวเราะ เค้ามองเห็นเราอยู่นะ ถ้าเป็นญาติเรา หรือ เคยเข้าสวดกับเราเราบ่อยๆ นะ เค้าอยู่ที่ไหนถ้าเค้ามาไม่ได้เค้าก็เห็นเราสวดแล้วเค้าน้อมมานะ เหมือนเราอยู่ตรงนี้เรานึกไปไหนก็ไปถึงแล้ว
แม่ชี : ถึงเราอยู่ตรงไหน วิญญาณญาติเราก็สามารถมารับบุญกับเราได้ทุกที่นะค่ะ
หลวงตา : วิญญาณบางวิญญาณหน่ะมันอยู่ไกล ถ้าอย่างมันไกลจากโลกมนุษย์แต่จิตมันไม่ได้ไกลมันเห็นมันน้อมมาสวดกันได้ มันเป็นคลื่นเข้าใจมั้ย คลื่นของจิตหน่ะ เราหน่ะมีรูปมีนามหรือเราคิดไปมันเป็นคลื่น เวลาเราสวดหน่ะ แต่เค้ามีแต่นามธรรมไม่มีรูป เค้าอะดึงไปหล่ะ เค้าน้อมมามันก็ไปคลื่นมันก็ไป
ลูกศิษย์ : ทีนี้เค้าก็ต้องมาอนุโมทนา
หลวงตา : สวดกับเราอยู่แล้วนะ
ลูกศิษย์ :  งั้นก็ไม่ต้อง
หลวงตา : ไม่ต้อง
ลูกศิษย์ : หลวงตาค่ะ จากที่เพื่อนๆที่ ลพบุรีอะ จากที่สวดที่นี่เค้ามาได้มั้ยค่ะ
หลวงตา :  ลพบุรีเหรอ ถ้าเป็นวิญญาณสัมภเวสีจะเกาะมากับเราอะมาได้ จาตุมก็มาไม่ได้ ยกเว้นดาวดึงส์ขึ้นไป
ลูกศิษย์ : ฟังไม่ชัด
หลวงตา : แต่ถ้าเค้าบอกนะ เราสวดเค้าก็สวดกับเรานะ เค้าเห็นอยู่นะฮะ
แม่ชี : แล้วบางท่านนะค่ะสวดไปเรื่อยๆนะค่ะ ก็มีความรู้สึกเบาสบาย แต่อีกจิตหนึ่งรู้สึกกลัวขึ้นมางี้ล่ะค่ะ
หลวงตา : ฮ่าๆๆๆ กลัวอะไร ถ้าสวดมนต์ต้องกลัวด้วยเหรอ ฮะ สวดมนต์กลัว กลัวอะไรหล่ะ
แม่ชี : เหมือนพอมันเบาอีกจิตลึกๆ ก็กลัวงี้ค่ะ
หลวงตา : โอ้โห เค้ามีแต่เค้าอยากให้มันเบา ไม่ต้องไปกลัวนะ ปล่อยตามสบาย ๆ
แม่ชี : แล้วจะทำยังไงกับเวลาที่สวดมนต์แล้วเหมือนมีกลิ่นเหม็นละค่ะ
หลวงตา : อืมมม ถูกแล้วหล่ะ นั่นหน่ะเค้ารับได้นะหน่ะ เค้าอยากให้เราน้อมไปให้เค้านะหน่ะ เหม็นคือความทุกข์นะ ภพภูมิที่มีความทุกข์อยู่นะฮะ
แม่ชี : เหม็น คือ ความทุกข์ หอมก็คือ เทวดายังงี้นะค่ะ
หลวงตา : ใช่
แม่ชี : การสวดมนต์ตามเวลาของวัดน่ะค่ะ บางทีสวดได้ไม่เต็มชั่วโมงค่ะ หลวงตา แต่ก็น้อมไปสวดด้วยทุกครั้งนี้นะค่ะ
หลวงตา : ก็ไม่เป็นไรนี้ ขอให้สวดตามเค้าก็แล้วกัน เราจะได้มีพวกด้วยนะ ในอนาคตเราก็มีพวกกันอะ
แม่ชี : หลวงตาเอะเอ่อตอนแผ่เมตตาทุกครั้ง ต้องขอบารมีรวมหลวงปู่ทุกครั้งมั้ยค่ะ
หลวงตา : ถูกต้อง เวลาสวดทุกครั้งต้องนึกถึงท่านทุก ทุก ทุกครั้ง หลวงปู่เป็นหลักนะฮะ เพราะเรานึกถึงท่านนี่จิตเราจะรวมไปที่ท่าน ยิ่งภาพท่านนี่ยิ่งดีเรามองภาพท่านหน่ะ มันมีสื่อ บุญที่ท่านเคยสร้าง เข้ามาที่รูปแล้วก็มาที่เรา เราไปคล้องบุญกับท่านนะ ถ้าฉลาด ฉลาด หน่อยก็ ถ้าเรามีพระเยอะ มีรูปท่านเยอะ ก็ต้องบอกท่านหน่ะ สวดพร้อมกับเรานะฮะ รูปนี้หน่ะ รูปนี้หน่ะ
แม่ชี : รูปหลวงปู่อยู่ตรงไหนนี้เหรอค่ะ ให้สวดพร้อมกับเรา
หลวงตา : ให้สวดพร้อมกับเรา รูปเทวดา รูปพรหม รูปอะไรที่ในบ้านเอาสวดพร้อมกันหมดแหละกับเรา ถ้าเราสวดเมื่อไหร่ อาจจะงงนะฮะ ใครที่ทำเป็นนะฮะ ใครที่เข้าใจเรื่องเนี้ย มันต้องศึกษานะฮะ  ตั้งใจศึกษานะฮะ ต้องดูนะฮะ มันจะได้ไม่สงสัยนะฮะ มันจะได้ มันทำให้เราไม่ขี้เกียจนะฮะเหนี่ยะมันทำให้เราไม่ขี้เกียจ เวลาไปสวดที่วัดไหนเนี่ยะเราน้อมไปเปลี่ยนพระในวัดนั่นแหละสวดกับเราหมดแหละ ไม่ใช่พระเป็นๆ นะฮะ พระพุทธรูปทั้งหมดนั่นแหละ จะเป็นรูปลักษณ์ของเทวดา รูปของพระสงฆ์ หรือจะเป็นภาพนั่นแหละ สวดกับเราหมดแหละ แต่น้อมที่หลวงปู่ก่อนนะฮะ น้อมถึงหลวงพ่อนะฮะ
แม่ชี : ก็เหมือนกับที่หลวงตาเคยบอก เวลาที่หลวงตาให้พร หลวงตาก็อธิษฐานให้พระพุทธรูปทุกองค์เนี่ยะมาให้พระ
หลวงตา : ถูกต้อง
แม่ชี : โดยพร้อมกัน
หลวงตา : ถูก สมัยท่านก็ยังนั้นหน่ะ สมัยหลวงพ่อยังอยู่นะ อ้าวให้พรด้วยกันเน้อ ทุกๆองค์หนะ จะเป็นรูปท่านเนี่ยะ ที่เราตั้งเรียงๆ ๆ อะ รูปท่านกับรูปหลวงปู่ทวด หรือ จักรพรรดิอะอ้าวให้พรด้วยกันอะ อ้าวพวกเอ็งดูให้พรมาจากไหนประมาณนั้นหน่ะ เข้าใจมั้ย สวดมนต์จะได้ไม่ขี้เกียจ เพราะสวดทุกครั้งเนี่ยะ พลังงานก็มากับเราทุกครั้งมันก็ไปตามรูปลักษณ์ทั้งหมดเนี่ยะ เราเป็นตัวสื่อนะ เรามีรูปมีนาม เราเนี่ยะสำคัญที่สุดเลย มันเป็นศาสตร์ของโพธิสัตว์เค้า มันเป็นการ มันเป็นการสร้างบารมีที่เร็วที่สุดแล้ว  มันเป็นการสร้างบารมีที่เร็วที่สุดแล้ว พูดถึงอะ ถ้าเราเจอโพธิโพธิสัตว์ที่ท่านมีบารมีมากก็คือเต็มแล้วนี่ถ้าเราเข้าใจมันก็จะไว ชาติหนึ่งเก็บไปเยอะ ท่านก็ท่านว่ายังงั้นนะ เก็บได้มาก มาก เพราะรูปลักษณ์ของท่านมันมีมาก เราก็ไปอยู่กับท่านด้วยไง ตามรูปลักษณ์
แม่ชี : หลวงตามีคนสงสัยเกี่ยวกับกระแสขององค์อย่างเช่น หลวงปู่ทวดค่ะ ที่สร้างมา ระหว่างผ่านพิธีปลุกเสก กับยังไม่ได้ปลุกเสกเลยเนี่ยะค่ะ จะมีเทวดาคุ้มครองเหมือนกันมั้ยค่ะ
หลวงตา : มี มี ที่ปลุกเสกก็มีพลังงานของคนที่ปลุกเสกเข้าไปด้วย ที่ไม่ปลุกเสก็คือมีบารมีของหลวงปู่ล้วนๆ (หัวเราะ) ที่ปลุกเสกก็คือคนที่ปลุกเสกฉลาดหน่อยไง อัญเชิญเทพพรหมทั้งหลายมาฝากไปด้วย คือ มัน มัน มันอยู่ที่คนเพิ่มที่คนเนี่ย มันมากตรงที่คนอธิษฐานนั้นหน่ะ คนที่อธิษฐานในการปลุกเสกไรเนี่ยะ เข้าใจมั้ย ก็เหมือนเราหล่อพระนะ เราหล่อคนเดียวก็บารมีหลวงปู่ หรือ บารมีของพระที่เราหล่อนะมันก็เต็มอยู่แล้ว แต่เราอะเข้าไปด้วย แต่ถ้าเราหล่อสักสิบคนหน่ะ มันก็รวมอยู่ตรงนี้นด้วยไง เข้าใจมั้ย ก็เหมือนเราไปหล่อพระนั้นหน่ะ หลาย ๆ คนนั้นหน่ะ น้อม นึก เข้าไป บารมีเราก็อยู่ตรงกับพระนั้นหล่ะ เวลาเราตายไป ฮ่ะๆๆ  (หัวเราะ) เห็นพระเรา (หัวเราะ) ก็สว่างกับพระนั่นหน่ะ ก็มาที่เรา โลกวิญญาณที่เราพราะที่เราหล่อนั่นหน่ะ มันก็เป็น เป็นการบันทึก บันทึกนะฮะ เข้าใจมั้ย เป็นการบันทึกภาพ บันทึกภาพ เรา เรา เราที่ที่ทำ สมมุติว่าหล่อหลวงปู่เนี่ยะ หลวงปู่ทวดเนี่ยะนะ มีคนหล่อเยอะแยะไป ปรัมพิธียังไง คนมายังไง คนใส่ชุดไหนเนี่ยะ มันเป็นภาพอยู่ที่ท่านหมดเลย ภาพอยู่ที่หลวงปู่หน่ะ องค์เล็ก ๆ องค์น้อยที่เค้ากองไว้เต็ม (เสียงสูง ) หมดเลยหน่ะ สมัยโน้นนะ เอาเอ็งลองดูสิพิธีเค้าเป็นยังไง พิธีมันก็อยู่ในเหรียญนั้นแหละ เหรียญที่กองนะเอามาเหรียญเดียว บันทึกภาพไปในนั้นด้วยนะ อาจจะอาจจะสงสัยนะฮะ คนส่วนใหญ่จะสงสัยเพราะว่ามันเป็นสื่อไม่มีใครอธิบายเข้าใจมั้ย ไม่มีใครพิสูจน์ มันก็เลยไม่รู้ ไม่มีใครอธิบาย ก็นี่ไงอธิบายอยู่นี้ไง
ลูกศิษย์ :  หัวเราะ
หลวงตา : แล้วพระ ที่เรา ที่ ที่ อธิษฐานในอดีต ถึง ปัจจุบันเนี่ยะ มันอยู่ที่บารมีของการบรรจุพระ เค้าอัญเชิญบารมีใครอะมันอยู่ตรงนั้น แล้วก็อธิษฐานเรื่องอะไรนั่นหน่ะ
แม่ชี : แล้วบารมีใครใหญ่สุดค่ะ
หลวงตา : ฮ่าๆๆ โพธิสัตว์ที่เต็มแล้ว พร้อมที่จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้วนั่นหล่ะ ใหญ่สุดเลย อยู่หัวหน้าเลย อยู่หัวแถวเลย ลองลงมาก็ไปเรื่อย ๆ ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็ เค้าไม่ให้อยู่หัวแถวแล้ว (หัวเราะ) ไม่เกิดแล้ว
แม่ชี : ไม่เกิดแล้ว
หลวงตา : พระพุทธเจ้าก็ไม่มีแล้ว มีแต่องค์ต่อไปหน่ะนั่งอยู่บารมีรวมไปแล้วฮะ ไม่มีแล้ว เรียบร้อยแล้ว
แม่ชี : การที่ทำบุญยิ่งเป็นลูกรักของหลวงปู่นี่ค่ะ เอ่อ เวลาอธิษฐานแล้วชอบได้โชคได้ลาภนี่ค่ะ เป็นเพราะเทวดา หรือ ผี มาช่วยหรือป่าวค่ะ
หลวงตา : เราอันแหละ
แม่ชี : บุญเราช่วย
หลวงตา : อืม บุญเราส่วนหนึ่ง บุญเทวดา หรือ หลวงปู่ หลวงปู่ท่านเป็นเทวดานะตอนเนี้ยะ หลวงปู่ดู่นะเป็นเทวดา เอ้าทำไมอะ
แม่ชี : แล้วถ้าเราอยากขอ
หลวงตา : ขออะไร
แม่ชี : ขอในสิ่งที่กำลังอยากจะให้สำเร็จล่ะค่ะ
หลวงตา : ได้ขอได้ถ้าท่านช่วยก็ช่วยได้ ท่าน ท่านช่วยได้ตามกรรมเราอะ หนักก็เป็นเบา เบาก็หายนะ แต่ไม่รู้นะตอนที่อยู่กับท่านหน่ะ ท่านบอกช่วยครึ่งหนึ่ง เอ็งครึ่งหนึ่ง ก็แล้วกัน ฮึๆๆ
แม่ชี : ต้องพยายามเองด้วยครึ่งหนึ่ง
หลวงตา : อ้าว เอ็งครึ่ง ข้าก็ครึ่งหนึ่งอะ คนละครึ่งอะ
แม่ชี : ถ้าจะอธิษฐานให้มีโชคตลอดไปเลยได้มั้ยค่ะ
หลวงตา : ทำบุญทุกวัน อธิษฐานทุกวัน สวดมนต์ทุกวัน แผ่เมตตาทุกวันได้ทุกวันว่างั้น
แม่ชี : การอธิษฐานนี้ค่ะ ต้องทำบุญก่อนแล้วค่อยอธิษฐานมั้ยค่ะ หรือ อยู่ดี ๆ ก็อธิษฐานได้เลยค่ะ
หลวงตา : อธิษฐานเรื่องอะไรอะ ข้าพเจ้าจะยิ้มทุกวัน นี่ก็คือการอธิษฐาน อืม จะอารมณ์ดีทุกวัน นี่คือการอธิษฐาน ข้าพเจ้าจะใส่บาตรทำทายทุกวัน นี่คือการอธิษฐาน ข้าพเจ้าปรารถนาเป็นพระอรหันต์ นี่คือการอธิษฐาน ข้าพเจ้าปรารถนาเป็นพระปัจจเก เป็นโพธิสัตว์ อะไรก็ว่าไป คือ อธิษฐาน อธิษฐานแล้วทำนะ เพราะอธิษฐานทุกวัน แล้วทำทุกวันด้วย อธิษฐานสิบอย่าง ก็ทำสิบอย่างนั้นหน่ะ อย่างไหนได้แล้วก็เพิ่มใหม่ หรือลดลงก็ได้ ฮึๆๆ ได้แล้วแล้วก็แล้วไปพวกเนี่ยะ เข้าใจมั้ยเนี่ยะ ประมาณนั้นแหละ
แม่ชี : แล้วบางท่านมีความรู้สึกอยากจะบวชตั้งแต่เด็กเนี้ยะละค่ะ
หลวงตา :  เออบวชรีบบวชเถอะฮะ เดี๋ยวแก่จะไม่ได้บวช ถ้าอยากอะรีบ มันแล้วแต่อารมณ์ จริงๆ หายอยากแล้วไม่ทำแล้ว ฮะๆ ไม่อยากแล้ว เข้าใจมั้ย เอ่อ ๆ ต้องทำตอนที่อยากนั้นหล่ะ
แม่ชี : หลวงตา แม้หลวงปู่ หลวงปู่ดู่นะค่ะ ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์อีกครั้งเนี่ยะ เราก็ยังสามารถน้อมบารมีของท่านมาใช้ประโยชน์ได้ใช่มั้ยค่ะ
หลวงตา : ได้สิ ก็ยังคุยกันได้เลย แต่ละชาติเดี๋ยวนี้ยังคุยกันได้เลย อัญเชิญท่านมาทุกชาติยังได้เลยเรียงเป็นแถวยังได้เลย บารมีท่านยังไม่รวมนี่ อาจจะงงนะฮะ อย่าเพิ่งงง สวดไปเรื่อยเดี๋ยวจะไม่งง (หัวเราะ) อาจจะเอาเมื่อวานนี้ที่เราทำอะไรไว้ ก็วันนี้เอามาคุยกันก็ได้ เมื่อวานเราทำอะไรไว้อะ  ทำกรรมอะไรไว้แล้ววันนี้ทำอะไรไว้หน่ะ เมื่อวานกับวันนี้ตัวเรานี่มาคุยกันได้เลย เข้าใจมั้ย อืม ไม่ต้องงงหรอก งง มันมาอยู่แล้ว ไม่ต้อง งง หรอก มันเหมือนกับ เรา คนเดียวมันมีทั้งอะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมดเลย ที่ท่านบอกว่า จิตมีเป็นร้อยดวง หน่ะอันนี้แหละไอ้ความคิดนี่แหละ กรรมนี่แหละ มันเป็นร้อย หลาย ๆ ร้อย มันก็คิด เออ อย่าเพิ่งนะ ตรงนี่ โน่น นี่ นั่น ฮู้ เยอะแยะไปหมดเลย หยุดมัน อย่าไปคิด มันเถียงกันไปเถียงกันมาอยู่นั่นหน่ะ เคยเถียงกันมั้ยล่ะ ตัวเองอะ ประมาณนั่นหน่ะ นั่นหน่ะ คือ ภพชาติแหละ ฮึๆ ภพชาติแต่ละวันมันเถียงกันนั่นหน่ะ ฮะๆๆ
คิดดูสิบารมีโพธิสัตว์เยอะแยะแต่ละชาติท่านทำอะไรมั้งหล่ะ ความดีท่านหมดแล้ว อีกชาติหนึ่ง อีกชาติหนึ่งไม่คุยกันได้รู้ไปดิ ธรรมชาติจะแล้วจะงงนะ นึกไปนึกมาเอ้งงแฮะ อย่าไปงง เอาตัวเองเป็นหลักนี่แหละ ที่มีบุญน้อยๆ มีบาปไม่ค่อยมากอะไรพวกนี้แหละ มันยังเถียงกันเล้ย
ศิษย์ : หลวงตาค่ะอย่างเราไปวัดหลวงปู่ดู่อะค่ะที่สะแกแล้วเราเราไหว้ท่านเงี้ยค่ะแล้วเราคุยกับท่านแล้วเราเกิดอาการขนลุกนี้เราเป็นเพราะอะไรค่ะ
หลวงตา : มันเป็นปิตินะขนลุกอะ
ลูกศิษย์ : หรือว่าหนูอุปทานไปเอง
หลวงตา : ไม่นะ คนที่ไปวัดสะแกส่วนใหญ่เนี่ยะนั่งคุยกับท่านเป็นชั่วโมงนะ
ลูกศิษย์ :  คุยกับรูปท่าน
หลวงตา : ท่านยังอยู่นะ อยู่ทั่ว ๆ ไป ตามรูปเนี่ย รูปเนี่ยะท่านก็อยู่ คุยได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องหวยนะฮะ
ลูกศิษย์ : หัวเราะ อาจจะคลาดเคลื่อน
หลวงตา : อาจจะคลาดเคลื่อนไปมั้งอะไรพวกเนี่ยะ นอกจากเรามีโชคแล้วท่านก็จะบอกอยู่นะฮะ
แม่ชี : หลวงตามีมั้ยค่ะที่พอทำบุญเนี่ยะเราอุทิศบุญกุศลให้กับพระโพธิสัตว์หรือหลวงปู่นี้ค่ะ
หลวงตา : ได้อยู่แล้วฮะ เหมือนกับเอาหิ่งห้อยใส่ แผ่ไปที่พระอาทิตย์นั่นหน่ะประมาณนั้นหน่ะ มันก็จะเข้าไปในพระทิตย์
แม่ชี : ท่านมีบุญเยอะอยู่แล้ว
หลวงตา : อ้าว มันก็ เราอยู่ในนั้นด้วยไง เราแผ่ให้ท่าน เราก็อยู่กับท่านด้วยไง ไม่ดีเหรอ
แม่ชี : เป็นส่วนหนึ่ง
หลวงตา : อ้าว ก็ถูกแล้วหล่ะ อย่างน้อย ๆ เราก็เป็นหิ่งห้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเลย
ลูกศิษย์ : หลวงตาค่ะ เวลาเราทำบุญแล้วอธิษฐานให้กับคนทุกข์นี่
หลวงตา : ไม่ได้หรอกนะVt
ลูกศิษย์ : ไม่ได้
หลวงตา : ยกเว้นสวดมนต์ ยกเว้นกรรมฐาน ทุกข์มันเกิดที่จิต เกิดที่กรรม เลยต้องยึดที่กรรม ต้องล้างที่กรรม ที่ใจอย่างเดียวเลย จะไป
ลูกศิษย์ : ยึดที่จิตอย่างเดียว
หลวงตา : ถูกต้อง จะไปให้ทาน จะไปอะไรมันไม่มีทาง ฝึกกรรมฐานอย่างเดียวเลย ไม่รู้อะ กูลืมมึงเมื่อไหร่กูก็ไปเมื่อนั้นหน่ะ ฮ่ะๆๆ มึงไม่มาเมื่อไหร่กูก็สบายเมื่อนั้นหน่ะ อะไรประมาณนี้ ฮะๆๆ เสร็จแล้วจิตมันพัฒนาไปเรื่อยๆแล้วก็ไม่เกิดเองนะ
แม่ชี : จะพ้นทุกข์ต้องฝึกกรรมฐาน
หลวงตา : เออ มันทุกข์ที่ไหนหล่ะ ตอนทุกข์อะ
แม่ชี : ที่ใจ
หลวงตา : อ้าวก็ทุกข์อะ  ก็ถูกแล้วฮะ ก็ถ้าจิตไม่ทุกข์ มันก็ มันก็ไม่ทุกข์แล้ว
แม่ชี : เพราะจะออกจากทุกข์ ทุก ๆ เรื่อง ต้องฝึกกรรมฐาน
หลวงตา : ถู้ก (เสียงสูง) กรรม คือ การกระทำ ฐาน คือ จิต ฝึกจิตอย่างเดี้ยวเล้ย (เสียงสูง) ที่มีเรื่องมีราวกันนี่ คือ ไม่ได้ทำกรรมฐานฮะ เพราะกรรมฐานนี่จะไม่มีการทุกข์ จะใหญ่แค่ไหนก็ไม่ทุกข์ ที่มีเรื่องกันทุกวันนี้กรรมฐานยังไม่ ยังติดอยู่ ยังติดไอ้พวกนี้อยู่ไง มันก็ทุกข์ ที่กันทุกวันนี่อะ ถ้าคนปล่อยมันก็ไม่ทุกข์ ถ้าปล่อยมันก็ไม่ทุกข์ ใช่มั้ย ถ้าไม่ปล่อยมันก็ทุกข์อะ นะ ลองมีเยอะๆ แล้วปล่อย  ปล่อยมันไปมันจะทุกข์มั้ย ไม่มัก็ปล่อย ฮ่าๆๆๆ มีก็ปล่อย มันจะไปยึดอะไร ที่บอกยึดๆๆ หมายถึงว่าจิตมันยังมีความยึด ยึดในสิ่งที่เรา เราพอใจนั่นแหละ และมันจึงมีเรื่องทุกวันแหละ พอใจ อีกคนพอใจอย่างนี้ อีกคนพอใจอีกอย่างหล่ะ มันก็เลย ถ้าหมดพวกนี้ ไม่มี ชี้ได้เลย เห็นชัดๆ เลย จริงมั้ยหล่ะ เอ้อ อ้าวก็เห็น ๆ อยู่อะ สภาพสังคมมันเด่นเห็นชัดๆ เลย หรือไม่เห็น หรือไม่มีตา ท่านถึง ท่านถึงเรียกว่า ตากระทู้หูกระทะอะไรพวกเนี่ยะหล่ะ พวกไม่รู้เรื่องอะไร มันเป็นตากระทะ กระทะ ตากระทู้หูกระทะอะไรพวกเนี่ยะ มันไม่รู้รสอะไรเลย ฮ่าๆๆ ทำทุกอย่างประมาณนั้นแหละ ถ้าจะมาพูดจริงๆ นะ แค่สวดมนต์ก็โอเคแล้วมันเป็นฐานฮะ ช่างมันเฮ้อ อย่าไปยึดอะไรกับมันนักหนาเลยนะ พูดถึงนะ อืม ทุกข์ตุ มีความทุกข์มากเลย คน
แม่ชี : ถ้าไม่มีทุกข์เราก็ดีใช่มั้ยค่ะ
หลวงตา : อ้าว ก็มีจะห่างๆ ไปบ้างสิ อย่าไปอมมันไว้นาน ปล่อยๆมันมั่ง มันมาใหม่ก็ปล่อยมันหน่ะ ระยะเวลาเท่าไหร่ก็ปล่อยมัน ฮ่ะๆๆ ไปอมมันไว้
ลูกศิษย์ : ปล่อยมันไป
หลวงตา : ใช่ ยังต้องการอะไรในชีวิตอะ มันต้องการอาหารนะแค่นั้น สำหรับธาตุ ธาตุยังต้องการอาหาร ถ้าไม่กินอาหาร จิตมันก็ควบคุมไม่ได้ มันก็ทำความดี ความไม่ดีไม่ได้ ใช่มั้ยหล่ะ อาหารที่ท่านว่าหน่ะ ประมาณนั้นหน่ะ เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค มันถึงจะได้ฝึกได้  ธาตุขันธ์ไม่ดีลำบาก ก็ฝึกลำบากอีก แค่ปวดหัวนี้ก็ยังลำบากแล้วหล่ะ จะไปสวดมนต์ก็ไม่ได้แล้ว ปวดหัวอะ ต้องระวังมันไง ระวังธาตุ
ลูกศิษย์ : แล้วบางคนเวลาสวดจักรพรรดิแล้วปวดหัวเกิดจากอะไรค่ะ
หลวงตา : เกิดจากกรรม
ลูกศิษย์ : เกิดจากกรรม
หลวงตา : กรรมเกี่ยวกับเรื่องหัว ต้องสวดให้หายนะฮะ ถ้าสวดมนต์แล้วปวดหัวมีเหรอ ต้องมีอะไรสักอย่างแล้วหล่ะ ไม่ใช่ สวด นะโมพุทธายะ แล้วปวดหัวขึ้นมานี้ แสดงว่ากรรมเรื่องหัวแล้ว ถ้าไม่สวดให้หัวมันหายนี่อะนะ อนาคตหัวจะมีปัญหา อ้าวนี่เรื่องจริงนะฮะ ถ้าไม่สังเกตนะฮะ บางคนเวลาสวดมนต์แล้วมันจะมีจี๊ดๆข้างใน พอสวดไปนาน ๆ มันจี๊ด ๆ อะไรเงี้ยะ ต้องสวดให้มันหยุด เพราะกรรมที่เราทำอะ ใน ๆ ๆ อดีต มันทำทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นะฮะ เมื่อเรามาสวดมนต์มันย้อนฮะ ย้อนอดีต ย้อนไปปัจุบันนะ มันย้อน แล้วมันไปอนาคตด้วย โดยเฉพาะกรรมฐานที่หลวงพ่อท่านให้ฝึกหน่ะมันเป็นการล้างมันหน่ะ ล้างอดีต ไปอนาคต

2
บอกบุญปิดทองคำแท้

3
วันศุกร์ที่  5  กุมภาพันธ์  2559  สถานธรรมพุทธพรหมปัญโญ สาขาสันกำแพง  จ.เชียงใหม่  (บางส่วนค่ะ)

คำถาม    ในขณะทุกครั้งที่สวดมนต์  ถ้าเราเรารูปถ่ายคนที่รักและเคารพมาถือไว้ด้วย  จะช่วยเป็นสื่อให้กับคนในรูปถ่ายอยู่ในสิ่งที่ดีได้ไหมค่ะ  ให้เค้าคิดดี  ทำดีด้วยได้ไหมค่ะ

หลวงตา เค้ายังเป็นคนอยู่รึเปล่า  คงยากฮ่ะ เพราะว่าตอนที่เราแผ่ไปเนี่ยเค้าคิดอะไรไม่รู้  ถ้าปกติอารมณ์สบายๆ ก็จะได้ความสุขจากเรานะฮ่ะ  หรือถ้าเค้านิ่งๆ  เค้าจะเห็นเรา  นึกถึงเราอะไรพวกนี้ ประมาณนั้นฮ่ะ  มนุษย์เนี่ยมันมีรูปกับนามใช่ไหม  จิตมันควบคุมรูปอยู่  จิตเราควบคุมมันอยู่ไหม  เราตอนที่เราคิดทำอะไรเนี่ย  มันอยู่ในกระแสอะไร ถ้าเราคิดในทางที่ดีความดีในอดีตความดีที่เรามีทั้งหมด  ตั้งแต่เริ่มชาติก่อนๆ  หมายถึงบางคนเค้าเคยสร้างวัด  สร้างวิหาร สร้างเจดีย์ สร้างพระ อะไรพวกนี้ไว้ในอดีตนะฮ่ะ  ชาติก่อนๆซึ่งยังมีอยู่บุญก็เข้านะฮ่ะ  เข้าขณะนั้นทุกลมหายใจเข้าออกแต่ถ้าอารมณ์ไม่ดีมันไม่บันทึกสิ่งที่ไม่ดี  มันจะบันทึกสิ่งที่ไม่ดีต่อจากที่ตัวเองทำไว้  ท่านเรียกว่าต่อภพชาติ  เราๆท่านๆเนี่ย เราไม่ค่อยเข้าใจเพราะเราไม่มีใครอธิบายให้  อธิบายให้เราเข้าใจ เพียงแต่ว่าเค้าอธิบายเรื่องกรรมฐานเฉยๆ  ไม่อธิบายลักษณะของบุญกับบาปที่เราดำรงชีวิตอยู่มันมาอย่างไรเท่านั้นเอง  มันมาอย่างไร  มันไปอย่างไรเนี่ย  ถ้าเราเข้าใจเนี่ย  หลวงพ่อท่านบอกเข้าใจจริงๆนะ  ถ้าเข้าใจกระแสจริงๆ  กระแสบุญในอดีตจริงๆนะ  มันเปลี่ยนอารมณ์ไวมาก  อารมณ์ที่ไม่ดีนะจะเปลี่ยนไวเพราะว่าเสียดายบุญที่เคยทำไว้ เคยทำไว้ บางคนทำมาเยอะ  ทำเยอะหมายถึงทำบ่อย  เห็นแล้วก็ทำ  ให้ทานที่ไหนก็ทำ  เห็นก็ทำ  น้อยก็ทำ  มากก็ทำ  ตั้งแต่อดีตชาติโน้นนะ  เห็นคนสร้างเจดีย์ก็ไปหยอด  บาทสองบาทอะไรพวกนี้  เป็นบุญทั้งนั้นแหละ  ทีนี้บุญมันก็เข้าเรา  มันเข้าทุกลมหายใจเข้าออก  ก็เรามีรูปกับนามไง  ที่นี้อารมณ์เราเสียเนี่ยมันไม่เข้า มันไปบันทึกอารมณ์ตรงนั้นซะ  มันก็เลยเกิดความเคยชินทั้งสองทาง บุญกับบาปเนี่ย  เคยชินความเคยชิน  ที่นี้ถ้าเราสวดมนต์เนี่ยมันบุญมากนะ สวดมนต์เนี่ยไม่ใช่ธรรมดา เราสวดทุกวัน ชั่วโมงนึงเนี่ยบุญในอดีตมันมาถึงปัจจุบัน  มันรวมตรงลมหายใจเข้าออกเพราะนั้นจิตท่านทุกคนจะสว่าง  ถึงแม้คิดไม่ดีเนี่ย  มันก็มีสิ่งที่ดีอยู่คือบทสวดมนต์  ท่านบอกพูดถูก  ปริมาณมันจะมากกว่าในเรื่องที่เราคิดไม่ดี  แต่ถ้าอยู่เฉยๆแล้วไม่สวดมนต์  เวลาจิตของเราเศร้าเนี่ยเป็นทุกข์หรือเกี่ยวกับธาตุ  เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอะไรพวกนี้  บุญไม่เข้าเลย   เพราะนั้นถ้าเราพิจารณาจริงๆ  คนเราเกิดมารับกรรม  รับเศษของกรรมทั้งดีและไม่ดีและก็ทำใหม่  มีชีวิตคือทำใหม่  ตรงที่ทำใหม่มันไปข้างหน้า  ปัจจุบันที่เราทำคือข้างหน้าข้างหลังที่เรามาคือปัจจุบัน  เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจเรื่องอารมณ์ดีกับอารมณ์ไม่ดี  บุญกับบาป  ชีวิตไม่มีปัญหาหรอกท่านบอก  ชีวิตจะไม่มีปัญหา  โรคมันก็น้อย  ถ้าเราคิดดี  สิ่งที่ดีในอดีตมันก็เข้ามา  สิ่งที่ไม่ดีมันไม่เข้าเลย  ท่านถึงให้กำกับโดยการสวดมนต์ภาวนาบ่อยๆโดยใช้อิริยาบถทั้งสี่ที่เรามีคือ  ยืน  เดิน  นั่ง  นอน  กินข้าง  อาบน้ำ  ก่อนนอน  ตื่นนอน  ท่านให้ทำ ดีกว่าท่านบอก 
                    บางคนถามว่าเอาแล้วเวลาทำงานมันจะทำได้เหรอ  ท่านบอกว่าทำได้ดีกว่าคนที่ไม่สวดมนต์อีก  ทำได้ดีกว่า  เอ็งลองทำดูท่านว่าค่อยๆทำไป  กรรมในอดีตมันแก้ไขไม่ได้หรอก  แต่ปัจจุบันแก้ไขได้นะฮ่ะ  ท่านเรียกว่าปัจจุบันกรรม  มันเป็นอนาคต  ชีวิตมันจะราบรื่น  โรคมีน้อย  บางคนแทบไม่มีเลย  บางคนมีมากแต่เหลือน้อย  มีน้อยก็หายไป  เนี่ยสำคัญมาก  โดยเฉพาะตอนนอนต้องสวดให้หลับ ต้องปิดการฝันร้ายให้ได้โดยเด็ดขาด  ไปนอนที่ไหนเนี่ยก็สวดที่นั่น  ใหม่ๆก็ลำบากหน่อยเพราะมันไม่ชิน  พอนานๆ  เข้าเนี่ย  นอนปั๊บสวดปุ๊บหลับปั๊บ  ฝันดี  ไม่มีฝันร้ายฮ่ะเพราะจิตอยู่ในกระแสของบทที่เราสวด  คนที่ปรารถนาจะเกิดหรือไม่เกิดท่านว่าเนี่ยทำอย่างนี้เรื่อยๆ  พอมีกำลังจะเข้าใจเอง  กำลังใจนั่นแหละไม่มีกำลังไปไหนไม่ได้  เอ็งไปทำกรรมฐานเถอะ  คนทุกวันนี้ไปสอนเรื่องยอดแต่ฐานไม่มี  พอทำไปสักพักขี้เกียจแล้วไม่ทำแล้ว  บางคนก็ขยันหน่อยนานๆไปทีเดือนละครั้งสองครั้งนานท่านบอก  กรรมฐานจริงๆมันไม่มีเวลาหรอก ท่านบอก นึกเมื่อไรก็ทำเมื่อนั้นแหละ  นึกเมื่อไรได้ก็ทำเมื่อนั้น นึกเมื่อไรก็ทำเมื่อนั้น  ทำตลอดชีวิต ทำไปเรื่อยๆไม่หยุด เหมือนเรากินข้าวแล้วกินไปเรื่อยๆแล้วก็รู้ว่าอิ่มเอง  เราทำไปเรื่อยๆ  เดี๋ยวก็รู้เองพุทธศาสตร์เนี่ยมันมีศาสตร์ที่เราจะเรียนอีก  ถ้าอยากเรียนนะฮ่ะ  เยอะมาก  ผู้ที่มีเซนต์เรื่องนี้ทั้งหลายแหล่ที่เราไปดูหมออะไรพวกนี้   พวกนี้ฝึกกรรมฐานหมดฝึกสมาธิมาทั้งนั้นแหละฮ่ะ  บางคนฝึกแล้วก็เอามาทำเป็นโทษ เอามาเล่นคุณไสยบ้าง  เอามาเลี้ยงผีบ้าง  เอามาสักบ้าง เอามาเยอะแยะไปหมดเลยฮ่ะ  มาจากฐานพวกนี้ทั้งนั้น  เพราะนั้นโบราณเนี่ย  เค้าถึงมีการสวดมนต์ก่อนนอน  มีการเล่นคาถาอาคมเล่นคงกระพันชาตรี  บริกรรมเพื่อรักษาโรค   มันเป็นศาสตร์มาแต่โบราณตั้งแต่มีมนุษย์มาแล้วนะฮ่ะเนี่ยการฝึกกรรมฐานเนี่ย  การสวดมนต์เนี่ย  ไม่รู้ล่ะท่านบอก  เอ็งอยากคงกระพันเอ็งก็สวดดิ  บริกรรมในบทนั้น  จนจิตกับบทนั้นเป็นเนื้อเดียวกัน  มันก็มีกำลังแล้วหล่ะท่านบอก  อย่าลืมว่า  เราเวียนว่ายตายเกิดมาเนี่ยมันนับไม่ถ้วนนะท่านบอก  เกิดเมื่อไรก็ตายเมื่อนั้นไม่มีใครเกิดแล้วไม่ตาย  ถึงมีฤทธิ์อย่างไร  ถึงอยู่เป็นพันเป็นหมื่นปีก็ตายฮ่ะ  ตายหมดล่ะฮ่ะ  เปลี่ยนหมดเปลี่ยนภพชาติหมด  นี่การเปลี่ยนภพชาตินี่ถ้าเอ็งไม่ฝึกเอ็งไม่เข้าใจเลย  เวลาปวดเจ็บอะไรก็ไม่เข้าใจ  ทนไม่ค่อยได้  บางครั้งทุกข์มากซึ่งตัวเองไปรับมาเองและสร้างมาเองความทุกข์อ่ะนะ  ก็เกิดฆ่าตัวเองซะ  นึกว่ามันจะพ้นไปในชาตินี้ไม่ใช่หนักกว่าเก่า หนักกว่าเก่านะฮ่ะเนี่ยกรรมฐานหลวงพ่อ ท่านสอนให้ง่ายๆ  ไม่ยากหรอกคือการบริกรรม  คือสวดมนต์  คือทำให้จิตมันห่างจากโลก  ห่างจากอารมณ์ทางโลก  บ่อยๆใช่ไหม 
                    ทุกวันนี้ตั้งแต่เกิดมาจนทุกวันนี้  ความรู้สึกของเรามันมากไปด้วยโลก  ท่านบอกเพราะวัตถุมันเจริญ  เอ็งลองดูในสังคมทั่วไป  เช้าก็เปิดทีวีดูแล้ว ดูหนังมั้ง  นั่นนะเสพทางโลก  ความรู้สึกเรื่องนามธรรมที่ดีดี  ผีมันไม่หายไปไหน  คนก็ตายเป็นผี  เอ็งสัมผัสไม่ได้เพราะติดโลก  ติดอารมณ์ทางโลก  ตาหูจมูกลิ้นกายใจกระทบเป็นโลกหมดเลย  มันก็อยู่อย่างนั้นทั้งวัน  ไม่ได้ไหว้พระสวดมนต์  ไม่ได้ทำกรรมฐานมันก็เลยสัมผัสพวกนี้ไม่ได้  เวลาไปไหนก็ไม่ปลอดภัย  ความรู้สึกไม่มีแล้วมีแต่ทางโลก  คือบอกเค้าชวนไปเที่ยวเนี่ย คือต้องสนุกแล้วหล่ะ  เชื่อว่าไปแล้วต้องสนุก  ไม่รู้ว่าไปคือตาย  เพราะไม่ได้ฝึก  ถ้าเราสวดมนต์ไปเรื่อยๆเนี่ย  จิตอยู่ที่พระ  อยู่ที่บทสวด  อยู่ที่ครูบาอาจารย์  พอเค้าพูดเนี่ยมีความรู้สึกแล้วไม่น่าไป  ไม่น่าไป  มันก็เลยไม่ตาย  มันก็เลยไม่บาดเจ็บ  ปลอดภัยนะฮ่ะ  ที่ท่านสอนไว้เนี่ย  สวดทุกครั้ง  กิเลสตัณหาอุปาทานไม่มี  กายกรรม  วจีกรรมไม่มี  มีมโนกรรมแค่นั้นเอง   ชั่วโมงนึงหายไปหมดเลย  คิดดูดิ ถ้าสวดสักครึ่งวันล่ะ  มันหายไปครึ่งวันนะฮ่ะ  มันไม่มา  มันห่างอ่ะคิดไม่ได้  ถ้าเราขยันหมายถึงว่าหลวงพ่อท่านบอก  เอ็งขี้เกียจเอ็งขยันเนี่ย  เอ็งต้องทำเพราะเอ็งต้องตาย ท่านบอก  แล้วเอ็งเกิดๆตายๆมามันนานอย่าไปคิดเลยมันนาน  ถ้าเอ็งไม่ฝึกไว้เนี่ย  แกเนี่ย  เอ็งกลัวตายมากเลย  นิดๆหน่อยๆ เอ็งก็ไปหาหมอ  เสียเงินแล้วท่านบอก  ถ้าไม่มีเงินก็ไปกู้เค้าแล้วท่านบอก  ถ้าเอ็งฝึกเนี่ย  เอ็งกลัวตายไหม๊  เอ็งฝึกจากนี้ไปจนแก่ไม่กลัวเพราะเอ็งฝึกไว้ไง  เอ็งป่วยไหมเอ็งป่วยแต่น้อยฮ่ะ  อาการน้อยกว่าคนธรรมดาฮ่ะ  ไม่เหมือนกัน  ท่านยังบอกกับตัวท่านเองนะฮ่ะ  สมัยที่ไปช่วงหลังๆเนี่ยฮ่ะเพราะตอนนั้นห่างท่านมากเพราะคนมันเยอะ  ท่านจะอธิบายให้ฟัง ท่านบอกข้านี่นะถ้าเป็นคนอย่างพวกเอ็งเข้าห้องไอซียูไปแล้ว  ตัวท่านเองท่านบอก  เข้าห้องไอซียูไปแล้ว  ท่านบอก  ถ้าไม่ฝึกลำบากฮ่ะ  ลำบากเลยอ่ะ  บางครั้งเราเสียเงินโดยประโยชน์ซึ่งพระพุทธศาสนามันจึงเป็นการบรรเทาทุกข์อยู่แล้วท่านบอก  เป็นการฝึกบรรเทาทุกข์อยู่แล้ว  เอ็งสวดมนต์มันปวดหัวอยู่เนี่ยถามว่าเอ็งปวดร้อยเปอร์เซนต์ไหม  ไม่นะ  70,60,50,40  เท่านั้น  นอกนั้นจิตอยู่ในพุทธมนต์หมด  บรรเทาเห็นชัดๆนะ  ถ้าอยากอายุยืน  ถ้าอยากอายุยืน  หมั่นสวดมนต์ก็แล้วกัน  หมั่นสวดมนต์  หมั่นแผ่เมตตา  หมั่นเปลี่ยนอารมณ์ที่ไม่ดีไวไว  เอ็งเปลี่ยนได้ตอนมีชีวิตท่านบอก  ตอนมีรูปกับนาม  ตายแล้วเปลี่ยนไม่ได้นะฮ่ะ  ไม่มีรูปให้เปลี่ยนอารมณ์ไหนอารมณ์นั้น  ทุกข์คือทุกข์  สุขคือสุข  ถ้าไม่ฝึกไว้เอ็งจำได้ไหม  แม้แต่บุญเคยทำในอดีตนะ  ให้ทานขนาดไหน  เอ็งจะจำมันได้ไหมล่ะ  ถ้าธาตุมันบีบเอ็งอ่ะ  ธาตุเราที่ควบคุมมันบีบอ่ะ  จำได้ไหม  ถ้าจำได้เอ็งก็โชคดี  เอ็งก็ไปตามบุญที่ทำ ถ้าเอ็งจำไม่ได้มีแต่ความทุกข์ล่ะ  เอ็งตายเอ็งก็ทุกข์  จบเลย 
                    ชีวิตมันไม่มีอะไรนะมันก็เวียนว่ายตายเกิด  มันเป็นธรรมะอยู่แล้ว  ถ้าเอ็งอยากเกิด  อยากเกิดไม่ทุกข์มากต้องฝึก  ไม่ต้องไปวัดก็ได้  ต้องฝึกอิริยาบถทั้ง 4  ยืน เดิน นั่ง นอน  บ้านเรานี่ดีที่สุดล่ะ  ท่านบอก  ห้องพระอ่ะนะนั่งไปดิ  ห้องนอนนั่นเดินไปดิ  ยืนเดินนั่งนอนบนนั่นนะให้ห่างจากอารมณ์ทางโลกบ่อยๆ  อย่าไปดูมันมาก  ไอ้ทีวี  ไอ้โทรศัพท์อะไรพวกนี้ดูได้แต่อย่ามาก  ทุกวันนี้เด็กอ่ะดูกันทั้งวันทั้งคืนนะฮ่ะ น่ากลัวตาเสีย  ประสาทเสีย  และไอ้สิ่งที่ดูมันดีที่ไหนล่ะท่านบอกมันทำให้ติด ลำบากนะและโรคทุกวันนี้ทรมานนะ  เกิดจากอารมณ์  เกิดจากอาหาร  เกิดจากสิ่งแวดล้อม  เกิดจากกรรม  ไม่มีไรเลย  อยากมีชีวิตอยู่ยืนยาว  อยากมีอารมณ์ที่ดี   ภพชาติที่ดี  การเปลี่ยนแปลงภพชาติสามารถจะเปลี่ยนได้  เปลี่ยนหน้าตา  เปลี่ยนรูปร่างได้  ทำได้ทั้งนั้นนะท่านว่าขนาดพระบางองค์เนี่ย   หลายองค์ไม่ใช่แค่บางองค์  ยังไม่ตายเกิดก่อนยังได้เลย  เกิดเข้าท้องก่อนยังได้เลย  จะเอาอายุกี่ปีก็ได้  นี้คือการมีฐาน  มีฐานนี้นะคือกรรมฐานนั้นแหละคือการหยุดจิต  หยุดมันไม่ให้มันคิดไปทางโลกมากเกินไป  ให้จิตผูกไว้กับพุทธคุณ  ธรรมคุณ  สังฆคุณ  จักรพรรดิกับโพธิสัตว์ซึ่งกระแสจิตกระแสบุญของท่านยังอยู่ในโลก  ยิ่งพระโพธิสัตว์เนี่ยท่านยังอยู่นะฮ่ะ  วนเวียนเหมือนกับเราเลย  ยังไม่ได้รวมนะ  ถ้าเราฝากไว้กับท่านล่ะ  ท่านมีอะไร  เราก็มีอันนั้นล่ะ  อย่างเราฝากไว้กับจักรพรรดิเนี่ยทุกวัน สวดทุกวัน  จิตเรากับจักรพรรดิเป็นเนื้อเดียวกันหลายเปอร์เซนเข้า  อย่าว่าแต่โรคหนักๆเลย  ใกล้จะตายยังหายเลย  จริง  อ้าวนี่เรื่องจริงนะเนี่ย  ท่านไม่มีอะไร  ไม่มี  แต่เราขาดเยอะ  โลกเราอ่ะไม่ขาดเนี่ย  เราเวียนว่ายตายเกิด  กิเลส  ตัณหา เราไม่ขาด  เราเพิ่มไปทุกภพทุกชาติ  แต่ของท่านมีทั้งโลกทั้งธรรม  เหมือนกับเราเลย  แต่ท่านเรียนเรื่องธรรมะมามากกว่าเรา  พร้อมที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้  แล้วท่านไม่มีอะไรล่ะ  นี่หลวงพ่อท่านอธิบายให้ฟังนะฮ่ะ  แล้วพิจารณาด้วยนะฮ่ะ  เวลาพูดพิจารณาด้วยนะฮ่ะ   แล้วท่านไม่มีอะไรล่ะ  ไม่มีเลย  ถ้าเราเข้าใจเราฝากไว้นี่  ชีวิตเรื่องปกติธรรมดา  ธรรมดาฮ่ะ  นอนยิ้มไว้เลย  จะตายเมื่อไรก็ยิ้มเลยฮ่ะ  ไม่มีทุกข์  ยังไงมันก็ไปจากเราอยู่แล้ว  ใช่ไหม  ยังไงเราก็เปลี่ยนอยู่แล้ว  เปลี่ยนง่ายด้วยนะฮ่ะท่านบอก  ไม่ยาก  เวียนว่ายตายเกิดเป็นปกติธรรมดา  อยากเกิดก็ได้  อยากไม่เกิดก็ได้  ง่ายนะไม่ใช่ยาก  ไอ้ที่ท่านสอนยากๆนะไม่ใช่  พอบอกยากเนี่ยไม่มีใครอยากทำแล้ว  เหมือนคนไปวัดสะแกนะ  บอกหลวงพ่อสวดวันล่ะกี่จบ  สวดนานไหม  โอ๊ยไม่นานหรอก  นาทีสองนาทีจบสองจบเท่านั้นแหละ  เอ็งสวดได้สวดบ่อยๆ  สวดสองจบพอ  มันไม่อย่างนั้นซิ  เอ้ยถ้าท่านบอกสวดเป็นชั่วโมงนะ  ไม่มีใครสวดหรอก  ท่านบอกสวดจบเดียวสองจบก็พอ  พอเริ่มสวดมันไม่ใช่แล้ว  มันเลยไปแล้ว  วิธีการมองดูฟังท่านเนี่ยไม่ยาก  ถ้าเราทำมันไม่ยากนะ  พูดถึง บางคนบอกไม่มีเวลาเลย  โอ้ยมีเวลาท่านบอกไม่ใช่หรอก  เวลามีเท่ากัน  24  ชั่วโมงเท่ากัน  ไม่มีใครไม่มีเวลาหรอก  เราไม่ทำเวลาเอง  เราไปบังคับตัวเราเองเท่านั้นเอง  ไม่ติดตัวเราเองเท่านั้นเอง  ถ้าเวลาจะตายมันไม่มีเวลานะท่านบอก  เห็นหลังไวๆก็ไปแล้วหล่ะ  เปลี่ยนร่างแล้วล่ะ  เปลี่ยนภพ  เปลี่ยนชาติแล้วหล่ะ  สาธุ สาธุ สาธุ
*************************************
ถอดเทปเสียงหลวงตาม้าโดย ...นางอัจฉรา  จ้าวสันเที๊ยะ

4
ถอดเทปหลวงตาตอบปัญหาธรรมะ 29 กันยายน 2559
จาก ธัญญษร นิลกำแหง


ถามหลวงปู่โต กับ หลวงปู่ดู่ องค์เดียวกันหรือเปล่า ?
ตอบ ไม่ใช่หรอกนะ
ถามบางคนบอกว่าสวดมนต์เสร็จแล้วเนี่ยเหมือนหลวงตา หลวงปู่ มาหาเลย คิดไปเองรึเปล่า ?
ตอบ บางอย่างมันคิดไม่ได้หรอก เพราะเรามัวแต่สวดมนต์
ถามถ้าวิญญาณมาสัมผัส แล้วเราเกิดร้องไห้และปิติดีใจเนี่ย อยากรู้ว่าเป็นวิญญาณแบบไหน ดีหรือไม่ดี ?
ตอบ ก็เป็นวิญญาณที่ดี วิญญาณที่ผูกพันกับเรา ช่วยเหลือเกื้อกูลเราในอดีตมาจนปัจจุบัน เมื่อเราเห็น เราก็จะเกิดปิติน้ำตาไหล บางคนเจอหลวงพ่อก็มีอาการแบบนั้น
ถามวันนี้มีคนถามเกี่ยวกับอาการจากความฝันมาเยอะมาก
ตอบ ความรู้สึกคืออาการเนี่ยมันมีอยู่ตลอดเวลาที่เราเวียนว่ายตายเกิดตั้งแต่อยู่ในท้องแล้ว แม่เรากินน้ำร้อน เราก็ดิ้นแล้วในท้อง กินของเย็นก็ดิ้น มารดาป่วยก็ป่วยด้วย เพราะมันเป็นส่วนหนึ่ง มันมีความรู้สึกตั้งแต่อยู่ในท้องแล้ว พอออกมาก็มีความรู้สึก แต่ความรู้สึกของเด็กมันยังไม่ได้พัฒนา เวลาหิวก็ต้องร้อง เวลาป่วยเจ็บโน่นเจ็บนี่ก็ต้องร้อง มารดาก็ต้องสังเกตนะ ในความรู้สึก พอโตขึ้นการพัฒนาจากตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็ต้องมีความรู้สึก ถ้าคนไม่มีความรู้สึกก็คนไม่ปกติ จากตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นความรู้สึกนะ ทีนี้เรามาเริ่มสวดมนต์ สวดมนต์บ่อยๆ แผ่เมตตาบ่อยๆ ทำกรรมฐานบ่อยๆ ทำจิตให้เบาๆบ่อยๆ ความรู้สึกก็เกิด เป็นความรู้สึกเรื่องนามธรรม เกิดจากจิตสัมผัส เกิดจากตาสัมผัส ประมาณนี้ แต่มันไม่ใช่เรื่องโลก เป็นเรื่องของนามธรรม เป็นเรื่องของวิญญาณ เป็นเรื่องของความคิด ของคน ของสัตว์ มันรับด้วยจิต แต่มันออกที่ธาตุ เหมือนเราดูหนัง ตาเราดู มันจะเข้าไปที่จิต อารมณ์ก็เกิด อารมณ์ในการดู ถ้ามันเพลิน อารมณ์ก็เพลิน เพลินไปหมด มันไม่มีสติ ถ้ามีสติมันจะรู้ว่านี่คือหนัง หนังที่มนุษย์ทำขึ้นแล้วมาหลอกให้เราดู หลอกให้เราติด ประมาณนั้น ฉะนั้นความรู้สึกเนี่ย ไม่มีใครไม่มีหรอก ที่ท่านให้สวดมนต์ทุกวันเนี่ยก็ต้องการให้เราเตรียมตัวที่จะต้องเปลี่ยนร่าง เปลี่ยนร่างใหม่ เพราะเวลาเราตาย เราไปโดยความรู้สึกนะ ถ้าความรู้สึกเราดี เราก็เกิดดี ถ้าความรู้สึกเราไม่ดี ก็ไปไม่ดี เวลาเรามองพระ เรามีความรู้สึกยังไง ถ้าเวลาเรามองบ่อยๆ สวดมนต์บ่อยๆ นึกบ่อยๆ ความรู้สึกเราจะเกิด มันจะเห็นนะ หรือพระ หรือหลวงพ่อเนี่ย ท่านมีรูป มีนาม รูปท่านไม่เคลื่อนไหวก็จริง แต่นามธรรมยังเคลื่อนไหว ถ้าเรามองบ่อยๆจะมีความรู้สึก แต่รูปของพระทุกองค์แหละ จะเป็นพระพุทธรูป หรืออะไรก็ช่าง ท่านมี 2 นัยยะ คือมีทั้งโลกและมีทั้งธรรม เหมือนกับบทสวดมนต์ที่เราสวดทุกวันนี่แหละ ธรรมะมันอยู่ที่บทสวดนั่นแหละ ถ้าเราทำจิตให้เบาๆ สวดไปเรื่อยๆ จิตมันเบา เวลาเราติดขัดอะไรทางโลก เราจะคิดออก เวลาเราติดขัดอะไรทางธรรม เราจะคิดออกเพราะมันอยู่ในรูปที่เราเห็น ในรูปที่เรานึกออก ในพระที่เรากำ จิตเราอยู่ตรงไหน พลังงานนั้นก็มาที่จิตเราอยู่แล้ว
ถามแล้วถ้าญาติธรรมเขารู้สึกว่าพระขยับได้ หลวงปู่เปลี่ยนเป็นภาพต่างๆ พระที่กำอยู่เหมือนมีพลังงานวิ่งไปวิ่งมาล่ะคะ
ตอบ มันมีมาตั้งแต่สมัยหลวงปู่ยังอยู่แล้ว เมื่อหลายปีก่อนสมัยหลวงตาไปฝึกกับท่าน นั่งอยู่ในกุฏิท่าน เพื่อนกันนี่แหละ ผู้ชาย 3 คนนั่งอยู่ในกุฏิ ท่านนั่งอยู่ด้านนอก เรียกกันได้ยิน ไม่ไกลกันมาก เวลาที่ว่างท่านจะบอก เอ้า ว่างแล้ว เข้าไปสวดมนต์กันได้แล้ว เราก็เข้าไปสวดมนต์ภาวนานั่นแหละ แต่ไม่ได้ออกเสียงเพราะคนมันเยอะ ถ้าห้องไหนว่างท่านก็ให้เข้าไป ทีนี้เราก็เข้าไปในห้องที่มีไหพระ ปี๊บใส่พระที่ท่านสร้างเอาไว้ หลายปี๊บเลย พอเราเริ่มสวดมนต์ภาวนา ในปี๊บนั้นเสียงดัง ดังเหมือนหนู เราก็ลืมตาดูกัน 3 คน มันก็ไม่มีอะไร หนูเข้ามาไม่ได้ พอหลับตาใหม่ก็มี เสียงดังก๊อกแก๊กอีก หลวงพ่ออยู่ข้างนอกท่านรู้ ท่านบอกว่าพระของท่านดิ้นได้ เดินได้ ท่านบอกว่า เอ็งไปถามหลวงปู่ทวดนะ ขอคาถาภูติพระพุทธเจ้า เอ็งสวดแล้วพระจะดิ้นได้ ท่านว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นพระหลวงพ่อเวลาเรากำบ่อยๆ พระของท่านดิ้นอยู่แล้ว สมัยที่ท่านยังอยู่นะ เวลานี้ 2 คนนั้นก็ยังมีชีวิตอยู่ ที่ไปสวดภาวนาด้วยกันในกุฏิท่าน ภาพของท่านก็เหมือนกัน เวลาเรามองบ่อยๆสบายๆ ภาพของท่านก็จะเปลี่ยนนะ พระหนุ่มบ้าง พระแก่บ้าง หรือพระที่เราไม่รู้จัก จริงๆก็ท่านนั่นแหละ อดีตของท่านมันอยู่ที่ภาพนั่นแหละ เราก็เหมือนกัน เวลาเราถ่ายรูปอ่ะ กรรมที่เราทำเอาไว้ในอดีตทั้งดี ทั้งไม่ดี มันก็อยู่ในภาพนั่นแหละ ภาพที่เขาถ่ายให้เราก็เหมือนกัน มันเป็นสื่อ สื่อของกรรมที่เราทำมันอยู่ในภาพ ศาสตร์พวกนี้มันมีมาตั้งแต่หลวงตายังเด็กๆนะ คนที่เขาฝึกพวกนี้ ขนาดคนตายนะแค่เอาเสื้อไปให้เขาดูเขายังรู้เลย ผู้หญิง ผู้ชาย หรือเด็ก อายขนาดไหนตายยังไงเขายังรู้เลย มันเป็นเสื้อนะ รูปหรือสิ่งของอะไรพวกนี้ แต่ตอนหลังวัตถุมันเจริญ เด็กๆรุ่นหลังมันไม่เล่นแล้วคาถาอาคมอะไรเนี่ย มันไปเล่นอินเตอร์เน็ต เล่นโทรศัพท์ มันไม่เล่นเหมือนสมัยรุ่นหลวงตาหรอก สมัยนั้นไฟฟ้ายังไม่มี วิทยุก็เพิ่งมีนี่เอง อะไรๆก็ไปที่วัด เพราะฉะนั้นใครมีวิชาอาคมอะไรก็มาสอนรุ่นลูก รุ่นหลานที่วัด ลูกหลานก็มาเรียนศาสตร์พวกนี้ เขาเรียนเก็บไว้แต่รุ่นหลังๆนี่ไม่รู้มันเรียนกันรึเปล่า บางทีแบบว่าลูกหลานมันไม่เอา ขนาดพระมันยังไม่เอาเลย มีอยู่คนนึงขนเวอร์ชั่นของหลวงปู่โตมาถวายหลวงตาเต็มคันรถ พ่อเขาสะสมเอาไว้แต่ว่าลูกไม่ชอบ ลูกก็ไม่เอา ลูกขนมาไว้ที่ถ้ำ ปีนั้นหลวงตาเอาแจกฟรีเลย มีเยอะไปหมด เรื่องของหลวงปู่โตทั้งนั้น จะเป็นแจกัน จะเป็นงาช้าง รุ่นหลวงปู่โตทั้งนั้น เด็กรุ่นหลังมันไม่เอา ตอนนั้นแจกฟรีเลย เพราะเด็กรุ่นหลังมันไม่เอาไงมันก็เลยห่าง การไหว้พระสวดมนต์ก็ห่าง เพราะฉะนั้นเวลาไปไหน ไม่ค่อยจะปลอดภัยเพราะเซ้นส์หรือลางสังหรณ์หายไป พอตื่นขึ้นมาก็ดูทีวี ดูโทรศัพท์ ไม่ได้สวดมนต์ ไม่ได้ไหว้พระ ไม่ได้ห้อยพระ เพราะฉะนั้นหลวงพ่อท่านบอก ต้องบอกลูกหลาน บอกตัวเอง ก่อนนอนให้ไหว้พระสวดมนต์ เวลานอนก็ให้สวดจนหลับ จะได้ไม่ต้องฝันร้าย พอเวลาเราสวดเราหลับเนี่ย ฝันร้ายมันก็ไม่เกิดแล้วเพราะจิตเราอยู่กับบทที่เราสวด ตื่นขึ้น พอสะดุ้งตื่น รู้สึกก็ต้องสวดก่อนแล้วก็กราบพระ เวลากราบเราก็ถวายชีวิตแล้วก็สวดมนต์ไปทำงาน ทีนี้ความปลอดภัยก็จะเกิดเพราะจิตเรา กระแสจิตเราอยู่กับพระ ยิ่งห้อยพระเนี่ย แล้วมีปัญหาอะไรเราก็อยู่กับพระ มันจะแก้ไขปัญหาได้เพราะสื่อของพระเนี่ย ท่านมีรูป มีนาม ท่านมีโลก มีธรรม เวลาเขาชวนไปไหน มันก็จะมีความรู้สึกว่าไม่อยากไป มันก็ไม่ไป ถ้าไปมันก็มีอุบัติเหตุ ทีนี้เมื่อไม่เข้าใจ คนก็ห่างการสวดมนต์ ห่างพระ ห่างวัด ความโลภ ความวุ่นวายมันก็เกิดในโลก เกิดในประเทศ ความโลภก็มาก ติดวัตถุ ก็หาไง หาไม่ได้ด้วยเล่ห์ ด้วยกล มันก็เอาทั้งนั้นแหละ เพราะติด ลืมหมดคุณธรรม ศีลธรรมหายไป พ่อแม่ลูกหลานไม่ถูกกัน ประเทศเริ่มวุ่นวายตั้งแต่สมัยเปลี่ยนวันโกนวันพระ มาเป็นวันเสาร์ อาทิตย์ คำว่าวันโกน-วันพระ มันจะรู้ว่าคือพระ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว มีวันเสาร์ อาทิตย์ มันไปทางเมืองนอกโน่นแหละ คิดได้ยังไงว่าเปลี่ยนแล้วประเทศเราจะเจริญ หลวงตาว่าคิดผิด ความเจริญทางวัตถุ ศีลธรรมมันห่าง บางประเทศในแถบเอเชียดีจริงๆ อยู่ยากนะ สังคมบังคับอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันก็เกิดความวุ่นวาย บางโรงเรียนสมัยนี้ก็ไม่มีให้เด็กไหว้พระสวดมนต์นะ บางคนก็คิดไปถึงความงมงายโน่น เวลามีปัญหาก็เกิดการฆ่าตัวตายบ้าง ใช้ความรุนแรงบ้าง ประมาณนี้
   ทีนี้เราไปติดวัตถุ ไปเอาอารยธรรมเมืองนอกเขามาเต็มๆ ไม่ได้ห่วงศาสนาเลย เดี๋ยวนี้พระก็ต้องเรียน เรียนทางโลกซึ่งมันผิดวัตถุประสงค์ จริงๆถ้าบวชแล้วต้องศึกษาเรื่องการเวียน ว่าย ตาย เกิดโน่นแล้ว ไม่ต้องไปเรียนหรอก เรียนมหาเรียนนักธรรมนั่น มันต้องฟังเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด ฝึกเรื่องวิญญาณเพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เรื่องนรกสวรรค์ เรื่องตายแล้วจะไปไหน เวลามีปัญหาแล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร จะทำอย่างไรให้อายุยืน จะทำอย่างไรให้โรคภัยไข้เจ็บน้อยลง มันก็ต้องฝึกกรรมฐาน กรรมคือการกระทำ ฐานคือจิต การฝึกจิตคือตัวเราที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ทุกวันนี้ ถ้าเราไม่ฝึกก็จะมีปัญหา
   บางคนไม่เข้าใจเรื่องบุญบาป เห็นบุญเป็นบาป เห็นบาปเป็นบุญ ทุกวันนี้สังเกตดูเถอะ ความเชื่อเรื่องโลกวิญญาณ บางคนไม่เชื่อเลยนะ มีส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีส่วนหนึ่งที่ยังติดต่อกับโลกวิญญาณ คือมันต้องเข้าใจนะว่าวิญญาณนี่มันไปจากคนนะ คนตายนี่เป็นผีนะ เป็นวิญญาณ เพราะฉะนั้นวิญญาณกับคนมันอยู่ด้วยกันนะ ไม่ใช่ไม่อยู่ ทีนี้ถ้าเราไม่ฝึก เราไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอกนะ เราไปติดวัตถุ ศีลธรรมมันก็ห่าง เวลาตาย เวลาป่วย เวลามีปัญหาทางโลก ปัญหาตัวเอง ไม่มีวิธีแก้ไขเพราะไม่ได้ฝึกไว้ ไม่ได้เรียนไว้ เรียนทางโลกมันก็รู้ทางโลก เรียนทางธรรมมันก็รู้เรื่องทางโลกด้วยทางธรรมด้วย มันรู้ได้ 2 อย่าง เพราะพุทธศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ควบคุมศาสตร์ทุกอย่างในโลก เรียนศาสตร์นี้ศาสตร์เดียวจบ ชีวิตนี้จบเลย
   บางคนไม่อยากให้ลูกบวชเพราะโตขึ้นกลัวลูกอด กลัวลูกลำบาก คิดผิดนะ คิดผิดมากเลย เด็กบวชตั้งแต่เล็กจนโตไม่ต้องเป็นห่วงเลยนะ เด็กเรียนทางโลกจนโตน่ะน่าเป็นห่วงเพราะติดโลก มีหลายคนในสังคมพอเรียนทางโลกมากๆ ลืมแม้แต่บิดา มารดาด้วยซ้ำไป น่าเป็นห่วง ขาดศีลธรรม ขาดคุณธรรม โลกกำลังจะเปลี่ยนแล้วแหละ เพราะว่าถ้าไม่เปลี่ยนเนี่ยไม่ได้หรอก
   ท่านทำนายไว้ กึ่งพุทธกาลเนี่ยศีลธรรมจะกลับมา ศาสนาจะเจริญไปอีกระยะหนึ่ง นี่เริ่มแล้ว เพราะฉะนั้นการจะเปลี่ยนเนี่ย หลวงตามีความเชื่อว่ามันจะเกิดภัยพิบัติธรรมชาติ มันจะเกิดมนุษย์ฆ่ากัน เกิดสงครามระหว่างมนุษย์ เกิดโรคระบาดถึงจะเปลี่ยนได้ ไม่สังเกตเหรอ ทุกวันนี้ผลประโยชน์ทั้งนั้นทั้งโลก มันจะฆ่ากันเมื่อไหร่ยังไม่รู้เลย มันพร้อมที่จะฆ่ากัน มันยังทำอาวุธกันอยู่ ถ้ามันหยุดทำเมื่อไหร่มันก็เลิกฆ่ากันเมื่อนั้น แล้วแผ่นดินมันก็ไม่หยุดไหว แล้วโรคทั้งหลายสารพัดโรคก็เกิดโรคใหม่ๆ มันมาได้ยังไง ก็มาจากมนุษย์นั่นแหละ บางโรคมนุษย์เป็นคนทำ ทำเพื่อจะฆ่ากันเอง เพราะฉะนั้นหลวงพ่อท่านว่า มันต้องหาที่หลบ หาที่หลบคือการสวดมนต์ภาวนา ในศาสตร์ของหลวงพ่อเนี่ย ท่านจึงบอกว่า เวลาเราสวดจิตมันสงบสบาย จิตมันเบา เราจะมองเห็นบุญ มองเห็นความสว่างจากพระ จากรูปของพระ จากรูปลักษณ์ที่เป็นศาสนาพุทธ เพราะว่ามันเป็นกระแสเดียวกันทั้งหมดในโลกนี้ เพราะฉะนั้นวัตถุมงคลหรือพระที่เราสร้างเนี่ย พอมีรูปก็มีนามธรรมนั่นแหละคือความปลอดภัย ท่านบอกเพราะพระท่านไม่ลืม อย่างพระที่เราสร้างองค์ใหญ่องค์เล็กก็ช่างเถอะ รูปท่านไม่เคลื่อนไหว แต่นามธรรมท่านเคลื่อนไหวคือความสว่าง เวลาเราสวดมนต์ก็ไปตามรูปลักษณ์ที่เราสร้าง เราเอาไปตั้งไว้ที่ไหน พอเราสวด ท่านก็มาสวดกับเราด้วยนะ คลื่นก็ไปตามรูปลักษณ์นั้น โลกวิญญาณแถวนั้นมันจะน้อมมาเอาบุญ เอาแสงสว่างจากรูปลักษณ์ที่เราสร้างนั่นแหละ อย่าลืมนะเวลาตายไปเนี่ยพลิกกลับเลย พร้อมที่จะเกิด เกิดเข้าท้องปั๊บ พร้อมที่จะตายได้เลย นั่นคือการเวียนว่ายตายเกิด ตายปั๊บเป็นเทวดาปุ๊บ กินบุญคือแสงสว่าง แสงสว่างที่กินทุกวัน น้อยลงทุกวันหรี่ลงทุกวันเหมือนตะเกียง น้ำมันจะหมดไปเรื่อยๆ คือกรรมที่ทำไว้หมดลงเรื่อยๆ มันก็เกิดใหม่ พอเกิดเข้าท้องปั๊บพร้อมที่จะตายอีกแล้ว ตายในท้องบ้าง โตแล้วตายบ้าง ประมาณนี้
   การเวียนว่ายตายเกิดเป็นเรื่องปกติ ไม่มีใครเกิดแล้วไม่ตาย ฉะนั้นถ้าเราไม่เรียนการเวียนว่ายตายเกิด เรียนโลกอย่างเดียว มันก็อีหรอบเดิมแหละท่านบอก พอเอ็งเกิดมาชาติก่อนๆ เกิดมารวย เอ็งก็ไม่ทำแล้ว เอ็งลืม ติดความสุข ติดรูปรสกลิ่นเสียง ติดวัตถุ ติดทางตาหูจมูกลิ้น ลืมทำบุญ ลืมทำกรรมฐาน ลืมฝึกไว้ที่จะต้องเปลี่ยนร่างใหม่ ทีนี้พอลืม ตายก็เกิดไม่ดี มีความทุกข์แล้ว พอมีความทุกข์ ไม่มีโอกาสจะทำกรรมฐานอีกแล้ว พอตายก็เวียนล่างแหละ เดี๋ยวก็เวียนบน เดี๋ยวก็เวียนล่าง ไม่มีทิศทางเลย เพราะฉะนั้นอย่างน้อยๆพอเอ็งตายปุ๊บ เอ็งสามารถจะเกิดเลยก็ได้ถ้าเอ็งฝึก ตายปั๊บ เอ็งจะไปพรหมไปเทวดาเลยก็ได้ ก่อนตายเอ็งจะไม่เกิดก็ได้ มันไม่ได้ยากอะไร เพียงแต่เอ็งนึกถึงพระ เอ็งทำกรรมฐาน เอ็งกินข้าวเอ็งก็สวด ไปไหนเอ็งก็แผ่ อารมร์ไม่ดีเอ็งก็เปลี่ยน เปลี่ยนไม่ได้เอ็งก็ห้อยพระ หรือนึกถึงพระ เพราะพระท่านมีรูปด้วย มีธรรมด้วย ทีนี้จิตเอ็งก็อยู่กับพระ อยู่กับบทสวด อยู่กับกรรมฐาน กระแสจิตมันก็เพิ่มขึ้นเหมือนเรามีอาคมงั้นแหละ ท่านบอกคนโบราณใช้อาคมในการรักษาโรค อาคมกับจิตต้องเป็นเนื้อเดียวกัน มันจึงจะใช้อาคมนั้นได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราสวดมนต์ภาวนาไป จิตเอ็งถ้าอยู่กับข้า อยู่กับพระ อยู่กับบทสวด อยู่กับบุญกุศล ก็จะอายุยืน โรคน้อย รู้จักภพชาติ ปลอดภัยด้วยเพราะมันจะเข้าใจรูปนาม เวลาเขาพูดอะไรความรู้สึกจะบอกเลยว่าไปแล้วไม่ปลอดภัย นั่นคือความปลอดภัยในชีวิตนะ เวลาจะทำธุรกิจหรือทำอะไร หมั่นนึกถึงพระ หมั่นนึกถึงบทสวด หมั่นนึกถึงข้า ท่านบอกแล้วเอ็งจะมีความรู้สึกว่าทำหรือไม่ทำ นั่นคือความปลอดภัยทางโลกและทางธรรมด้วย เวลาเอ็งตายนึกอะไรล่ะ ก็นึกถึงพระแล้วเอ็งไปไหนล่ะ เอ็งก็ไปอยู่กับพระไงง่ายๆ เพราะพระท่านไม่ลืม แต่เอ็งลืมพระ ทีนี้พอเราฝึกไปนานๆเข้าความเคยชินเริ่มเกิด มันง่ายๆ นอนที่ไหนก็สวดที่นั่น ไม่จำเป็นต้องบวช กรรมฐานทำได้ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ทั้งนักบวช เป็นงานของจิต เป็นงานของตัวเราเองที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด พอฝึกไปนานๆเข้า เอ็งกลัวตายไหม ไม่กลัวหรอก มันจะไม่กลัวเพราะมันรู้ นี่คือตัวรู้ แล้วมันจะกลัวไหม ไม่กลัวหรอก
   กูตายเมื่อไหร่   ก็เกิดเมื่อนั้น
   กูตายเมื่อไหร่   ก็ไปพรหม
   กูตายเมื่อไหร่   ก็ไปเทวดา
   กูตายเมื่อไหร่   ก็ไม่เกิด
มันอยู่ที่กำลังนะ คือหมั่นสวดมนต์ หมั่นแผ่เมตตา ไปไหนก็สวด กินข้าวก็สวด จิตมันก็ห่างจากอารมณ์ทางโลกบ่อยๆ ที่พูดนี่หลวงตาทำมาแล้วนะ แต่เมื่อก่อนหลวงตาทำงาน แต่งานมันดีหน่อยไม่ต้องไปแบกหาม ทำงานธนาคาร เรามีเวลา ไปไหนเราก็สวด กินข้าวเราก็แผ่เมตตาให้สัตว์ที่เรากิน เพราะมันก็เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับเรา เราก็เกิดเป็นมัน มันก็เกิดเป็นเรา มนุษย์เกิดเป็นสัตว์ สัตว์เกิดเป็นมนุษย์ มันไม่มีทิศทางนะถ้าเราไม่ฝึก ทิศทางการเวียนว่ายตายเกิดมันยากมากนะ ถ้าเอ็งไม่ทำในชาตินี้ ในอนาคตมันไม่แน่นอนหรอก ชีวิตไม่มีความแน่นอน ต่อให้เอ็งเรียนสูงๆ ต่อให้รวยขนาดไหน ข้าว่าเอ็งสวดมนต์ชั่วโมงหนึ่งอานิสงค์มากกว่าท่านบอก เพราะคนจะมีโอกาสสวดมนต์ชั่วโมงหนึ่ง ทำจิตห่างจากทางโลกได้เนี่ยนะมันไม่ง่าย มันต้องมีความอดทนนะท่านบอก โดยเฉพาะเวลาสองทุ่มครึ่งเนี่ยเป็นเวลาที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย จะต้องไปกระทบเรื่องโลกแล้ว ถ้าเอ็งหยุดมันได้นะ ค่อยๆหยุดมัน มันก็หยุดไปเรื่อยๆเพราะเอ็งจะต้องแก่ แก่แน่ๆ แล้วเอ็งก็ต้องตายด้วย ระวังนะท่านบอก ถ้าเอ็งไม่ทำสิ่งที่เอ็งบันทึกไว้คือกรรมที่เอ็งบันทึกไว้ในอดีตที่มันยังไม่ส่งผล มีนะท่านบอก ปาณา อทินนา กาเม มุสา สุรา พวกนี้ถ้ามันครบองค์ประกอบแล้วมาเมื่อไหร่นะ เอ็งไม่มีดิสเบรกหรือกระแสจิตเอ็งไม่อยู่ในพระ ยังไงก็เปลี่ยนร่าง เห็นหลังไวๆก็ตาย คนโบราณนะพอเห็นลูกหลานหน้าตาไม่ค่อยดี ทำอะไรไม่ได้เรื่องได้ราว เขาฟันธงเลยนะ ไอ้เนี่ยกรรมกำลังเข้า เขาไล่ไปบวชเลยนะ เขาไล่ไปทำกรรมฐานหรือพาไปรดน้ำมนต์ 7 วัดเลยนะ ต้องไปอยู่วัดโน่นประมาณนั้น นี่คือลางสังหรณ์ที่เกิดจากการฝึก การไหว้พระสวดมนต์นี่แหละ เกิดจากกระแสจิตเรากับกระแสธรรมะหรือบทสวดหรือพระมันอยู่ในเนื้อเดียวกัน เพราะความเคยชินไง เรามองเห็นพระ เรามีความรู้สึกเลย เมื่อก่อนเรากราบพระ เรากราบหมับๆ ความรู้สึกไม่มี เดี๋ยวนี้พอมองเห็นพระ เราเกิดความรู้สึกปิติ บางคนขนลุกเลย ความรู้สึกเรื่องนามธรรมเริ่มเกิดมากขึ้น อายุมากขึ้นๆ สบายแล้วนะ ไม่ต้องนิมนต์พระมาเผาเราหรอกนะ เพราะฉะนั้นเวลาตายไปลงมาสวดเองเลย
ถามหลวงตาครับ ผมมีอาชีพเลี้ยงหมูให้ CP
ตอบ ก็ไม่เป็นไร เราไม่ได้ฆ่าเองนี่นาก็แผ่ให้มัน เวลาเขามารับก็แผ่ให้มันไม่เห็นยากอะไร เวลาเขามารับก็ครอบวิมานให้มัน ในศาสตร์หลวงพ่อท่านทำอย่างนั้น นึกถึงหลวงพ่อในใจ พลวงพ่อครอบวิมานให้มันหน่อย แล้วสัพเพพุทธา สัพเพธัมมา นี่แหละ มันเป็นอาชีพที่เราเลี้ยงเขา เราก็ได้บุญนะ ตอนมันมีชีวิตอยู่กับเรา เราไม่ได้ฆ่านะ ไปจากเราแล้วเราไม่เกี่ยวแล้ว
ถามแล้วตอนที่เราเลี้ยงอยู่ ถ้าเขาตายล่ะ
ตอบ เขาตายเราก็แผ่ให้เขา คือหมูหรือคนหรืออะไรก็ช่าง มันมีกรรมเหมือนกับเรา อายุเขาแค่นั้นเหมือนคนทำแท้ง บางคนบอกทำแท้งแล้วลำบาก มันอยู่กับเรามันทำให้เราเดือดร้อน จริงๆไม่ใช่ บางวิญญาณมีกรรมแค่นั้น พอตายปั๊บก็เกิดเลย บางวิญญาณยกเว้นวิญญาณนั้นไม่มีกรรมกับเรา แล้วเราไปฆ่าเขานั่นยังมีอยู่ ทีนี้เวลาคนมีเซ้นส์พิเศษดู เขาจะมองเห็นว่ามีเด็ก คือเด็กมันตายใช่ไหม แต่เขาไม่เข้าใจหรอกนะ บางคนคือถ้าเด็กเคลื่อนไหวแสดงว่าเด็กมันอยู่ ถ้าเด็กไม่เคลื่อนไหวอะไรนี่มันเป็นภาพเก่า ฉะนั้นพวกที่ดูแบบนี้ หมอดูหรือคนทรงต้องเข้าใจในการดู เพราะกรรมมนุษย์ทำไว้ในโลดเหมือนเรามีเงินฝากไว้ในธนาคาร ยอดเงินเท่าไหร่เราก็รู้ แต่ว่าเราเบิกมาแล้วเนี่ยยอดมันก็ยังอยู่ อยู่นะแต่มันใช้อะไรไม่ได้ เหมือนกับเด็กที่ตาย ตายแล้วก็ไปเกิด หมูเหมือนกัน หมูอายุมันแค่นั้น พอมันตายมันก็ไปเข้าท้องใหม่ ยิ่งเราไม่ได้ฆ่า มันตายเอง นั่นคือกรรม เด็กก็เหมือนกัน อยู่ๆก็แท้งเอง มันเป็นภาพเฉยๆไม่ได้มีผลอะไรกับเราประมาณนั้น เรื่องกรรมเป็นเรื่องละเอียด ซับซ้อนนะ การเวียนว่ายตายเกิด ฉะนั้นคนที่ดูเป็นต้องพิจารณา อย่าไปฟันธงนะ
ถามเวลาฝนตก ถ้าเราคิดว่าเป็นน้ำมนต์จากหลวงปู่ได้ไหม
ตอบ คิดแบบนั้นเป็นคิดบวกนะ คนที่จะคิดบวกได้มันต้องทำบ่อยๆ พอคิดบ่อยๆทำบ่อยๆแล้วมันจะไม่มีลบแล้วชีวิตนี้ คิดเป็นบวกหมดเลย เหมือนพระกรรมฐาน ฤาษี นักบวช เขาไม่มีการคิดลบนะ มีน้อยมากเลย ทีนี้คิดบวกมากๆ คิดเป็นบุญมากๆแล้วจิตควบคุมธาตุของเขาอยู่ อายุมันยืนนะ คนเราเนี่ยคิดมาก กระวนกระวาย คิดเยอะแยะไปหมด นั่นคือรังของโรค โรคกินธาตุ เพราะจิตมันควบคุมธาตุเป็นโรคกระเพาะ โรคหัวใจ โรคเบาหวาน เกิดจากพวกนี้ส่วนหนึ่ง เกิดจากความคิด เกิดจากกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่คิดว่าฝนตกเป็นน้ำมนต์จากหลวงปู่เนี่ยสุดยอดมากเลย คิดไปเยอะ
ถามสมาธิ วิปัสสนา กรรมฐาน มีวิธีปฏิบัติเหมือนกันไหม
ตอบ กรรมคือการกระทำ ฐานคือจิต การฝึกจิตตัวเองมันก็เรื่องของศีล สมาธิและปัญญา มันเป็น 3 เท่า ถ้าเป็นภาษาบาลีเขาว่าศีล สมถะ สมถะก็คือสมาธิ วิปัสสนาก็คือปัญญา มันอยู่ในกรรมฐาน คืองานของตัวเรา คืองานของจิต จิตเราเนี่ยที่มันควบคุมธาตุอยู่เขาเรียกจิตหรือวิญญาณ หรืออาทิสมานกาย กายซ้อนกายประมาณนั้น มันมีหลายอย่างภาษาธรรมะ แต่อันเดียวกัน ทีนี้ศีล สมาธิ ปัญญาจะเอาอันไหนก่อนก็ได้ อย่างที่เราทำกันทุกวันนี้ เราเอาเรื่องการสวดมนต์ภาวนา คือเราเอาสมาธิขึ้นก่อน พอเริ่มมีสมาธิ จิตเริ่มเบา เริ่มเกิดปัญญา มันไปพร้อมกัน ถ้าตัวเราฝึกกันจริงๆ ถ้าเข้าใจจริงๆมันขาดอะไรไม่ได้หรอก ไปด้วยกันทั้ง 3 อย่าง เพราะฉะนั้นไม่ต้องสงสัยหรอก
ถามเวลามองภาพหลวงปู่แล้วหลวงปู่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แปลว่าเราเริ่มสื่อสารกับหลวงปู่ได้แล้วใช่ไหม
ตอบ ถูก แปลว่าจิตเราไม่ไปไหน จิตเราอยู่กับหลวงพ่อไง หลวงพ่อท่านไม่ธรรมดานะ บางคนบอกทำไมหลวงพ่อเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทีนี้เราอยากให้ท่านเปลี่ยน จิตเราก็ไม่ไปไหนแล้วทีนี้ มันมีหลายคนนะที่มาฝึกในศาสตร์ของหลวงพ่อ ทั้งวันนั่งอยู่กับหลวงพ่อ คุยกันรู้เรื่องนะคุยกับภาพนั่นแหละ แล้วจิตมันไปไหนล่ะ อยู่กับไตรสรณคมน์ อยู่กับหลวงพ่อไง หลวงพ่อก็คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นพระพุทธได้ยังไง ก็ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านจะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต เป็นพระธรรมได้ยังไง ก็ท่านเรียนธรรมะ จะเป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องมีธรรมไง มันก็อยู่ที่ท่านแหละ ท่านบอกเอ็งพิจารณาให้ดีเถอะ องค์ไหนปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า หรือกำลังสร้างบารมีเป็นโพธิสัตว์อยู่ นั่นแหละไตรสรณคมน์ อยู่ที่ท่านแหละ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่ท่านแหละ เข้าใจรึยัง
ถามกำลังจิตที่พัฒนาขึ้น มีผลต่อกายทิพย์ด้วยรึเปล่า
ตอบ มีสิ จิตไม่ไปไหน จิตอยู่กับหลวงปู่ จิตเป็นอะไรล่ะ ก็เป็นจักรพรรดิสิ จิตไม่ได้ไปไหน สวดจักรพรรดิก็ทรงเครื่องไง ถ้าจิตเบาก็เป็นพรหม แต่ถ้าจิตวุ่นวายมีความโกรธ ความโลภ ความหลง ก็เป็นเปรตบ้าง ยักษ์บ้าง อสุรกายบ้าง แล้ววันหนึ่งเป็นอะไรบ้างล่ะ สมัยที่ฝึกอยู่กับท่านนะ ท่านให้ดูด้วยซ้ำไป ดูว่าเวลาที่คนคิดอะไร มันก็เป็นภาพนั้นขึ้นมา ท่านเล่าให้ฟัง มีเณรอยู่องค์หนึ่ง ในครั้งพุทธกาล เณรไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าเลยนะ บวชอยู่กับหลวงพ่อ วันหนึ่งหลวงพ่อพาเณรปกราบพระพุทธเจ้า เณรเห็นหลวงพ่อใหญ่ที่สุดแล้วในแถวนั้น แต่พอไปเห็นพระพุทธเจ้า โอ้โห ใหญ่กว่าหลวงพ่อของเราอีก แล้วมีพระนั่งรายล้อมอยู่เยอะแยะไปหมด เลยถามหลวงพ่อว่า นั่นใคร หลวงพ่อตอบว่า พระพุทธเจ้าไงล่ะ นี่แหละใหญ่ที่สุดใน 3 โลกธาตุ พอขากลับวัดเณรคิดอยากเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง แค่เณรคิดเท่านั้น หลวงพ่อบอกให้เณรมาเดินนำหน้าเลย เพราะหลวงพ่อเป็นเพียงพระอรหันต์ ครั้นๆเดินต่อไปเณรเริ่มคิดอีก การจะเป็นพระพุทธเจ้าคงต้องใช้เวลานานทีเดียวนะ งั้นเป็นพระอรหันต์ดีกว่า หลวงพ่อเรียกให้เณรกลับมาเดินข้างหลังตามเดิม ทันทีที่เณรเปลี่ยนความคิด นี่แหละความคิดท่านบอก คิดอะไรก็เป็นอย่างนั้นแหละเรื่องจริง แล้วลองนึกดูวันนี้เราคิดเรื่องอะไรกันบ้าง คิดหลายเรื่องทีเดียวนะ ถ้าไม่อยากคิด ดูรูปของหลวงพ่อเอาไว้ ดูบ่อยๆจิตอยู่กับบทสวดบ่อยๆ อยู่กับท่านบ่อยๆ อยู่กับพระบ่อยๆ จิตมันก็ห่างทางโลก มันก็เกิดความเคยชินทางนั้น แล้วความเคยชินเรื่องนามธรรมมันมีตั้งเยอะแยะ ธรรมะที่เอ็งอยากรู้ นิมิตที่เอ็งอยากรู้ เอ็งก็จะรู้จากการภาวนา จากพระ จากรูปท่าน เอ็งไม่รู้รึไงว่าพระ ฤๅษี หรือนักบวชที่อยู่ตามป่าตามเขามีหนังสืออ่านกันที่ไหน มันบริกรรมอย่างเดียวนี่แหละท่านบอก ก็นั่นแหละธรรมะอยู่ที่บทบริกรรมนั่นแหละ จบก็จบตรงนั้น ไม่ได้จบที่เรียนนะท่านบอก พระกรรมฐานหรือมนุษย์ที่เข้าใจนะ ไม่ว่าจะอยู่ในบ้าน อยู่ในวัด หรืออยู่ในป่า เท่ากันนั่นแหละท่านบอก ตัวเอ็งหมั่นทำกรรมฐาน
ท่านอธิบายเรื่องวิเวก วิเวกมี 2 อย่าง กายวิเวก ใจวิเวก กายวิเวกเอ็งก็อยู่คนเดียวในป่า ในเขา ในถ้ำ ในกุฏิ ไม่ออกมาสังคม จะออกมาต่อเมื่อหิวเท่านั้น ต้องออกมาอาศัยมนุษย์ด้วยกัน ทีนี้พอกายวิเวกนานๆ จิตมันก็วิเวก ไม่ใช่กายวิเวกแล้วไม่ทำอะไร นอนอย่างเดียวไม่ใช่นะ ต้องทำกรรมฐาน ต้องสวดมนต์ ต้องภาวนา ต้องพิจารณาศีล สมาธิ ปัญญา ทีนี้ถ้าเราไม่มีเวลาจะไปอยู่ในป่า ไม่มีเวลาจะไปกายวิเวกทำยังไง ก็เอาจิตวิเวกสิ จิตวิเวกทำยังไงก็อยู่กับคนเยอะๆนั่นแหละ ก็สวดมนต์ไปสิ สวดไปนานๆเข้าจิตวิเวกกายก็วิเวก คือไม่ได้ยินเสียงใครแล้ว อยู่กับคนเยอะแยะก็ไม่ได้ยินเสียงใครเพราะจิตอยู่กับคำภาวนา คำสวด กายวิเวกจิตก็วิเวก จิตวิเวกกายก็วิเวกถ้าเราทำ เพราะฉะนั้นไม่ต่างกันตรงไหน ต่างตรงที่ขยันหรือขี้เกียจหรือลืมเท่านั้นแหละ
ความสำเร็จ ความรู้อะไรเหมือนกัน จากจิตมาหากาย จากกายมาหาจิต ก็อย่างพระอย่างหลวงตาเนี่ยบวชข้างนอก ห่มผ้าเหลืองก็ต้องทำข้างใน ก็ต้องบริกรรม ต้องใช้ศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าบวชข้างในคือนึกว่าตัวเองเป็นพระ มันก็ต้องออกข้างนอกเหมือนกันนะ บวชไปนานๆเข้ามันก็ออกข้างนอก หลวงตาว่าบวชในดีกว่า ไม่ต้องเสียสตางค์ มีเทียนอันเดียวตั้งสัจจะก็บวชได้ แต่บวชข้างนอกต้องไปวัดเสียเงินเป็นหมื่นนะ ถ้าจัดงานก็เป็นแสน บวชแล้วถ้าไม่ทำกรรมฐานมันก็ได้แต่ข้างนอก ข้างในไม่ได้ จะเอายังไงล่ะ หลวงตาว่าบวชในดีที่สุด ไม่ต้องเสียสตางค์ด้วย เวลาไหว้พระ สวดมนต์ ทำความสะอาดกูก็เป็นพระ นึกว่ากูเป็นพระอย่างเดียวเลย ไม่ต้องกังวงเรื่องศีล เรื่องอะไรทั้งนั้น ข้าพเจ้าคือพระ ลองนึกไปเถอะ นึกทุกวัน หลายเดือนหลายปีเข้า ฝันเป็นพระ ฝันเป็นพระยังไม่พอ ความคิด คำพูด เริ่มเป็นพระแล้ว เริ่มทั้งผัว ทั้งเมีย แล้วทีนี้ผัวก็สงสัย เมียก็สงสัย เอ๊ะทำไมห่างไปนะ อ้าว เป็นพระก็ห่างสิ เหมือนในครั้งพุทธกาล ผู้ชายเป็นพระข้างในแล้วไม่ยอมเข้าใกล้เมีย เมียเลยถามมีปัญหาอะไรรึเปล่า ตอบว่าไม่มี ฉันเป็นพระข้างในแล้ว เมียถามว่าแล้วฉันจะเป็นพระบ้างได้ไหม ผัวตอบว่าได้ ก็ทำกรรมฐานไปแล้ว หลวงตาว่าบวชในอะดีที่สุด
ถามคาถาหลวงปู่สามารถล้างมนต์ดำหรือคุณไสยได้ไหม ต้องทำยังไง
ตอบ สวดมนต์คาถาจักรพรรดิ เวลาสวดเนี่ยทรงเครื่องใช่ไหม แล้วมนต์ดำที่ไหนจะมาได้ แค่พระสมัยก่อนตอนหลวงตาอยู่ในถ้ำสร้างพระใหม่ๆนะ ให้คนเฒ่าคนแก่แถวๆนั้นที่เขาฝึกกรรมฐานลองจับดู พอแกน้อมเข้าไปเท่านั้น พอกำพระปุ๊บหงายท้องเลย เนี่ยพระนี่แหละ เพราะฉะนั้นแค่ห้อยพระคุณไสยที่ไหนจะมาเข้า ยกเว้นกินเข้าไปแล้ว กินเข้าไปอยู่ในท้อง อยู่ในร่างกายแล้วแบบนี้ต้องกินน้ำมนต์ ต้องสวดมนต์ไปจะค่อยๆหาย เมื่อก่อนลูกศิษย์หลวงปู่กินเข้าไปใช้เวลาตั้ง 3 ปีกว่าจะหมด แค่สวดมนต์นี่แหละคุณไสยที่ไหนจะเข้า ยกเว้นมีกรรมต่อกันนะ
ถามแล้วถ้ามีกรรมต่อกันจริงๆเมื่อไหร่จะหาย
ตอบ กรรมที่เราทำทุกวันนี้มันยาวนานแค่ไหนล่ะ เวลาตายไปเสวยกรรมก็ยาวนานแค่นั้นแหละ อาจจะยาวในโลกมิติ อาจจะสั้นในโลกมนุษย์ นั่นแหละบอกไม่ได้ว่ายาวนานแค่ไหน มันอยู่ที่เราทำยาวนานแค่ไหน บางคนทำปาณาติบาตวันเว้นวันหรือเดือนละครั้ง เวลาเสวยกรรมก็เป็นแล้วหยุด ซักพักก็เป็นใหม่ คนทำกรรมทุกวันเวลาโดนมันก็โดนระยะยาว ประมาณนั้นแหละ
ถามแสดงว่ามันสอดคล้องกับสิ่งที่เราทำไปแล้ว หลีกไม่ได้เพราะทำไปแล้วใช่ไหม
ตอบ ถูก อยากหนีไหมล่ะ กรรมฐานนี่แหละ สวดมนต์ แผ่เมตตา บันทึกบุญ โมทนาบุญ อารมณ์ไม่ดีรีบเปลี่ยนจบเลย ฝึกแค่นี้แหละ พอจิตมันเริ่มเบา ความเบาของจิตจริงๆวัดโดยความไม่รำคาญ ไม่รำคาญในรูป รส กลิ่น เสียง ไม่รำคาญอะไรทั้งนั้น ถึงรำคาญก็ไม่นาน ลองคิดดูสิ คิดดีก็ไม่คิด คิดไม่ดีก็ไม่คิดเพราะมันสบาย ไม่เห็นพวกฤๅษี นักบวชในป่าเหรอ ถ้ามันไม่เบามันไม่นิ่ง มันนั่งอยู่ไม่ได้หรอก ลองไปอยู่วัด อธิษฐานซัก 7 วันสิ วันแรกก็นิ่งดีหรอก วันที่สามเริ่มดิ้นแล้ว วันที่สี่ วันที่ห้าเริ่มเดินรอบวัด นั่นแหละสังเกตได้ง่ายเลย ถ้ามันดิ้นมันอยู่ไม่ได้ ถ้ามันเบาจิตเบาๆสบายๆอยู่ที่ไหนก็ได้ ดีมาก็ไม่สน ไม่ดีก็ไม่สน อยากจะสนก็ได้ ไม่อยากก็ได้ นั่นแหละคือจิตเบา ห่างจากพวกนี้เลย กรรมในอดีตทั้งดีและไม่ดี มันไม่รับมันก็ฟอกของมันเองแหละ สิ่งที่ไม่ดีมันไม่รับหรอก ถ้าจะรับมันก็รับแต่สิ่งดีๆ เพราะจิตเป็นตัวรู้ เหมือนคนบวชใหม่ๆ รู้อะไรไหม ไม่รู้ ไม่รู้ด้วยว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร พออยู่ไปๆเริ่มรู้แล้ว ความสงบเป็นยังไง พอเริ่มสวด บางวันก็สบาย บางวันก็เบา บางวันก็ดิ้นไป ดิ้นมา มันก็เริ่มรับรู้ไปเรื่อยๆ อะไรเป็นอะไร พอรู้ไปนานๆเข้า เวียนว่ายตายเกิดไม่กลัวหรอก ทำยากนะ ไม่ใช่ทำง่าย สวดมนต์เนี่ยไม่ใช่ง่ายๆนะ ลองเรารวยสิ เราจะมาสวดมนต์ไหม จ้างก็ไม่มา
   สมัยก่อนคนไปหาหลวงพ่อบอกหลวงพ่อผมอยากรวย หลวงพ่อบอกข้าถามเอ็งหน่อยเถอะ ถ้าข้าทำให้เอ็งรวยเอ็งจะเข้าวัดไหม เข้าครับหลวงพ่อเข้าแน่ๆเลย พอคนพวกนั้นไปแล้วหลวงพ่อบอกข้าไม่เชื่อพวกมันหรอก เอ็งคิดว่ายังไง ผมว่ามันก็จริงนะหลวงพ่อ ถ้าผมรวยผมก็คงไม่เข้าวัดหรอก เข้าเหมือนกันแหละแต่คงนานๆที จะให้ผมมานั่งสวดมนต์ ไม่เอาหรอกเสียเวลาผม ผมไปเที่ยวดีกว่าจริงไหมล่ะ เออ มันยากนะ ไม่ใช่ง่ายๆ คนที่จะมานั่งสวดมนต์เป็นชั่วโมงเนี่ย มันต้องมีพื้นฐานนะ ท่านถึงเรียกว่ากรรมฐาน ฐานของจิต จิตมีฐาน มันจะไปไหนก็ได้ เอ็งจะไปเวียนว่ายตายเกิดภพไหนก็ช่างเหอะ เอ็งสามารถจะไปได้ก่อนตาย เอ็งจะเกิดเข้าท้องเลยก็ได้ อีก 2 เดือนจะตาย เข้าท้องก่อนยังได้เลย หรือไม่เข้าท้องจะไปเปลี่ยนร่างกับคนที่ตายใหม่ๆก็ได้อีกแหละ หรือเอ็งจะไม่เกิดก็ได้ มันอยู่ที่กำลัง กำลังใจนั่นแหละท่านบอก บางคนมาถามหลวงตากำลังใจเป็นยังไง เอ็งโดนด่า เอ็งรู้สึกยังไง หน้าเขียวไหม หน้ามืดไหม หน้าแดงไหม นั่นแหละคือกำลังใจเอ็งไม่มี ถ้าเอ็งได้ยินแล้ว เออ นี่คือเสียง มันก็ไม่สะเทือน นั่นแหละกำลังใจเอ็งก็มี รูป รส กลิ่น เสียง นั่นแหละท่านบอก ทีนี้จิตมันเบา มันสบาย มันก็รู้แค่สองทาง สบายก็รู้ ไม่สบายก็รู้ เอ็งคิดดี เอ็งก็รู้ความไม่ดีเป็นยังไง เพราะเอ็งรู้ทั้งดีและไม่ดี ถ้าจิตเอ็งไม่ดีล่ะ เอ็งจะรู้ถึงความดีไหม ไม่รู้หรอก นี่คือธรรมะง่ายๆไม่ต้องไปเรียนบาลี เอาภาษาไทยล้วนๆตรงๆนี่แหละ เพราะธรรมะก็คือความเป็นจริงไง บางคนถามมันเป็นยังไง อ้าว เอ็งเกิดแล้วเอ็งตายไหมล่ะ ตายครับ นั่นคือธรรมะ แล้วเอ็งเกิดไหมล่ะ เกิดครับ แล้วเอ็งจะเกิดที่ไหนล่ะ ไม่รู้ แล้วทำไมเอ็งไม่ฝึกล่ะ ขี้เกียจครับ หรือไม่ก็ผมติดโลกครับ หรือผมลืมครับ
   มนุษย์มีรูป มีนาม มีกาย มีใจ มี 2 ธาตุ เพราะฉะนั้นมันเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ถ้าเอ็งตายปั๊บเนี่ย เอ็งรู้เลยว่าเอ็งทำบุญมาเท่าไหร่ ทำบาปมาเท่าไหร่ เพราะสิ่งที่เอ็งทำไว้มันอยู่ในโลกนี่แหละ เห็นชัดๆ เอ็งตายดู เอ็งจะเห็นเลยท่านบอก กรรมไม่ดี หรือกรรมดี ความดีใจ เสียใจ เพลิดเพลิน มันทิ้งไว้ในโลกนี่แหละ เพราะจิตเป็นตัวบันทึก เอ็งนั่งอยู่นี่นะ เอ็งขี้อยู่ที่ไหนเอ็งยังรู้เลย ปวดท้องที่ไหน นั่นแหละคือกรรม ถ้าเอ็งไม่คิดล่ะ ไม่มา ถ้าเอ็งหยุดคิดล่ะ ไม่มา ทำยังไงจะหยุดมันได้ ก็กรรมฐานไง ก็หางานให้มันทำ หาเครื่องให้มันยึด คือท่านนั่นแหละ คือหลวงพ่อ คือบทสวด กรรมในอดีตจะดีหรือไม่ดีอย่าไปสนใจมัน ปัจจุบันนี่แหละมันตามเราไม่ทัน ถ้าเราฝึกนะง่ายอะไม่ยากหรอก จริงๆแล้วถ้าหลวงตาไม่มีธุระจะต้องทำไม่ต้องสร้างรูปหลวงปู่ หลวงตาอยู่สบายๆดีกว่า ทีนี้เรามีภาระคือเราต้องสร้างรูปหลวงพ่อ ท่านสั่งไว้ว่าเอ็งกระจายรูปข้าไปทั่วแผ่นดินโลกนี้นะ คนที่รู้จักข้าพอเห็นรูปข้า พอเห็นรูปลักษณ์เขาก็มาเองแหละ เขาสื่อกับท่านเอง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่กี่เดือนมานี่เอง คนจีนมาจากเมืองจีน ไกด์พามานั่งกราบอธิษฐานจุดเทียนปั๊บ มันสื่อกับหลวงพ่อได้ คุยกับหลวงพ่อได้ มันบอกหลวงปู่บอกให้มันสวดมนต์บ้าง มันรู้กระทั่งสมัยหลวงปู่มีชีวิตอยู่ชอบฉันน้ำชา ชอบรินน้ำชา แล้วมีพวกเยอะๆใช่ไหม มันยังรู้เลย มันบอกมันไม่อยากสวดมนต์ เพราะสวดเมื่อไหร่มันเห็น เดี๋ยวหลวงปู่ก็พาไปนั่น พาไปนี่ คุยกันอยู่ตั้งนาน นี่แหละหลวงพ่อท่านถึงบอกให้กระจายรูปท่านไป เพราะคนที่รู้จักท่าน พอเห็นรูปเขาก็ระลึกได้ ถ้าไม่เห็นก็นึกไม่ได้นะ เหมือนพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ก่อนจะบวชอายุตั้ง 29 ติดรูป รส กลิ่น เสียง โดยบิดาไม่ให้เห็นเลย ไม่ให้เห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย นักบวชไม่ให้เห็น ให้เห็นแต่สวยๆงามๆ ต้องการให้ลูกชายเป็นจักรพรรดิ เพราะพราหมณ์ทำนายไว้ ถ้าบวชเป็นศาสดาเอกของโลก ถ้าไม่บวชเป็นจักรพรรดิ บิดาเลยปรนเปรออย่างดี ต้องอาศัยพรหมเทวดามาทำให้ดู พอเห็นปั๊บระลึกรู้ได้แล้ว เหมือนกันพอเห็นรูปหลวงปู่ปั๊บมันก็จะระลึกได้ ทีนี้ท่านก็เลยต้องบวช ต้องหนีออกจากวังไปบวช เพราะเห็นก็ต้องพิจารณาแล้ว สภาพโลกมันเป็นอย่างนี้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นปกติ ย้อนไปเคยสร้างบารมีเอาไว้ รู้เลยตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นใครไม่รู้ว่าชีวิตจะเอายังไง ไปซื้อเสื้อมาใส่ซะที่สาขาวิริยะธโร 9 ในเว็บก็สั่งซื้อได้นะ


5
แจ้งสถานะพัสดุ / แจ้งส่งพัสดุ 23/12/2559
« เมื่อ: ธันวาคม 24, 2016, 11:02:21 AM »
*แจ้งเลขพัสดุค่ะ*
คุณบุปผา     แสนศรี   
PB 4822 4564 9 TH
คุณณัฐริกา  จันทร์ผกาพันธ์
PB 4822 4563 5 TH
คุณธัญญ์ชญานันท์   ชโลธรอมรกุล
PB 4822 4565 2 TH
คุณเบ็ญจากาญจน์  ศุภศิริวัฒนา
PB 4822 4566 6 TH
คุณรัตนาภรณ์  ไกรษร
RK 3411 9792 9 TH
คุณสำเนียง    สำโรง
RK 3411 9793 2 TH
คุณสุรัตน์   คงแก้ว
RK 3411 9794 6 TH
คุณรัมภา    ศรีวัฒนกุล
RK 3411 9795 0 TH
คุณกวิษรา   ปทุมสูติ
RK 9377 7097 3 TH
คุณนัทธนันท์   หน่อคำ
PB 8539 2937 2 TH
คุณศุภิกา   โพธิ์โต
PB 3481 5358 7 TH
คุณธัชพล   มโนใจ
PB 3481 5360 0 TH

6
แจ้งสถานะพัสดุ / แจ้งส่งพัสดุ 14/12/2559
« เมื่อ: ธันวาคม 15, 2016, 01:14:59 AM »
แจ้งส่งพัสดุ 14/12/2559

สุณี   พรหมวิหาร - RX070828774T

ปัทมพร โปตาสา - EX213208163TH

7
หลวงตาม้าตอบปัญหาธรรม 5/12/59 (ถอดเทปบางส่วน)

ประโยชน์ของการสวดมนต์(สวดครั้งหนึ่งไม่ธรรมดา)

1.จิตเราอยู่กับกระแสพุทธมนต์ ถ้าเราสวดจักรพรรดิคือ เรากับจักรพรรดิ เริ่มจะเป็นกระแสเดียวกันละ

2.บุญที่เกิดทำในอดีต จะเป็นการสร้างวัด สร้างพระ สร้างเจดีย์ สร้างอะไรฯลฯ  เกี่ยวกับคนหมู่มาก  สร้างถนนก็ได้

เพราะลมหายใจเข้า-ออกตอนที่สวดหน่ะเพิ่มเข้าไปอีกนะฮะ แล้วไอ้ที่ตัวเองอธิษฐาน อะไรประมาณนั้นอ่ะ มันมาหมดเลย

บารมี 10  20  30 ตรงเนี่ยตรงสวดอ่ะ มันเพิ่มเข้าไปอีก

มันไม่ใช่ได้สวดมนต์อย่างเดียวนะฮะ ได้ความผูกพันกับภพภูมิที่เราไปทำไว้ อธิษฐานไว้ด้วยนะฮะ เพราะว่าเวลาเราสวด เราอธิษฐานไปได้หมดอ่ะ

ผู้ที่มีความทุกข์เวลาตายอ่ะ หมายถึงว่าอารมณ์ที่เป็นทุกข์อ่ะ เราสามารถจะให้เค้าสวดกับเราได้ เราอนุญาตให้

ได้เยอะนะไม่ใช่น้อยๆนะ เยอะมากนะฮะ

พูดถึงในศาสตร์หลวงพ่อ(หลวงปู่ดู่)หน่ะ   เพราะหลวงพ่อท่านเป็นโพธิสัตว์  แนวทางของโพธิสัตว์  คือมันยังข้องเกี่ยวอยู่กับสัตว์นะฮะ

เพราะฉะนั้นสมัยก่อนใครหน่ะ มีปัญหาในชีวิตเนี่ย  นึกถึงหลวงพ่อนะฮะ เวลาสวดมนต์ถามท่าน แล้วก็นึกถึงปัญหาตัวเองที่มีเนี่ย เรื่อยๆ มันจะคิดออก  จะทำยังไง  มันมีช่องทาง

เพราะลำพังเราคิดเนี่ย คงคิดไม่ได้  มันคิดไม่ได้นะฮะ มันตันเลย คิดไม่ออก

ถ้าเราหยุดอยู่กับท่าน ท่านมีทุกอย่างนะฮะ มีทั้งทางโลกและธรรมด้วย  เพราะบารมีท่านยังไม่รวมนะฮะ

คำว่าโพธิสัตว์นะฮะ พร้อมที่จะเป็นพุทธะในอนาคต  ทีนี้บารมียังไม่รวมมันก็เอามาเป็นประโยชน์ได้

ความรู้สึกที่เรามองภาพท่าน  คือนึกถึงท่านเนี่ย  ความรู้สึกเป็นทุกข์  เรื่องราวความสุข  เรื่องราวอะไรเป็นทุกข์ เรื่องราวอะไร  ธรรมอะไร อยู่ที่ท่าน 

เราจะมีความรู้สึกว่าจะทำยังไง

ทุกวันนี้นะฮะเราก็มีความรู้สึกอยู่แล้วหล่ะ ไม่มีใครไม่มีความรู้สึกหรอก เพราะยังมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย  เวลาเรามอง เราได้ยินเนี่ย มีความรู้สึกนะฮะ

นั่นคือความรู้สึก  แต่มันเป็นทางโลก!!!  โลกล้วนๆ ทีนี้เริ่มมาสวดมนต์เนี่ย โลกหายไปนะฮะ ค่อยๆหาย เหมือนเราสวด

"นะโมพุทธายะ"  ไปเรื่อยๆเนี่ย บางครั้งเราสวนทางกับใคร เคยจำได้มันจะจำไม่ได้แล้ว ไม่บันทึกหรอกทางโลก  บันทึกเรื่องพวกเนี๊ยธรรมมะ 

นานเข้าๆ ความรู้สึกเรื่องธรรม เรื่องนามธรรม จากรูปธรรมเนี่ย โดย ตา หู จมูก ลิ้น กายเนี่ย มันมีประโยชน์มากเลยนะฮะ 

แม่นมากเลยนะฮะหมอดูเนี่ย ถ้าจะเอามาเป็นหมอดูได้  ถ้าจะทักใครแม่นฮะ  เพราะจิตเราอยู่กับกระแสของจักรพรรดิ  กระแสของพระ  เวลาใครคุยอะไรจะรู้ความรู้สึก รู้เลย เวลาเค้าชวนไปไหนรู้เลย ว่าไม่ไป  เวลากินอะไรรู้เลยไม่น่ากิน เพราะเนี่ยเป็นพิษ

"ความรู้สึกเนี่ยมีประโยชน์"

ที่พระที่นักบวชรึอะไร ที่เค้าฝึกลักษณะเดียวกันเนี่ย -->>ทุกคนทำได้<<--

สมัยก่อนเราไปคุยกับพระทำไมท่านรู้  โอ้ยยย..... องค์นี้รู้หมดเลย 5555
เพราะ "ท่านอยู่ในกรรมฐานยังไง"

ทีนี้เรามีทางโลกบ้าง มีธรรมบ้าง บางวันก็อารมณ์ดี บางวันก็อารมณ์ไม่ดี มันก็ดูใครไม่ได้  ตัวเองยังดูไม่ออกเลย 5555 ว่า "กูจะเอายังไงกับชีวิต" ประมาณนั้น 55 5555 55++

ดูไม่ออก  ท่านว่าค่อยๆ  ค่อยๆดึงมันมา

พออายุมากขึ้นๆเนี่ย ค่อยๆหน่ะ ค่อยๆห่าง  ห่างจากอารมณ์ทางโลก ค่อยๆห่าง สวดทุกครั้งมันก็ห่างทุกครั้ง 

มันก็เริ่มเบาๆ มันรู้ รู้ไปหมด เพราะจิตมันเป็นตัวรู้ที่ท่านบอกว่ารู้  รู้  รู้ทุกอย่างถ้าฝึกมันหน่ะ

ท่านยังว่า ถ้าเอ็งมีฐานแล้วล่ะนะ ความรู้ทางพุทธศาสตร์ แยกออกไปประมาณไม่ได้  บางคนติดจนไปอยู่ป่าหิมพานเยอะเลย 

อ้าววว....จริง นี่เรื่องจริงนะเนี่ย บางคนไปเป็นตัวเป็นๆนี่แหละ  ไปอยู่เนี่ย ไปได้ไง?  เอ่อ!! ก็ฝึกให้จิตมันเหนือธาตุไง

ลักษณะจิตเหนือธาตุน่ะ ท่านบอกเอ็งก็เป็นอยู่แล้ว เวลาเอ็งดูหนังเพลินๆ ใครไปเรียก เอ็งได้ยินมั๊ย?  ไม่ได้ยินนะ ใช่ม่ะ? 

มันเหนือมั๊ย?  เหนือ!! 555+
แต่มันเหนือไปทางโลกไง 5555555+

เนี่ยหล่ะท่านบอก  เหมือนเด็ก ถ้าเราด่ามันเนี่ยไม่ได้ตีมัน ด่าแต่มันทุกวัน ด่ามันบ่อย  ร้อง!!

ด่าทุกวันมันร้อง ถามมันมันเจ็บอะไร?  ร้องทำไม?
บอก เจ็บใจ!! 5555 

มันเหนือไม่ได้ 

คนฝึกกรรมฐานมานานหน่ะ รู้ตัวเอง เช็คตัวเอง เรทติ้งตัวเองอ่ะ รู้ รู้!!

ฐานไม่มีนะฮะ ไปไหนลำบาก ถ้าไม่มีฐาน  เพราะฉะนั้น อยากให้เข้าใจไง  อยากให้เข้าใจ พุทธศาสตร์มันเป็นยังไง 

พุทธศาสตร์มันเป็นยังไง  เนี่ย!! เรื่องราวความเป็นจริง  สภาพของความเป็นจริง อยากให้ฝึกไปเรื่อยๆ จะได้ไม่ต้องกลัวตาย 

"ยังไงก็ตายอยู่แล๊ว  ไม่ต้องไปกลัวหรอก"

ยิ่งทุกวันนี้นะ สถานการณ์โลกไม่แน่นอนบอกก่อน หลวงตาบอกมาตั้งหลายปีแล้วหล่ะ  โลกกำลังจะเปลี่ยน

คำว่ามันเปลี่ยนหน่ะ มันไม่ใช่เปลี่ยนเลยเนี่ย  ใช่มั้ย?  มันก็ค่อยๆเปลี่ยนแหละ 

แผ่นดินมันก็ไหวไม่หยุด มันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใช่มั้ย?  เดี๋ยวก็เกิดนั่นเกิดนี่ มนุษย์ก็เปลี่ยนด้วยฮะ เปลี่ยนนะฮะมนุษย์เนี่ย 555

เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้  อู้ฮู....รักกันที่ไหน  มนุษย์เดี๋ยวนี้ แม้แต่อยู่บ้านเดียวกันนะ  มันยังมองหน้ากันไม่ได้เลย จริงม่ะ? เอ่อ!!

แม้แต่พระยังเถียงกันเลยทุกวันนี้ อย่าว่าแต่มนุษย์เลย จริงม่ะ? เถียงกันทำไมหล่ะ? เอ่อ!!  ต่างคนก็ตาย  ยังไงก็ตาย ไม่เถียง!!

ก็เหมือนบ้านเราหน่ะ ญาติเรามันเถียงกันเนี่ย ใช่ม่ะ?  อะไรกันหนักหนา  จริงมั้ยหล่ะ?  นี่หล่ะ !! คือลางบอกเหตุ

หลวงพ่อท่านว่า เอ่อ...เอ็ง ลางบอกเหตุหน่ะ เอ็งดูไปเหอะ มนุษย์เนี่ย!! มันจะห่างจากศีลธรรม  ห่างจากคุณธรรม  มันจะเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ อะไร 

มันจะเกิดภัยไปเรื่อยๆ ท่านบอกนั่นหน่ะ  มันจะค่อยๆ ใหญ่ๆ ใหญ่เข้าไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เอ็งฝึกไว้เตรียมตัวที่จะต้องเปลี่ยนร่าง  เพราะเอ็งอยู่ในโลกเดียวกันกับมนุษย์ทั่วไป ใช่ม่ะ? เอ่อ!! 

ไปไหนปลอดภัยที่นั้น แม้แต่กิน แม้แต่นอน แม้เดินทาง ตามถนนหนทางเนี่ย เผลอๆ โดนด่าอีกอ่ะ มาด่าทำไมอ่ะ?  ใช่มั้ยหล่ะ?

เพราะฉะนั้น  "ทรงอารมณ์ให้ดี" ก็คือการ

-->>สวดมนต์<<--

ไปไหนก็สวดมนต์  "สวดมนต์ไป แผ่เมตตาไป โมทนาบุญไป"

ที่เราเห็นหน่ะ  ตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบคิดเป็นมุมบวกไป ที่นี้ร่างกาย  ธาตุขันธ์  อายุการใช้งาน มากขึ้นๆ โรคน้อยลงนะฮะ

ยาเหรอ!! ห่างมันนะฮะ ไม่จำเป็น ไม่ต้องกิน ไม่กิน!!

"นี่คือประโยชน์"

#กราบหลวงตาม้า

ขออนุโมทนาบุญกับคุณนิชาภา นิธิกุล ที่ถอดเทปเป็นตัวหนังสือให้ทุกท่านได้อ่านกัน สาธุ สาธุ

8
หลวงตาม้าตอบปัญหาธรรม วันอาทิตย์ที่  30 ก.ย. 59
คำถาม   ในกรณีที่วิญญานที่เป็นเจ้ากรรมนายเวร ทำยังไงให้เค้ารับรู้และมารับบุญกับเราคะ   
หลวงตา   เราจะไปรู้ได้ไงว่าเจ้ากรรมนายเวรเราคือใคร เราเคยฆ่า เคยตี เคยด่าใครไว้ในอดีต ยังไม่รู้เลย เป็นสัตว์ เป็นคน เป็นอะไร ที่เราทำไว้อะ แล้วตอนนี้มันอยู่ที่ไหน เรายังไม่รู้เลย แม่ชีรู้ไหม ก็ยังไม่รู้เลย เอางี้ อธิบายชัดๆ หน่อย ถ้าเค้าอยู่เทวดาหรือพรหม มันก็ไม่มีปัญหาอะไร เค้าก็อโหสิกรรมอยู่แล้ว  ถ้าเค้าเป็นมนุษย์ ก็ไม่รู้ว่าเค้าจะอยู่ไหน จะเจอกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าเค้าเป็น อยู่ข้างล่าง อบายภูมิอยู่ข้างล่าง มันก็ไม่ได้อีกอะ มันกำลังติดคุกอยู่ ใช่มั๊ย ถ้ามันเป็นสัมภเวสีนี่ ก็ไม่รู้ว่าเค้าอยู่ไหนอีก ถ้าไปเจอเค้าก็อันตราย ถ้าไปเจอเข้าอะนะ เดินทางไปไหนต่อไหน  มนุษย์กับสัมภเวสี พวกเปรต อสูรกาย ที่อยู่ใกล้ๆ เรา ถ้าเราเคยฆ่าเค้าไว้เนี่ย มีปัญหานะฮะ เราอาจจะมีชีวิตไม่รอด ที่เค้าโดนๆ กันอะ ส่วนหนึ่งมาจากตรงนี้ละ ทีนี้ทำไมต้องสวดมนต์ ทำไมต้องห้อยพระ ป้องกันฮะ ป้องกันได้ เพราะพวกสัมภเวสี เปรต อสุรกาย บางคน เค้ากำลังทุกขเวทนาอยู่ ทีนี้เวลาเราสวดมนต์ เราแผ่ให้เค้าเนี่ย ใหม่ๆ ก็อาจจะไม่รับ พอนานเข้าๆ พอเค้าน้อมได้รับ พอมันมีความสุข ถ้ามีความทุกข์อยู่ เกิดอารมณ์มีความสุขขึ้นเนี่ย จากเจ้ากรรมนายเวรก็จะเป็นผู้ที่ดูแลเราอย่างดีเลย เพราะได้ความสุขจากเรา เพราะคนตายไปแล้วเนี่ย มันมีแต่นามธรรม ไม่มีรูป ตอนที่ตายก็ตายโดยความรู้สึก รู้สึกไม่ดี มันก็ความรู้สึกไม่ดีมันก็อยู่อย่างงั้น เพราะมันเปลี่ยนความรู้สึกไม่ได้ เพราะไม่มีธาตุที่จะเปลี่ยน มันมีธาตุเดียวไง ต้องพิจารณาดีๆ นะฮะ เวลาเราตาย ความรู้สึกไหน ก็อยู่อย่างงั้นนะฮะ แต่สังเกตเวลาเราไปไหน สัพเพตามสี่แยก ตามที่มีอุบัติเหตุหรืออะไรเนี่ย พวกที่ตายอุบัติเหตุเนี่ย เค้ามีความเจ็บ มีความทุกข์ เวลาตายมันก็ทุกข์อยู่อย่างนั้น อารมณ์เปลี่ยนไม่ได้ เพราะมันไม่มีธาตุ พอมันจะเข้าไปในร่างกายมัน เข้าไปเปลี่ยน ก็เข้าไม่ได้ เพราะไม่สมดุลย์และธาตุ ทีนี้ความทุกข์ตรงนั้นก็อยู่อย่างนั้น จนกว่าจะหมดอายุไข ทีนี้เวลาเราไปเนี่ย เรานึกถึงหลวงปู่หรือสวดมนต์แผ่ให้เค้าเนี่ย พลังงานแห่งความสุขสามารถจะเปลี่ยนอารมณ์เค้าได้นะฮะ เพราะเรามีรูปมีนามไง พอเค้าเปลี่ยนเนี่ย เค้าก็มีความสุข ทีนี้เค้าจะทำอันตรายเรามั๊ย ไม่นะฮะ เพราะถ้าเค้าทำอันตรายเรา เค้าก็ไม่ได้ความสุข ทีนี้จากหลายๆวันเข้า จากเจ้ากรรมนายเวร ก็เป็นเพื่อนกันนะฮะ ได้ความสุข เพราะฉะนั้น ส่วนมนุษย์ เราก็ไม่รู้ว่า เราเคยทำอะไรกันไว้ แต่หลวงพ่อท่านว่าถ้าเราสวดมนต์ แผ่เมตตา บันทึกบุญ เปลี่ยนอารมณ์ให้ดีเนี่ย อารมดีๆ เนี่ย เวลาเรามองเนี่ย เราจะไม่ชอบไอ้คนนั้นอะ มันก็ไม่ชอบเรา เราก็ไม่ชอบมัน ห่างไว้นะฮะ อย่าไปใกล้มัน อันตรายฮะ ใกล้ๆ มันนานๆ เข้า อารมณ์โกรธหรือในอดีต จำได้เนี่ย มันเล่นเรานะฮะ หรือเราอาจจะเล่นเค้าก่อนก็ได้ ไม่แน่ ประมาณนั้นอะ ทีนี้การสวดมนต์ ภาวนา การแผ่เมตตาบ่อยๆ  ท่านว่าเป็นการรักษาชีวิต รักษาอายุ  อายุน่ะอายุ อยากอายุยืนมั๊ยละ ก็หมั่นสวดมนต์ไง สวดมนต์ด่าใครไม่ได้ ทำร้ายใครก็ไม่ได้ มีแต่มโนกรรมนิดหน่อย เราห่างจากอารมณ์ทางโลกด้วย อารมณ์ทางโลกที่เราสัมผัสน่ะ อารมณ์ทางโลกเป็นไง ความรู้สึกทางโลกเป็นไง ก็อยู่ทุกวันนี่ไง ตั้งแต่เข้าท้องยันเดี๋ยวนี้แหละ ตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป รส กลิ่น เสียง ที่เราสัมผัสเนี่ย ความรู้สึกล้วนๆ น่ะ แต่เป็นทางโลกไป เป็นทางโลกล้วนๆ ชอบมั่ง ไม่ชอบมั่ง เดี๋ยวก็ ความรู้สึกโลกๆ ตั้งแต่เช้า ตั้งแต่ตื่น ตั้งแต่ฝันว่างั้นเหอะ ฝันทางโลก ตลอดเวลา 24 ชม. ไม่ได้ห่างมันเลย ทีนี้เริ่มมาสวดมนต์ เริ่มห่างแล้วล่ะ สวดชั่วโมงห่างละ ห่างจากกายกรรม วจีกรรม เหลือมโนกรรมนิกดหน่อย สวดมนต์ไป คิดไป ชม. นึง เป็นไปไม่ได้ มันต้องอยู่ในสวดมนต์บ้างละ ทีนี้เริ่มห่างออกมาๆ ความรู้สึกเรื่องนามธรรมก็เริ่มเกิดแล้ว ธรรมะมันอยู่ตรงบทสวดมนต์นั่นละ ธรรมะด้วย โลกด้วย อยู่บทสวดมนต์ที่เราสวดนั่นน่ะ ทำไมพระหรือฤาษี หรือคนที่สวดมนต์น่ะ ภาวนา สวดมนต์น่ะ จิตห่างจากโลกบ่อยๆ ทำไมเค้ารู้ได้สองทางละ เค้ารู้โลกด้วย เค้ารู้ธรรมด้วย เพราะอะไรละ เพราะโลกกะธรรมมันอยู่ด้วยกันไง มีโลกก็มีธรรม ธรรมะ เรียนธรรมก็รู้โลก ถ้าเรียนโลกเหรอ ไม่มีทางรู้ธรรมะนะ ไม่เห็นยุคปัจจุบันเนี่ย มันเรียนมากไป เรียนทางโลกมากไป มันมีธรรมะกันที่ไหน เรียนมากเท่าไหร่ ติดวัตถุมากเท่าไหร่ มันก็ฆ่ากันมากเท่านั้นน่ะ มันฆ่ากันเห็นมั๊ยน่ะ พวกเรียนสูงๆ ทั้งนั้นนะน่ะ ที่ทำอาวุธฆ่ากันตอนนี้ ที่มันคิดฆ่า คิดทำอาวุธ พวกทำนิวเคลียร์ นิวตรอน เครื่องบิน อะไรพวกเนี้ยะ พวกนี้เรียนทางโลกมากทั้งนั้นอะ น่าสงสารมั๊ย น่าสงสารมันนะฮะ มันเรียนเพื่อต้องการฆ่ากัน ฆ่ากัน ตีกัน ด่ากัน โกงกัน อยางทุกวันนี้ พวกที่เรียนสูงๆ ทั้งนั้นอะ ไปดูพวกเรียนธรรมะในป่าในเขา พวกฤาษี นักบวชทั้งหลาย มันฆ่ากันมั๊ย ไม่อะ นี่ไง เราคิดผิดทั้งนั้น เราไปเรียนเนี่ย เพราะนั้น ใครมีลูกมีหลานก็เลิก อย่าให้มันเรียน มาสวดมนต์ดีกว่า อ้าว นี่หลวงตาพูดมาตั้งแต่ยังไม่บวชนะเนี่ยะ จริง!! หลวงตาพูดนะ ใครถามก็บอก เฮ้ย มึงจะเรียนไปไหน มึงเรียนไปแล้ว จบออกมาจะได้งานทำหรือเปล่ายังไม่รู้เลย ถ้ามึงเรียนธรรมะ สวดมนต์อย่างเดียวเนี่ย หลวงตาว่ามึงจะเอารวยขนาดไหนก็ได้ ปรากฎว่า ไม่มีใครเชื่อหลวงตาสักคน จบออกมาก็เห็นมัน บางคนก็บวช อย่างแม่ชีเนี่ย ป. ตรี ป. โท แล้วไปเรียนทำไม เออ ใช่มั๊ย ไปเรียนทำไม มาสวดมนต์ดีกว่า บางคนบอกว่าอ้าวแล้วแก่จะกินอะไร โห คิดผิดอีกแล้วอะ คิดผิดมากเลย ถามว่านักบวชนะ ถ้าสวดมนต์ ภาวนาจริงๆ นะ แก่เป็นยังไง หลวงพ่อคูณ ท่านเรียนมั๊ย ท่านเรียนทางโลกมั๊ย แล้วท่านแก่มา ท่านเป็นยังไงละ เอ้ออ เห็นชัดๆ เลย แล้วบอก  แล้วโอ้โห บอกกูแก่มาแล้วกูจะกินอะไร คิดมันคิดไม่ออกนะฮะ คิดไม่ออก พอฉะนั้น ถ้าเชื่อหลวงตานะฮะ บอกให้มันออกจากโรงเรียนมาเหอะ ใครมีลูกมีหลาน แล้วอย่าไปทำ หรือไม่ก็เราน่ะสวดเอง เพราะเตรียมตัวที่จะต้องเปลี่ยนร่างใหม่นะฮะ ถ้าอยากอายุยืน อยากอายุยืนมั๊ยละ สวดมนต์ แผ่เมตตาไป บันทึกบุญไป อารมณ์ไม่ดีก็เปลี่ยนไป เพราะอารมณ์ไม่ดีมันก็กินธาตุเราไง ใช่มั๊ย อายุก็สั้นลงๆ ใช่มั๊ย อารมณ์ดี อายุก็ยืนนะฮะ สิ่งที่ดีก็เข้ามา จิตเป็นตัวรับนะฮะ จิตเนี่ย เป็นตัวคิด ตัวนึก อารมณ์เป็นตัวเสริม สติไม่มีก็ไป เหมือนดูหนังอะฮะ เพลินไป เพลินด้วยอารมณ์นะ ไม่ใช่เพลินด้วยจิตนะ ไม่ใช่ เพลินด้วยอารมณ์ อารมณ์เพลิดเพลิน ลืมหมดเลย นั่งเล่นไพ่ทั้งวันทั้งคืน เพราะมันเพลินด้วยอารมณ์ไง จริงมั๊ยละ ถ้าลองสวดมนต์ไปนานๆ เข้าอะ หลายวัน หลายเดือน หลายปี ถ้ามันเพลินในการสวดมนต์ละ สุดยอดเลยฮะ อยากได้อะไรก็ได้ นึกก็ได้แล้ว เลข 3 ตัวเนี่ย ไม่ต้องพูดถึง รู้ไปอีก 10 งวดข้างหน้านู่น หลวงพ่อบางองค์ นักบวชที่หลวงตาเจอนะฮะ ท่านรู้ไปตั้งไม่รู้กี่งวด ท่านรู้ได้ยังไงอะ ก็สวดมนต์นี่ละท่านว่า ข้าก็สวดมนต์ เนี่ย ท่านถามว่าถ้าเอ็งรวยเนี่ย เอ็งจะเข้าวัดมั๊ย อย่างเราเนี่ย เรานั่งอยู่ตรงนี้นะ ถ้ารวยจะเข้าวัดมั๊ยละ หลวงพ่อท่านบอก ข้าไม่เชื่อมันหรอก มันเข้าก็ปีละวัน สองวัน นั่นน่ะ มันไม่มาหรอก ท่านบอก มันไปเพลิสกับ รูป รส กลิ่น เสียง ใช่มั๊ย เพราะฉะนั้น ฐานเนี่ย ท่านถึงว่ากรรมฐาน คือการสวดมนต์ แผ่เมตตา บันทึกบุญไปเรื่อยๆ ทุกวันเนี่ย เป็นฆราวาสก็ทำได้ เป็นพระ เป็นนักบวช ทำได้ทั้งนั้นละ ยืน เดิน นั่ง นอน กินข้าว อาบน้ำ ก่อนนอน ก็สวดให้หลับ ตื่นนอน สะดุ้งตื่นก็สวด จักรพรรดิ นะฮะ บางคนถามจักรพรรดิคืออะไร ก็คือคนที่รวยที่สุดในโลก รองจากพุทธะนั่นแหละ ถ้าเรา จิตเราอยู่กับจักรพรรดิ เราจนมั๊ย ไม่จน หลวงพ่อท่านสั่งหลวงตาไว้ ชีวิตเอ็งนะ ไม่ต้องไปไหนหรอก ท่านบอก ชีวิตเอ็งเนี่ย ชีวิตเอ็ง คือจิตเอ็งเนี่ย ไม่ใช่ธาตุนะท่านบอก ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม เอ็ง ไม่ใช่เอ็ง อันนี้เอ็งอาศัยมันเฉยๆ จิตเอ็งน่ะ คือตัวเอ็ง ไอ้ตัวที่เอ็งฝันไปนู่นไปนี่น่ะคือตัวเอ็ง อย่าไปไหนท่านบอก อยู่ที่ข้าเนี่ย หมายถึงอยู่ที่ท่าน อยู่กับท่าน อยู่ที่จักรพรรดิ อยู่ที่ไตรสรณคมน์ อยู่ที่พระ ให้นึกถึงพระ ให้นึกถึงข้า ให้นึกถึงจักรพรรดิ วนเวียนอยู่แถวนี้ ท่านบอก ถ้าเอ็งอยู่ตรงนี้นะ ข้าว่าชีวิตนี้เอ็งชิวๆ นะ ท่านบอก ไม่รู้แปลว่าอะไรไม่รู้นะ ชิวๆ แปลว่าอะไร อ้าว ก็จริงอะ ตั้งแต่ฝึกกับท่าน ทานบอกให้อยู่แถวนี้ ไม่ต้องไปไหน ในอนาคตนะ ถ้าเอ็งทำไม่ขาด เอ็งไม่ลืมนะ คิดอะไรก็ได้อย่างนั้นน่ะ เอ็งคิดอะไรก็ได้อย่างนั้น เอ็งไม่ต้องบวชก็ได้ อ้าว จริงนะ ก็ทำมาอย่างท่านก็เลยต้องลาออกจากงานเนี่ย ท่านบอก เอ็งรวยอยู่แล้ว ท่านบอก เอ็งอยู่ตรงนี้แหละ เดี๋ยวจะคิดออกว่าต้องทำไง อ้าว นี่เรื่องจริงนะฮะ ได้อายุยืนด้วย ท่านบอก เพราะมันไม่ไปไหน อยู่กับพระ ไม่มีใครหลอกได้หรอกท่านบอก ไม่มีใครหลอกเอ็งได้หรอก อ้าวจริง เนี่ยสาวๆ ฟังในเวปเนี่ย สวดไปเหอะ ไม่มีหนุ่มไหนหลอกเอ็งได้หรอก ยกเว้นจะให้หลอกแค่นั้นเอง อ้าว แม่ชีมีอะไร ถาม
คำถาม   เราสามารถเรียกเจ้ากรรมนายเวรของคนอื่นมาสวดมนต์แล้วก็มาขออโหสิได้มั๊ยคะ
หลวงตา   โอ้โห ถ้ามันอยู่อย่างภูมิที่หลวงตาว่าเนี่ย มันมาอยู่แล้วละฮะ เพราะว่ามันเป็นทุกข์ แต่ภูมิที่ยากที่สุด คือคนนะฮะ คนเนี่ย เพราะมันมีรูปมีนามนะ ดึงยากนะ แม้แต่ญาติเรายังบอก เฮ้ย สวดมนต์บ้างสิ ทำจิตออกห่างจากโลกบ้างสิ จิตอยู่ตรงนั้นน่ะ อยู่ทางโลก อารมณ์ทางโลกนั้นน่ะ หัวเป็นน็อต ตัวเป็นเกลียว อยู่งั้นอะ ออกจากมันบ้าง มันยังไม่มาเลย ไม่รู้ว่าออกยังไง ก็มันไม่ออกไง เค้าให้สวดมนต์ ภาวนา มันก็ไม่ทำ มันก็คิด นอนก็คิด พรุ่งนี้จะทำอะไร ธุรกิจยิ่งกระจายออกไปเรื่อย บางคนน่ะ เพลินไปนู่นน่ะ ออกจากมันบ้าง มาสวดมนต์ ภาวนาบ้าง ลืมมันบ้าง ไม่ได้ฮะ ไหนจะลูก ไหนจะเมีย ไหนจะผัว ไหนจะบ้าน ไหนจะงาน เยอะแยะไปหมด มันออกไม่ได้ อ้าว ก็ค่อยๆ ออก ค่อยๆ สวดสิ มันแก่ท่านบอก มันต้องแก่นะคนอะ แก่แล้วทำอะไรไม่ได้ เตรียมตัวที่จะต้องเปลี่ยนร่างใหม่ เปลี่ยนร่างนะฮะ สำคัญตรงนี้นะฮะ อารมณ์ไหน อารมณ์นั้นนะฮะ ที่เราอยู่ทุกวันนี้ เรามารับเศษกรรมนะเนี่ย แล้วทำใหม่นะฮะ ที่เราทำทุกวันนี้ ทำใหม่นะเนี่ย ใหม่ เนี่ย ใหม่ เนี่ย เค้าเรียกว่ากรรม มีกรรมเป็นแดนเกิด พอตายปั๊บ ฟั่บบ  รีเลย์เลย บุญ กรรม บุญอะไร บาปอะไรที่ทำไว้ในโลกนี่ จำได้หมดเลย ตอนนี้จำไม่ได้ เพราะมีธาตุอยู่ไง ลองตายดูดิ จำได้หมดเลย อ้าว จริง สิ่งที่เราทำไว้ มันทำไว้ที่ไหนอะ ในโลก มันก็อยู่ตรงนั้นแหละ แต่จิตเป็นตัวบันทึกนะ ลองนึกๆ นึก ๆๆ โอ้โห มันมาหมดเลย ลองนึก อยู่ดีๆ นึกตั้งแต่เด็กทำอะไร เป็นมาหมดเลย นั่นน่ะคือกรรม พอตายปั๊บ นั่นน่ะ ตัวนั้นละ ส่งผลนะ ทั้งดีและไม่ดี หลวงพ่อท่านบอก ชาตินี้ เอ็งอย่าไปประพฤติ เอ็งฝึกเลย ท่านบอก ตามใจกูมั่ง อ้าว จะเกิดที่ไหนก็ได้ไง ตามใจผู้ฝึกไง ฝึกกรรมฐานเนี่ย กรรม คือ การกระทำ ฐาน ก็คือ จิต ไง ฝึกจิตให้มีฐาน ตายปั๊บ กูไปพรหมดีกว่า อีกสองเดือนกูจะตาย เข้าท้องก่อนก็ได้ เข้าก่อนได้นะฮะ นี่คือ พุทธศาสตร์ พุทธศาสตร์ท่านสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดนะฮะ ท่านบอก มันติดไม่ได้ โลกนี้ เราจะไปติดความสุข ความทุกข์ ความเพลิดเพลินใจ ดีใจ คับแค้นใจ อะไร ติดไม่ได้โดยเด็ดขาด เอ็งต้องฝึกตรงนี้ ตายแล้วไปไหน แม่ชีตายแล้วไปไหน อยากไปตามใจมั๊ย หรืออยากไปตามกรรม ถ้าอยากไปตามกรรม แม่ชีก็ต้องสึกไปอยู่ทางโลก ทำงานทางโลก นั่นน่ะตามกรรมแน่ละ กูคิดดีก็ไปดี คิดไม่ดี กูก็ไปไม่ดี เวลาตายกูก็ไปตามกรรมที่ตัวเองทำ แต่ถ้าแม่ชีอยากไปตามใจกู ต้องฝึกละ ชาตินี้กูเบื่อมาก ไม่อยากเกิด ฝึกไปสิ มีกำลังเมื่อไหร่ก็ไปได้เมื่อนั่นละ เนี่ยกำลังใจ บางคนถาม หลวงตากำลังใจเป็นยังไง เออ เวลาคนด่ามันเป็นยังไงละ มีสะเทือนมั๊ยละ มีสะเทือนก็ไม่มีกำลัง ขนาดลมน่ะ ยังสะเทือนเลย แล้วจะเอากำลังที่ไหนมาไปตัดภพชาติ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ ท่านบอก แค่ลมยังสะเทือนเลย เอ็งจะไปตัด กิเลส ตัณหา อุปาทาน อะไรพวกนี้ มันไม่ได้หรอก ท่านบอก ฝึกฐานนี่ละ ท่านบอก จิตมันเป็นตัวรู้อยู่แล้ว ท่านบอก เอ็งไม่ต้องฝึกยากหรอก เอ็งเอาจิตวนเวียนอยู่แถวที่ข้าบอกนี่ละ ข้าถามว่าจิตเอ็งอยู่ที่ไหน เอ็งก็มีตรงนั้นแหละ จริงมั๊ยละ จิตเรามีความทุกข์ มันก็อยู่กะทุกข์ จิตเรามีความสุข ก็อยู่กับสุข จิตอยู่กับพระอะ อยู่กับจักรพรรดิ อยู่กับหลวงปู่ อยู่กับไตรสรณะคม อยู่กับพระเนี่ยะ ถามว่าท่านมีอะไร เราไม่มีเป็นไปไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้ฮะ ธรรมะก็อยู่กับท่าน โลกก็อยู่กับท่าน เพราะฉะนั้น ใครมีปัญหานะ จำเอาไว้ หลวงพ่อท่านสั่ง ใครมีปัญหา หายใจเข้าลึกๆ นึกถึง มองภาพหลวงปู่ ท่านเป็นโพธิสัตว์ บารมีท่านยังไม่ได้รวม นึกถึงพระ นึกถึงไตรสรณะคม นึกถึงบทสวด สวดไปด้วย จ่อปัญหาที่เรามี ผัวทิ้งเรอะ เมียทิ้งเรอะ ค้าขายไม่ดี ธุรกิจมีปัญหา สวดไปเรื่อย พิจารณาไปเรื่อย เดี๋ยวมันจะคิดออก มันมีทางออก เอ้า จริงนะเนี่ย หนีออกจากบ้านไปอยู่ในโบสถ์ วิหาร แถวบ้าน แถวนี้ เยอะแยะ วัดอะ นั่งมองหน้าท่าน พรรณนาความทุกข์ให้ท่านฟังก่อน มันทุกข์เรื่องอะไร ท่านไม่ว่าหรอก หรือไม่ก็รูปหลวงปู่ก็ได้ เกิดมายังไง ทุกข์ น้ำตาก็ไหลหมดและหายใจเข้าลึก หลวงพ่อช่วยหนูหน่อย สวดมนต์ไป พิจารณาไป เหตุมันเกิดจากอะไร มีทางออกนะฮะ มีฮะ นี่คือ ประโยชน์ของการสวดมนต์นะฮะ ถ้าเราไม่ทำ บางคนทุ่มมากเนี่ย ฆ่าตัวตาย ทำร้ายคนอื่น ทำกรรมหนักเข้าไปอีก ใช่มั๊ย เพราะนั้น ถ้าใครอยากตายแล้วไปตามใจก็ฝึกเอาก็แล้วกัน จะไปไหนก็ฝึกเอา อารมณ์ทั้งหมดในสามโลกธาตุ อารมณ์อยู่กับคนเนี่ย อยู่กับมนุษย์เนี่ย เพราะมีรูปมีนาม จิตสบาย จิตเบา จิตนิ่ง ตายก็เป็นพรหม จิต อารมณ์สบายๆ มีแต่บุญ มองเห็นอะไรเป็นบุญหมดเลย เวลาตายก็เป็นสวรรค์ จิตมีความขัดข้อง วุ่นวาย จิต เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็โลภ เป็นอะไร เปรต อสุรกาย เป็นยักษ์ เป็นอะไรโน่นแหละ วันนึงเป็นอะไรมั่งละ เออ ปรับสิ ปรับจิตสิ ปรับให้อยู่ในคลื่นตรงไหนก็ได้ เวลาตายก็ไปตามนั้น ท่านบอก นี่คือธรรมะแท้ๆ นะเนี่ย สรุปหลวงพ่อท่านสอนว่า ธรรมะคือเรื่องจริง โกหกไม่ได้นะ ไม่ได้เลย โกหกตัวเองไม่ได้เลย โกหกคนอื่นน่ะได้นะฮะ โกหกตัวเองไม่ได้ ไม่มีทาง เพราะฉะนั้น มันไม่ยากอะไรหรอก ท่านบอก มันยากตรงเอ็งขี้เกียจน่ะ หรือไม่ก็ลืม หรือไม่เอ็งก็ติดโลก หรือไม่เอ็งก็ติดโทรทัศน์ ติดซีรีย์หนัง ประมาณเนี้ย หรือไม่เอ็งก็ติดโทรศัพท์ ติดไลน์  ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิต ลำบากนะฮะ ท่านบอกว่าก็สวดมนต์ไป ไปไหนก็แผ่ เวลาแผ่ก็นึกถึงพระที่ห้อยคอนั่นละ หรือไม่ก็นึกถึงหลวงปู่ นึกถึงจักรพรรดิ เอาพลังงานท่านผ่านมาที่เรา เพราะเรามีรูป มีนาม ใช่มะ ลำพังเราแผ่เลยเนี่ย เรามี เราทิ้งไว้ในโลก มีเท่าไหร่ บุญน่ะ มีมั๊ย บางคนก็มีนะ บางคนก็น้อย แต่ถ้าเป็นโพธิสัตว์ล่ะ หลวงพ่อล่ะ มหาศาลเลย เพราะท่านเวียนว่ายตายเกิด แต่ละภพ แต่ละชาติ ท่านไม่เคยเกิดมาเพื่อเสวยบุญเลยสักชาติ เกิดมาก็สร้างอย่างเดียว ทำอย่างเดียวเลย ตั้งแต่จำความได้จนตาย เกิดปั๊บ ทำอีกละ ทิ้งไว้อย่างเดียวเลย เกิดมาก็สร้างแล้วก็ตาย เกิด ตาย เกิด ทำ ตาย อยู่งั้นละ เรา โอ๊ย เกิดมาชาตินี้รับเงินเดือนมาเดือนนี้ เดือนหน้ากูไม่ทำโว้ย กินหมดก่อน เหมือนกันน่ะ เดี๋ยวนี้สังคมเห็นเยอะนะฮะ เสวยบุญฮะ บางคนทำบาปต่ออีกฮะ ไม่ได้อย่างใจตัวเอง ก็มันติด ติดในอารมณ์ตรงนั้น สร้างบาปต่อเข้าไปอีก ตายแล้วไม่มีทิศทาง ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่เข้าใจเรื่องพุทธศาสนา ไม่เข้าใจเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เนี่ย ฝึกไปเหอะ อย่างน้อยๆ เนี่ย เราฝึกธรรมะ หมายถึงว่า มันก็มีประโยชน์ในการดำรงชีวิต เวลาตายไปแล้ว เราก็พอจะรู้มั่ง พอจะรู้มั่งว่ากูจะไปไหน ใช่มั๊ย มันไม่ได้ยากอะไรหรอก ท่านบอก ใช้อิริยาบถที่เรามีนี่ละ ยืน เดิน นั่ง นอน กินข้าว อาบน้ำ ก่อนนอน ตื่นนอน อะไรพวกเนี้ย ก็นึกถึงพระ นึกถึงบทสวด ใครทำกรรมฐานก็นึกให้จิตมันห่างมา ค่อยๆ ห่าง อายุมันก็มากขึ้นๆ  ไม่ต้องไปอาศัยมนุษย์ด้วยกันแล้ว อาศัยเรื่องของโลกวิญญานแล้วนะฮะ หลวงพ่อท่านบอกเรามีรูป มีนาม เรามีประโยชน์ในโลกวิญญาณมากกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำนะท่านบอก อารมณ์ดีนะฮะ เราอารมณ์ดีๆ เนี่ย แสงสว่างและความเย็น ผีและวิญญาณ มันจะมาอยู่ใกล้ๆ เรานะฮะ ยิ่งเราสวดมนต์ เอ้า มาสวดด้วยกันนะ พอเราเริ่มสวด เค้าก็สวดพร้อมกับเรานะ เพราะบางภูมิ ยุคนี้นะฮะ เป็นทุกข์มากนะฮะ เพราะไม่เข้าใจ เข้าใจมั๊ย ทุกข์นะฮะ เพราะมันเปลี่ยนอารมณ์ไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้นะฮะ มันตายก่อนกำหนดเยอะนะทุกวันนี้  ไม่ใช่ว่าคนตายแล้วไปเกิดเลย มีน้อยขึ้นนะฮะ มันตายเพราะอะไร รู้เปล่า โรค โรคเบาหวาน หัวใจ ความดัน มะเร็งพวกเนี้ย นั่นคือตายก่อนกำหนด บางคนเหลือเดือน สองเดือน บางคนเหลือสองวัน บางคนเหลือปีนึง ตายก่อน ไอ้คนที่ตายอายุสั้น บางคนตายอุบัติเหตุเนี่ย มันอายุยืนนะนั่นน่ะ ตายปั๊บ ไม่ได้นับอายุมนุษย์นะ บอกก่อน นับอายุของโลกวิญญาณนะฮะ ต้องเอา 50 คูณเข้าไปนะฮะ เพราะนั้น ขยะในโลกวิญญาณตอนนี้มีมาก เรามีรูปมีนามเนี่ย เวลาเราสวดมนต์ พลังงานมันมาที่เรานะฮะ ในโลกนี้ ที่เราสวดทุกวัน เค้าน้อมมาสวดพร้อมกะเรานะฮะ พอเราสวดจบ เค้าจบ เราจบ เค้าสว่าง เราสว่างนะฮะ อายุเค้ายืนขึ้นนะฮะ นั่นประโยชน์มาก เพราะนั้น เวลาสวดไปนานๆ หลายวัน หลายเดือนเนี่ย ความรู้สึกที่หลวงตาพูดตอนต้นๆ น่ะ เรื่องนามธรรมเริ่มเกิดแล้ว ความรู้สึกมีคนเดินตาม เวลานั่งสวดมีความรู้สึกว่ามีคนมาสวดกะเรา นั่นไม่ต้องไปกลัว แสดงว่าบทนี้เจ๋งจริงๆ ทีนี้ความรู้สึกทางโลกวิญญาณได้ ความรู้สึกคลื่นของความคิดของคนก็รู้อีกแหละ พอตาเรามองปั๊บ หูได้ยินเสียง ได้ยินเสียงมาไกลๆ ความรู้สึกจะรู้เลยนี่คืออะไร เสียงอะไร ประมาณนั้นอะ นี่แหละคือความรู้พิเศษในการสวดมนต์ภาวนา ในการฝึกกรรมฐาน ตัวเนี้ย มันมาเอง ถ้าจิตมันเบาๆ มันมาเอง รู้เอง เพราะจิตเป็นตัวรู้ ทีนี้ไม่ต้องไปบวช ท่านบอก ไม่ต้อง เนี่ย ฆราวาสเนี่ย ทำงานก็สวดได้ ทำงานเนี่ยก็สวดได้ ท่านบอก ยืน เดิน นั่ง นอน สวดได้ เตรียมตัวที่จะต้องเปลี่ยนร่าง ในอนาคตพอแก่มาเนี่ย อยากจะเกิดหรือไม่เกิดมันเรื่องเล็ก เรื่องตายเรื่องเล็ก เพราะมันเป็นธรรมชาติ ใครเกิดมาแล้วไม่ตายมัมั๊ย ไม่มี ชั้นกลัวมั๊ย ถ้าเราฝึกไป ไม่กลัว เพราะเราสามารถจะใกล้จะตายก็เกิดเลยได้ ไม่กลัวการเวียนว่ายตายเกิด ไม่กลัว ไม่ใช่พอป่วย โอ้โหย ทุกข์มาก ต้องไปหาหมอ โอ๊ย นี่ไม่ต้อง นี่อยู่ก็ไป เข้าท้องใหม่ เกิดใหม่ ใช่มะ ไม่ต้องเสียเงิน เก็บเงินไว้ให้ลูกหลานต่อ เอ้า นี่เรื่องจริงนะเนี่ย พุทธศาสตร์เนี่ย ท่านสอนเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดโดยตรงเลยนะ ท่านสอนเรื่องการถนอมธาตุ ถนอมจิต ถ้าจิตเราไม่สบาย ธาตุมันจะไปสบายได้อย่างไรเล่า เอ้อ โรคจิตนะ คือโรคกรรมไง เห็นชัดๆ เลยใช่มะ ถ้าเราฝึกอะ มันก็โรคจิตก็เริ่มหาย ความเบาสบาย อยู่ที่ไหน ก็ไม่รำคาญ มีคนถามหลวงตาว่า สมาธิมันเป็นยังไง ความเบาไง คือความไม่รำคาญไง เวลามันเบาเนี่ย ใครยังไงกูก็ไม่สน อยากฟังก็ได้ ไม่อยากฟังก็ได้ ถึงรำคาญก็ไม่นาน นั่นน่ะคือจิตมีกำลัง แค่นี้อะท่านบอก ทุกคนทำได้ท่านบอก ใช้เวลาไม่นานหรอก ไม่เกิน 10 ปี ประมาณนี้อะนะ เตรียมตัวนะฮะ โลกนี้มันไม่แน่นอน เข้าใจมั๊ยฮะ โลกนี้ อย่าไปเรียนเลย เรียนทางโลกน่ะ เรียนมากก็ บางคนก็คิดหลายชั้น คิดจะโกงชาวบ้านเนี่ย คิดหลายชั้น กลัวเค้าจับถูก มันต้องคิดหลายชั้น เราคิดตามมันไม่ได้ไง แต่ถ้าเราภาวนานะ สวดมนต์ ภาวนา มึงคิดหลายชั้นยังไง กูก็รู้ ประมาณนั้นละ เนี่ย หลวงพ่อท่านว่า เอ็งรู้เขารู้เรา ในอนาคตนะ เอ็งไปรบที่ไหนก็ชนะ ท่านบอก  เอ็งไปเจอคู่อริเอ็งในอนาคต ในอดีต  มันกะเอ็งเคยฆ่ากันไว้เนี่ยะ สามารถหลบได้นะ ถ้าเอ็งไม่ฝึกเนี่ย เพราะความเคยชิน เอ็งต้องไปใกล้มันแน่ๆ เลย กรรมมันดูดเข้าหากันน่ะ เอ็งตาย ท่านบอก เอ็งตายแน่เลย ไม่เอ็งก็มันอะตาย เพราะมันเคยทำร้ายกันมา ทีนี้เอ็งรู้ปั๊บเนี่ย ถามว่ากูต้องหนี หนีห่างมึงแล้ว ไม่อยู่ใกล้มึง ปลอดภัย สักพักก็ต่างคนต่างตายแล้ว ท่านบอก ยิ่งหนีไปบวชยิ่งเสร็จเลย จบ หาไม่เจอ เนี่ย ดีตรงนี้แหละที่เค้าถามน่ะ
คำถาม   พระที่กำสวดมนต์ ดิ้นได้มั๊ยคะ
หลวงตา   โอ้โห ดิ้นตั้งแต่สมัยหลวงตาฝึกกับท่านแล้ว เมื่อคืนยังพูดเลย หลวงตาเข้าไปสวดมนต์ที่ท่านเมื่อก่อนเนี่ย ไปทุกเสาร์อาทิตย์ หรือไม่ก็ขาดงานไป วันไหนนึกถึงหลวงพ่อ เอ้อ วันนี้กูขี้เกียจทำงานโว้ย นั่งรถเมล์จะไปทำงานหรอก เปล่า ลง นั่งรถตู้จากอนุสาวรีย์ไปอยุธยาดีกว่า ค่ำมาค่อยกลับ ก็ไปนั่งเสนอหน้าท่านอยู่นั่น ที่วัดนั่นน่ะ ประมาณนั้นแหละ ก็ไปนั่งสวดมนต์กันข้างในอะ ภาวนา เมื่อก่อนภาวนาไตรสรณคม พุทธัง สรณัง ต่างกันต่างสวด หลวงพ่อให้เอาบทสวดเนี่ย เป็นคำภาวนา จะเป็นไตรสรณคม เป็นจักรพรรดิ หรือเป็นอิติปิโส อะไรก็ช่างเหอะ ให้มันวนเวียนอยู่แถวนี้ ท่านบอก แต่จิตให้อยู่กับพระ เอาพระมากำ ส่วนคำภาวนาเอ็งจะภาวนาอะไรก็ได้ แต่อย่าให้มันห่างจากพระ เอาพระมากำ ทีนี้ไอ้ไหพระน่ะมันเยอะแยะเลย ข้างๆ น่ะ หลวงพ่อท่านทำไว้ มันก็ดังอะดิ เหมือนมีหนูข้างในอะ ลืมตา 3 คนลืมตาดู มองหน้ากัน อะไร หากัน มันไม่มี หลับตา มันก็ดังอีกอย่างเก่า หลวงพ่อท่านอยู่ข้างนอก ก็ไม่ใกล้นะ ท่านบอกว่าพระข้าน่ะดิ้นได้นะ ท่านบอก เพราะฉะนั้น พระหลวงพ่อน่ะดิ้นได้ เอามากำ ดิ้นได้ ถ้าเชื่อนะฮะ แต่มีหลายคนนะฮะ พอกำปั๊บ ท่านดิ้นนะฮะ ดิ้นเหมือนกบเลยนะฮะ ดิ้นเหมือนเขียด เวลากำพระ อย่าไปกำแน่นนะ ท่านบอก กำเบาๆ
คำถาม   ญาติธรรมสงสัยว่าการที่เราเอาจิตเราหรือความรู้สึกเราไปอยู่ที่พระที่เรากำอะค่ะ กับการนึกถึงภาพพระเนี่ย เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้มั๊ยคะ อย่างไหนดีกว่ากันคะ
หลวงตา   ทำพร้อมกันก็ได้ถ้าทำได้ อย่างใดอย่างนึงก็ได้
คำถาม   บางท่านมีความรู้สึกชอบพระแก้วแดงมากๆ อะค่ะ อยากเป็นเหมือนท่านน่ะค่ะ อยากถามหลวงตาว่าความรู้สึกแบบนี้ มีข้อดีอะไรบ้าง และควรอธิษฐานอะไรเป็นพิเศษมั๊ยคะ
หลวงตา   อ้าว อยากเป็นเหมือนพระแก้วแดง ก็อธิษฐานเป็นพระพุทธเจ้าสิ อธิษฐานเป็นพระโพธิสัตว์สิ เพราะพระแก้วแดงมันเป็นพระแก้วของพระศรีนะ บารีรวมของพระศรีนะฮะ พระศรีอริยเมตไตย องค์ข้างหน้านะ ถ้าพระแก้วมรกต ก็องค์ปัจจุบันนี้นะฮะ ถ้าแก้วขาว องค์แล้วนะฮะ พระแก้วขาวศรัทธาธิกะ อายุประมาณ 3-4 หมื่นปีมนุษย์ พระแก้วมรกิตนี่ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน อายุมนุษย์ประมาณ 100 ประมาณ 100  องค์ข้างหน้า พระแก้วแดงน่ะ อายุเป็นแสนโน่น 8 หมื่นปีถึงแสนนะฮะ ทุกอย่างในเรื่องของศาสนาพุทธ ท่านบอก หลวงพ่อท่านบอกไว้นะฮะ พิสูจน์ได้ทุกเรื่อง พิสูจน์ได้ทุกเรื่องนะฮะ เพราะกรรมที่เราทำไว้เนี่ยฮะ สร้างไว้ที่เวียนว่ายตายเกิดเนี่ย ไม่ไปไหน อยู่ ยังอยู่นะฮะ ไม่ไปนะ อยู่นะ แม้แต่พระพุทธเจ้าองค์ปฐมน่ะ ยังอยู่นะฮะ ภาพยังอยู่นะฮะ เหมือนบัญชีที่เราเบิกมาแล้ว ตัวเลขยังมีอยู่ ประมาณนั้นละ เพราะฉะนั้น เราทำกรรมเอาไว้ในโลกเนี่ย อย่านึกว่าจะหนีออกนะฮะ คนจะหนีจากกรรมพวกนี้ได้ คือคนไม่เกิด ถ้าเรายังเวียนว่ายตายเกิด เราต้องเข้าใจดี พยายามหลีก พยายามลืม เหมือนเราทำกรรมไม่ดีไว้ในปัจจุบันเนี่ย ก็อย่าไปนึกถึงมันดิ ถ้านึกเดี๋ยวมันมา จริงมั๊ยละ ไม่ให้นึกมันทำไง ก็สวดมนต์ดิ เออ เวลาจะนึก เอ้า สวดดิ นึกถึงพระ นึกถึงคำสวดดิ หรือไม่ก็ร้องรำทำเพลง พอนึกทีไร น้ำตามันก็ไหลนะ บางคนน่ะ ต้องกินน้ำอีกละ ทดแทนน้ำที่ออกจากตา ประมาณนั้นอะ ใช่มั๊ย หรือไม่ก็นึกถึงแต่ความสุขดิ เออ มันทำร้ายร่างกาย ทำร้ายธาตุขันธ์ฮะ อายุสั้นนะฮะ ถ้าเรานึกถึงความทุกข์ที่เราเคยมีในอดีตนะ หลวงตาสังเกตุหลายๆ คนนะฮะ บางคนอยู่ไม่กี่ปีนะ เพราะอมทุกข์มากนะ ตายนะฮะ ตายจริงๆ นะฮะ คนที่อายุยืน คนที่อารมณ์ดีนะฮะ คนที่ไม่มีความทุกข์ มี แต่ไม่คิด มี ไม่มีใครไม่มีทุกข์หรอก มีทุกคน แต่ไม่คิด หางานให้มันทำ
คำถาม   ถ้าเกิดเราหาครูบาอาจารย์พบแล้วอะค่ะ ควรจะปฏิบัติตัวแบบไหนให้ก้าวหน้าเร็วขึ้นคะ
หลวงตา   แม่ชี ลมหายใจนี่มีประโยชน์ หลวงพ่อท่านบอก ท่านอธิบายเรื่องบุญนะฮะ บุญเนี่ย ที่เราบันทึกทุกวันเนี่ยะ มันมาจากไหน ท่านบอก ตอนนี้เอ็งเกิดมาเนี่ย เอ็งรับเศษของกรรมนะ ทั้งบุญและบาป และเอ็งมาทำใหม่ ส่วนบุญเนี่ย บางครั้งเอ็งเคยทำไว้ในอดีต ตั้งแต่เด็กจนโตก็มี ภพชาติที่แล้วก็มีนะฮะ อย่างเคยสร้างถนนหนทาง สร้างวัด สร้างเจดีย์ สร้างพระ สร้างอะไรก็ช่างเหอะ ยังมีอยู่เลยนะฮะ ท่านบอก นั่นคือบุญต้องเข้าเอ็งละ ถ้าอารมณ์เอ็งดีนะฮะ ถ้าอารมณ์ดีนะฮะ ความดีก็เข้า อารมณ์ไม่ดี ความไม่ดีก็เข้า มันต่อ 2 ต่อ ถ้าเอ็งสวดมนต์อยู่เนี่ย บทสวดมนต์ ความหมายของบทที่เอ็งสวด พลังงานที่สวด เข้า บุญที่เอ็งมีในอดีต เข้า และไอ้กรรมฐาน ไอ้ที่ฐานอะไรทั้งหมดในโลกเนี่ย ในปัจจุบันเนี่ย เข้า ลมหายใจเข้าออก เข้าทุกลมหายใจเข้าออก คิดดูนะ ถ้าเอ็งอารมณ์ไม่ดีเหรอ อะไรบันทึก ก็สิ่งที่ไม่ดี บันทึก น่าเสียดายมั๊ย ท่านบอก บางคนเนี่ยนะฮะ เกิดมาชอบทำนะ บุญน่ะ ใส่บาตรมั่ง ไปวัดไหนก็ใส่ตู้ บาท สองบาท สิบ ยี่สิบ ร้อยสองร้อย เป็นบุญทั้งนั้นนะฮะ ท่านสร้างวัด สร้างวิหาร สร้างโบสถ์ สร้างอะไร มันเป็นบุญทั้งนั้น มันรับบุญเพิ่มตรงที่มีรูปมีนามเนี่ย มีตรงนี้ ถ้างั้น ท่านถึงบอกพรรคพวก บอกหลวงตาไว้ ข้าเสียดายบุญ เพราะนั้น หมั่นสวดมนต์ หมั่นเปลี่ยนอารมณ์ให้ดี เพราะอารมณ์ดีบุญจะเข้า ในอนาคตเอ็งจะเข้าใจ ท่านบอก เนี่ย สวดมนต์เนี่ย เพราะไอ้บทสวดมนต์เนี่ย มันเป็นธรรมะ ธรรมะมันอยู่ในบทสวด มันอยู่ในคำภาวนา คำสวดนั่นแหละ ท่านบอก เอ็งไม่สังเกตุหรือว่า พวกฤาษี พวกพระ ที่อยู่ในป่า เค้าอ่านหนังสือที่ไหน ท่านบอก บางองค์อ่านหนังสือไม่เป็นด้วยซ้ำไป ท่านสวดมนต์ภาวนาตั้งแต่หนุ่มยันแก่นะ ลองไปถามธรรมะท่านสิ ท่านรู้หมดละ ท่านบอก ท่านรู้มาจากไหนละ ก็บทสวดนั่นน่ะท่านบอก ท่าน รู้จากตรงนั้นน่ะ และท่านรู้จักโลกได้ยังไง ทางโลกอะ ก็ท่านรู้ในโลกไง ท่านบอก ในนั้นอะแหละ เพราะไอ้มนุษย์ที่ทำไว้ในโลกน่ะ มันเอาไปได้ที่ไหน มันตาย มันก็เอาแต่ความรู้สึก มันก็อยู่เนี่ย การเวียนว่ายตายเกิดน่ะ เพราะฉะนั้น พุทธศาสตร์นะฮะ มันเป็นศาสตร์ที่ควบคุมศาสตร์ทั้งหมดนะ ท่านบอก เอ็งเรียนพุทธศาสตร์ ศาสตร์เดียวเนี่ย เอ็งไม่สังเกตุเหรอ ท่านบอก ขนาดคนเรียน เรียนมั่งไม่เรียนมั่ง แค่เรียนสัก มันก็รวยแล้วท่านบอก เรียนคาถาอาคมเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นมั่ง ไม่เป็นมั่ง หลอกชาวบ้านเค้า ก็ได้แล้ว ใช่มะ เอ้อ ไม่เข้าใจ ท่านบอก เอ็งไม่เข้าใจ ก็น่าเสียดายประเทศเราเนี่ยนะฮะ ถ้าหลวงตาเป็นใหญ่ตอนนี้ ปิดเลยฮะ ปิด วันหนึ่ง ปิดให้คนในประเทศสวดมนต์กัน ห้ามด่ากัน 1 ชม. ทุกคนต้องสวดมนต์ ศาสนาไหนก็สวดอย่างนั้นอะ มันหยุดเลย หยุดด่ากัน หยุดทำไม่ดี ฆ่ากันก็ไม่ได้ ด่ากันก็ไม่ได้ นึกได้ คิดดูสิ ชม. นั้นนะ เงียบสนิท ปิดหมด โทรทัศน์ ทีวี อะไร ไม่มีเลย ไม่มีคลื่นอะไรเลย เพราะสวดมนต์ทั่วประเทศ ดีมั๊ย เอ้า ใครฟังไว้ ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินฟังไว้นะฮะ ปิดเลย ดีมั๊ยละ หลวงตาว่าดีนะฮะ ถ้าทำได้นะ พูดถึง ดีมาก อย่างน้อยๆ ก็เตรียมตัวตายแล้วฮะ
คำถาม   บางท่านเวลาสวดมนต์ แล้วเอาจิตไปที่ถ้ำเมืองนะ แล้วรู้สึกสบาย เย็น เป็นเพราะอะไรคะ
หลวงตา   อ้าว ทำไมไม่ไปเลยละ ทำไมเอาจิตไปละ ไม่ชอบเหรอ จับฉ่าย ไข่พะโล้เนี่ย อาหารโปรดนะฮะ คนกินเจอก็กินได้นะฮะ มังสวิรัติ กินได้ คนกินเนื้อสัตว์ก็กินได้นะฮะ เนี่ย มันเป็นกลางๆ นะฮะ ไข่พะโล้กับจับฉ่าย มันเป็นกลางๆ นะฮะ
คำถาม   แล้วเหตุใดที่เค้าแค่นึกก็สบายแล้วละคะ
หลวงตา   เข้าใจมั๊ย จิตเค้านึกไปไหนละ เค้านึกไปสถานที่มันไม่ได้มีเรื่องอะไรทางโลก มันไม่สบายได้ไง ใช่มั๊ย ลองนึกถึงแฟนสิ สบายมั๊ย เหมือนกันน่ะ แต่มันเป็นทางโลกเท่านั้นเอง นึกถึงพระมันเป็นกลางๆ นะ นึกถึงความสุขทางโลก ก็นึกถึงวัตถุไง นึกถึงคนนะ แต่มันเป็นทางโลกไง แต่ถ้านึกถึงพระ มันเป็นความสุขเหมือนกัน แต่เป็นกลางๆ ความสุขที่ไม่เจือปนอะไรเลย ทีนี้เรานึกบ่อยๆ มันเป็นยังไงละ จิตเราก็เป็นกลางๆ ใช่มั๊ย จิตมันสุข จิตมันสบายไง เพราะฉะนั้น หลวงพ่อท่านบอก เอ็งอย่าหนีไปไหนเลย อยู่แถวนี้แหละ ท่านบอก เพราะฉะนั้น เอาอย่างหลวงตาก็ได้นะฮะ นอนก็สวด นั่งก็สวด ผัวด่าก็สวด เมียบ่นก็สวด มันไม่ได้ยินหรอก กูสวดมนต์อยู่ ประมาณนั้นแหละ แล้วมีอันตรายกันมั๊ย ไม่มี ไม่มี ไม่มีอะ
คำถาม   แล้วในกรณีที่สวดมนต์หรือนั่งสมาธิด้วยความรู้สึกเฉยๆ อะค่ะ อานิสงค์จะเป็นเช่นไรคะ
หลวงตา   โอ้ ดีฮะ เฉยๆ ได้เนี่ย สาธุเลย อยู่นานๆ ก็แล้วกัน  ให้มันอยู่นานๆ ฮะ มันมีกำลังนะฮะ อยู่เฉยๆ ได้เนี่ย มีกำลังมากนะ มันไม่คิดทั้งดี ไม่ดี มันก็ไม่คิดนะฮะ แสดงว่าจิตมันเบา จิตมันสบาย จิตมันนิ่ง ในอนาคตน่ะ จิตพวกนี้เนี่ย อย่างเนี่ยะ เป็นเสา เป็นตอไม้ฮะ ไม่รับรู้เรื่องอะไร เข้าๆ บ่อย ๆ ออกๆ บ่อยๆ ชินละ เวลาใกล้จะตายก็ ฟั่บ เข้าตอไม้เลย ไปเป็นพรหมโน่น อยู่สูงๆ โน่นน่ะ อายุยืนมากเลย
คำถาม   เวลาเราสวดบทจักรพรรดิ แล้วมีอาการขนลุก แบบคล้ายๆ  เวลาที่เค้านั่งสมาธิ แบบนี้มันถูกต้องมั๊ยคะ   
หลวงตา   ก็ถูกแล้วละฮะ จิตเราควบคุมธาตุอยู่นะ จิตเราน่ะ ความรู้สึกที่เรารับมาทางโลกอะ มันก็มาจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใช่มะ เข้าไปที่ใจ นั่นน่ะ ความรู้สึกมันเข้าไปที่ใจ ถ้าใจเราอยู่นิ่งๆ เนี่ย ลมพัดมานะ ไม่ได้ยิน ไม่มีความรู้สึก ถ้าเราดูทีวีเพลินๆ นะฮะ คนเรียก ไม่ได้ยิน ไม่ได้ยิน เพราะจิตไม่ได้อยู่ในธาตุ จิตอยู่ในทีวี ถ้าจิตเราเบา สบายๆ นิ่งๆ อะ เหมือนกัน มันไม่รับ ใครด่าก็ไม่รับ ไม่ได้ยินด้วยซ้ำ เหมือนกัน
คำถาม   เวลาที่สวดจักรพรรดิอะค่ะ สวดบทจักรพรรดิ แต่เอาพระที่ไม่ใช่พระของหลวงปู่ หลวงตา มากำได้มั๊ยคะ   
หลวงตา   อ้าว จักรพรรดิก็เข้าไปด้วยไง ในพระนั่น สื่อเดียวกัน เพิ่มเข้าไปอีก
คำถาม   สวดบทจักรพรรดิ อยู่ในห้องคนเดียวค่ะ แต่หลังมีความรู้สึกชาทั้งสันหลัง แต่เป็นแป๊บเดียวก็หายค่ะ อาการแบบนี้ใช่ผีจะมาแฝงหรือป่าวคะ
หลวงตา   ผีที่ไหน ปรับธาตุ จิตเราน้อมพลังมา จิตเราควบคุมธาตุอยู่ บางคนสวดแล้วร้อนนะฮะ ร้อนทั้งตัว พอสวดสักพักแล้วก็หายไป นั่นน่ะมันปรับธาตุ เข้าใจมั๊ย ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ในร่างกายเราอะ
คำถาม   อีกกรณีหนึ่ง พอเริ่มจะสวด ไม่ว่าเวลาใดก็ตาม เวลาเริ่มจะสวดทุกครั้งเนี่ย แขน น่อง เกิดอาการขนลุกด้านซ้ายเป็นประจำค่ะ
หลวงตา   อ่อ เค้าสะกิดมา รีบสวดเร็วๆ หน่อย ประมาณนั้นอะ พอสวดแล้วก็หาย
คำถาม   หลังจากที่อธิษฐานฝากดวงกับหลวงปู่แล้วน่ะค่ะ นั่งสมาธิเนี่ยค่ะ ศรีษะค่อยๆ หมุนเหมือนมีแรงดึงดูดอ่อนๆ เกิดจากอะไรหรือคะ
หลวงตา   การฝึกสมาธิ การสวดมนต์ภาวนาเนี่ย เหตุการณ์ที่จะเกิดกับเรามีเยอะแยะ เพราะนั้นบางครั้ง นิมิตรหรือความรู้สึกที่เราเกิด อย่าเพิ่งไปสนใจมันมาก ท่านบอกอย่าเพิ่ง เหมือนเรามีเด็ก เราเป็นเด็ก เราไม่รู้เรื่องอะไรหรอก ท่านบอก พ่อแม่ เวลาหิว ก็ร้อง เวลาเจ็บนู่น เจ็บนี่ ก็ร้อง เหมือนกัน เวลาเราสวดมนต์ไปเรื่อยๆ จะมีความรู้สึกน่ะ เหมือนกัน นานเข้าๆ พอเรากระทบปั๊บ ความรู้สึกเราก็จะรู้แล้ว คืออะไร เราจะรู้เอง เพราะจิตมันเป็นตัวรู้ พอมันรู้ มันรู้ไปสารพัดน่ะ
คำถาม   เวลาสวดบทจักรพรรดิ แล้วมีความสุขจนน้ำตาไหลเองแบบนี้อะคะ
หลวงตา   น่าไปบวชนะฮะ อ้าว ความสุขหายากนะ ไอ้การสวดมนต์ ซื้อไม่ได้นะฮะ แม่ชีบอกว่า เฮ้ย สวดมนต์มีความสุขเนี่ย ซื้อได้มั๊ย ไม่ได้ ต้องไปทำเอง ไปทำเองไม่รู้จะได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย ต้องใช้เวลานะฮะ
คำถาม   ทำไมสวดมนต์แล้วนึกถึงหลวงปู่ค่ะ มีอาการหาวค่ะ แต่เดี๋ยวนี้เหมือนจะมีอาการอ้วก คอแข็ง ด้วยอะค่ะ เกี่ยวกันมั๊ยคะ
หลวงตา   มีอยู่ฮะ ท่านบอกว่าสิ่งที่ท่านให้ทำเนี่ย มันเป็นการปรับธาตุ มันเป็นการปรับกรรม ปรับกรรม คือ เศษของกรรม เศษของกรรมคือการป่วยนะฮะ บางคน เรื่องปาณาติบาต มันจะมีป่วย คือปาณาติบาตบางคนเนี่ย มันไปเสวยมาแล้วละ แต่มันมีเศษ เราเกิดมารับเศษกรรมไง แล้วทำใหม่ เศษตรงนี้แหละคืออาการ อาการที่เจ็บป่วยบ้างอะไรพวกเนี้ย
คำถาม   คืออาการต่างๆ ที่รู้สึกร้อน รู้สึกอะไรต่างๆ ที่เกิดจากการสวดมนต์
หลวงตา   มันเป็นเศษของกรรม บางคลื่นเป็นเศษของกรรมฮะ บางคลื่นก็เป็นเศษของเรารับของพลังงาน เข้าใจมั๊ย ในนั้นมันมีเศษของกรรมด้วย เศษของกรรม คือความรู้สึกปวดหัว ปวดท้อง อะไรพวกเนี้ยแหละ สักพักก็หาย
คำถาม   สงสัยว่าคนน่ะค่ะ หลวงตา ที่ได้รับการผ่าตัด ต้องวางยาสลบเนี่ยค่ะ สงสัยว่าถ้าสลบแล้ว จิตมันจะไปไหนอะคะ
หลวงตา   ไม่ไปไหน จิตไม่ได้ไปไหน มันควบคุมไม่ได้ เพราะมันชา ยาเนี่ย มันทำให้ไม่มีความรู้สึก แม่ชีไม่เคยสูบกัญชา ไม่รู้หรอก เข้าใจมั๊ย เออ พวกสูบกัญชา พวกกินเหล้า พวกสูบไอ้ยาระเหยเนี่ย เหมือนกัน คล้ายๆ อันนั้นอะ ไม่เจ็บนะฮะ ยิ่งฝิ่นเนี่ย ฝิ่นเนี่ย สมัยที่อยู่ถ้ำใหม่ๆ ขนาดพวกแถวนั้นอะมันบาด โอ้โห เลือดไหลเนี่ย กินฝิ่นเข้าไปมันยังไม่เจ็บเลย ฝิ่นเนี่ย กินเข้าไป มันไม่เจ็บ มันไม่มีความรู้สึกเลย ไม่รู้สึกเจ็บ
คำถาม   ถ้าคนอายุมากๆ ฆ่าตัวตายเนี่ยค่ะ เราจะช่วยเค้าได้ยังไงคะ
หลวงตา   เอ้า แผ่ให้เค้าดิ
คำถาม   จิตสุดท้ายก่อนตายเนี่ยค่ะ หลวงตา ถ้าคิดดีก็ไปดีใช่มั๊ยคะ   
หลวงตา   ถูก
คำถาม   แล้วสมมติว่าไปเทวดาแล้วพอหมดบุญจากเทวดา ก็ลงนรก เพื่อไปรับกรรมที่ไม่ดีที่ทำไว้ตอนเป็นมนุษย์
หลวงตา   ถูก ถ้ามี เขาไม่ลงมาแม่ชี เข้าใจมั๊ย ยุคนี้เค้าไม่ลงมา เพราะอะไร ยุคนี้อะ เป็นยุคที่เทวดาเยอะที่สุด เทวดากับพรหม ทำไมมันเยอะอะ เพราะเค้ารอพระศรีไง เข้าใจมั๊ย เทวดาหรือพรหมส่วนใหญ่เนี่ย รอพระศรีอยู่นะฮะ รอพระศรีอะ พระศรีจะมาไม่กี่วันเนี่ย ไม่กี่วันสวรรค์นะ ไม่กี่วันพรหมนะ ทีนี้เทวดาที่หมดบุญเนี่ย เทวดาด้วยกันเค้ารู้ เค้าบอกกันได้ บอกคุณมาสวดมนต์ หรือไม่คุณลงมาเกิดเป็นมนุษย์ เพราะบุญยังไม่หมด เกิดเป็นมนุษย์ได้ก็จะมา หรือไม่ก็มาสวดมนต์ หรือไม่ก็มาฟังเทศน์ หรือมาเอาบุญกับมนุษย์ มันจะอายุยืนขึ้นนะ เนี่ย ตอนเนี่ยมันดีตรงเนี้ยะ แต่เราลงข้างล่างนะฮะ มันขึ้นมาก่อนไม่ได้นะฮะ มันต้องรอให้กรรมไม่ดีหมด นั่นละถึงจะขึ้นมานะฮะ เนี่ย เพราะฉะนั้น เป็นเทวดามันได้เปรียบ ได้เปรียบกว่าภูมิอื่น
คำถาม   หลวงตาคะ กรรมที่ไม่ดีที่ใช้ในนรกเนี่ยค่ะ คือกรรมที่ไม่ดีในชาติเดียว หรือทั้งหมดตั้งแต่เคยทำมาเลยคะ
หลวงตา   ชาติก่อนๆ นั้นน่ะ ชาติก่อนๆ นั้นนะฮะ
คำถาม   รวมหมดเลยใช่มั๊ยคะ ทุกภพทุกชาตินะคะ
หลวงตา   ใช่
คำถาม   สงสัยว่าพอรับกรรมในนรกแล้วอะค่ะ พอเป็นมนุษย์ เพื่อรับเศษกรรมแล้วทำใหม่ ทำไมถึงจะต้องรับเศษกรรมอีกอะคะ ก็ในเมื่อเราใช้ไปในนรกแล้ว
หลวงตา   ความรู้สึก แม่ชี ความรู้สึกที่มาทำใหม่นั่นแหละ ท่านถึงให้สวดมนต์ฮะ สวดมนต์ภาวนาเนี่ย ให้สวดมนต์ ให้จิตมันเบาบ่อยๆ จะได้พิสูจน์ว่าไอ้กรรมที่เราทำน่ะ ทำไมมันต้องมารับเศษ ทำไมมันต้องทำใหม่ ทำไมตายแล้วต้อง อย่างงี้ ๆ มันต้องไม่ต้องไปสงสัยไง เข้าใจมั๊ย เนี่ยๆ ตัวเนี้ย ถ้าเลิกสงสัยแล้ว มันก็โอเค จบและ กรรมก็คือกรรม ก็ไม่กลัวหรอกฮะ ไม่กลัวในการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว เพราะฝึกไว้แล้วนี่ ตายเมื่อไหร่ก็เกิดเมื่อนั้นแหละ หรือไม่เกิดก็ได้ มันง่ายๆ นะ ไม่ยากนะ แม่ชี บอกกรรมฐานนี่เค้าบอกว่ายาก หลวงตาบอกไม่ยาก หลวงพ่อบอกไม่ยาก ยากตรงเอ็งขี้เกียจนั่นน่ะ เดี๋ยวเอ็งก็ลืม ประมาณนั้นอะ คือยากตรงนี้เอง จริงๆ มันไม่ยาก เพราะมันไม่ได้แบกหามอะไร ไม่ได้หนักอะไร ท่านบอก เพียงนั่งนึก นอนนึก แค่นั้นอะ
คำถาม   ผู้ที่เกิดมาหน้าตาดีอยู่ในครอบครัวที่ดีมีฐานะ นั่นคือเกิดมารับเศษกรรมที่ดีใช่หรือเปล่าคะ
หลวงตา   ใช่ ถูก เนี่ยเราฝึกชาตินี้อะ เราเลือกได้เลยจะเอาหล่อขนาดไหนก็ได้ จะเอาสวยขนาดไหนก็ได้ เรื่องเล็ก เรื่องเด็กๆ
คำถาม   ถามเรื่องเศษกรรมอีกนิดนะคะ เศษกรรมเนี่ย ที่เราบันทึกไว้อะค่ะ กรรมที่เราทำเนี่ย ที่บันทึกไว้ มันยังไม่มา ยังมีอีกเยอะ ที่หลวงตาเคยบอกบ่อยๆ ค่ะ
หลวงตา   ถูก เนี่ย นั่งอยู่นี่อีกเยอะเลย ทั้งดีและไม่ดี ที่มันบันทึกไว้ ที่ยังไม่มา มันยังไม่ถึงเวลา มันยังไม่ครบองค์ประกอบของกรรม หมายถึงว่า เศษของกรรมนั่นแหละ คือความรู้สึกน่ะ แม่ชีไม่เข้าใจนะว่าแม่ชีไปไหนเนี่ย บางครั้ง โอ้ย ตรงนี้มีความรู้สึกคุ้นเคย แต่ชาตินี้ไม่เคยมาล่ะ ไอ้ความคุ้นเคยนั่นน่ะ ก็คือแม่ชีเคยอยู่ในอดีต ถ้าแม่ชีฝึกไปนานๆ เข้า ความคุ้นเคยตรงนี้เนี่ย แม่ชีก็จะได้เห็นภาพว่าตัวเองทำอะไรไว้ตรงนี้ ความรู้สึกดี ก็คือดีอะ ทำดี ความรู้สึกไม่ดี ก็คือทำไม่ดีตรงนั้นอะ นั่นก็จะรู้แล้ว เคยไปด่า เคยไปฆ่าใครไว้แถวนั้น ระวังฮะ
คำถาม   สงสัยอีกนิดนะคะว่า ไอ้เศษกรรมเนี่ยค่ะ ที่เราได้รับเนี่ยนะคะ หมายถึงกรรมที่บันทึกไว้ในชาตินี้เท่านั้น หรือว่ารวมชาติก่อนๆ ด้วยค่ะ
หลวงตา   ก็รวมชาติก่อนด้วยแหละ เมื่อวานก็วันนี้ไง เมื่อวานก็ชาติก่อนฮะ วันนี้ก็ชาตินี้ฮะ
คำถาม   ทำไมต้องรับกรรมซ้ำซ้อนหลายครั้งคะ
หลวงตา   เอ้า ก็ทำกรรมซับซ้อนหลายครั้งอะ เหมือนกัน กินข้าว กินทุกวันหรือเปล่าล่ะ เอ้อ บางวันก็กินผิด บางวันก็กินเค็มมั่ง ประมาณนั้นอะ มันซับซ้อนกันอยู่แล้วฮะ กรรมที่เราทำทุกวันนี้ อยู่ทุกวันนี้อะ มันไม่ใช่ของใหม่นะแม่ชี ของเก่าๆ ทั้งนั้นนะเนี่ย รูป รส กลิ่น เสียง เนี่ย ตา หู จมูก ลิ้น กาย เนี่ยความโกรธ ความโลภ ความหลง อะไรพวกเนี้ย ความเพลิดเพลิน ใจ ดีใจ เสียใจ คับแค้นใจ ของเก่า เข้าใจมั๊ย มันซ้ำๆ กัน ร้องไห้ก็เก่าๆ ทั้งนั้นละ เอ้อ ของใหม่คือการสวดมนต์เนี่ย ทำกรรมฐาน เนี่ย ใหม่เลย เพราะจะต้องการรู้ว่าไอ้กรรมเป็นยังไง การเวียนว่ายตายเกิดเป็นยังไง ไม่ต้องสงสัยเลยไง ตายปั๊บเกิดเลยก็ได้ ไม่เกิดก็ได้ ไปไหนก็ได้ ประมาณนี้แหละ นี่แหละคือฐานตรงเนี้ย ที่ท่านให้ทำเนี่ย มันไม่ได้ยากอะไรหรอก เราทำ ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี อายุก็มากขึ้นๆ ความรู้ก็จะรู้ไปเรื่อยๆ ถ้าขยันเรียน มันก็เหมือนทางโลกนั่นน่ะ เรียนธรรมะ ไม่ต่างกันหรอก แต่ระยะเวลาของธรรมะเนี่ย มันเป็นหลายภพชาตินะฮะ ไม่ใช่ชาติเดียว
คำถาม   กราบหลวงตาค่ะ ขอย้อนถามไปที่เรื่องนึง เรื่องพลังงานเก่าที่เหมือนว่าการเวียนว่ายตายเกิดของแต่ละคน ทีนี้ที่หลวงตาบอกว่าเราไปในสถานที่เก่าๆ เราจะจำได้ ทีนี้หนูก็เลยมานึกถึงภาพว่า สมมติว่าเราไปที่ที่นึง แล้วมีความรู้สึกว่าเหมือนมีวิญญาน มารุมเราอย่างงี้ นั่นคือแสดงว่าคือวิญญานที่อาจจะเป็น สมมติว่าเป็นการไปสู้รบและกัน เป็นเหมือนว่าเค้าอาจจะเคยสู้รบกับเราในอดีตชาติมา พอเราเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นเรารู้สึกว่าเหมือนแบบคนมันมารุมเรา ทีเนี้ย หนูก็เลยมามองว่าแสดงว่าวิญญานตรงนั้นมันยังไม่ไปเกิดใหม่ มันเป็นสัมภเวสีอยู่ แต่ว่าพอเราเปลี่ยนร่างค่ะ หลวงตา เราสวยกว่าเดิม เราไม่ได้เป็นนักรบหรือเราไม่ได้ไปสู้กับมัน ทำไมมันยังจำเราได้ละหลวงตา
หลวงตา   ทำไมมันจะจำไม่ได้ เพราะจิตเดิม จิตเดิมไง เราคือตัวเดิมไง แต่ธาตุคือตัวใหม่
คำถาม   เพราะว่าเนื่องจากว่าในโลกของวิญญานเค้าเห็นที่ตัวจิต
หลวงตา   ถูก เค้าเห็นภพชาติเราด้วย ท่านบอกไม่เชื่อเอ็งลองตายดู เอ็งจะรู้หมดแหละ กรรมที่เอ็งทำไว้ในโลกมันจะเห็นหมดเลย ทั้งดีและไม่ดี และไอ้ญาติเอ็งก็จะเยอะด้วย ท่านบอก เพราะญาติเอ็งชาติที่แล้วมันก็จะเห็นอีกแหละ โอ๊ย พ่อกู เป็นแฟนกูนี่หว่า ประมาณนี้แหละ พ่อชาตินี้ เป็นผัวตัวเองในชาติที่แล้ว ประมาณนั้นอะ มันจะเห็นเลยไง เพราะมันไม่มีธาตุ มันเป็นนามธรรม ที่นี้เรามีรูปมีนามมันก็เลยลืม ลืมจากอะไร ลืมจากตาหูจมูกลิ้นกาย เนี่ย ตรงเนี้ย ทำให้ลืม เดี๋ยวร้อน เด๋วเย็น เดี๋ยวนั่น เดี๋ยวนี่ โอ๊ย เยอะแยะ ลืมหมดเลย ถ้าจิตไม่นิ่ง ไม่เบาเนี่ยนะฮะ แม้แต่ชาตินี้เรายังลืมเลย ถ้าจิตเราเบาๆ เนี่ยนะฮะ กรรมฐานเบาๆ เนี่ย ลอง delay ไปนะ จำได้แม้กระทั่งไปถ่ายไว้ที่ไหนในโลกเนี้ย จำได้หมดนะ เพราะจิตมันเบา ทีนี้จิตมันวุ่นวาย จำไม่ได้ เพราะฉะนั้น หลวงพ่อท่านบอกเอ็งฝึกกรรมฐานเนี่ย ถ้ามันเบาๆ นะ เอ็งอยาก delay ดูสิ่งที่เอ็งทำไว้ในโลกเนี่ย มันรู้ไปหมด ท่านบอก รู้ตัวเองด้วย รู้คนอื่นด้วย ท่านบอก ถ้าอยากรู้นะ ท่านบอก
คำถาม   ทีนี้ถามต่อไปอีกว่า หลวงตาบอกว่าคือในตัวจิตของเราเนี่ย เราสร้างกรรมมาได้แค่ไหน แล้วก็จะเห็นแค่นั้น เช่นว่า ถ้าเป็นมนุษย์มีรูปและนาม เราสามารถที่จะไปดูได้ทุกภูมิเลย เพราะเรามีทั้งรูปและนาม แต่ทีนี้ว่า ถ้าตัวจิตเนี่ยที่เป็นสัมภเวสีที่เค้าอาจจะจำเราได้ เพราะเราอาจจะมีคู่กรณีกะเค้า แต่ถ้าเกิดว่าในภูมิที่เป็นสูงกว่าเค้า เค้าก็มองไม่เห็นใช่มั๊ยคะ
หลวงตา   ไม่เห็น ไม่เห็นฮะ ตายแล้วจะไม่เห็น มนุษย์เนี่ยไปได้ทุกภูมิ ท่านบอก พอตายปั๊บน่ะ ถ้าเอ็งขึ้นจาตุมเนี่ยนะฮะ ท่านบอก เอ็งไม่เห็นละ ดาวดึง ยามา ดุสิต พรหม ไม่เห็น ถ้าเอ็งไปพรหมปั๊บนะ จิตจะละเอียดสุดๆ เลย พรหม เอ็งมอง พั้บ รู้เลย เพราะฉะนั้น พุทธพรหมปัญโยฮะ เนี่ย สวดมนต์เนี่ย ส่วนใหญ่ตายไปเป็นพรหมนะฮะ เพราะชั้นพรหมเป็นชั้นที่ไม่มีเพศ ชั้นพรหมเนี่ย ชั้นที่เลือกเพศได้ ชั้นพรหมเป็นชั้นที่เลือกเกิดได้ ท่านบอก นี่แหละ นี่แหละ ที่ท่านให้สวดมนต์เนี่ย ขยันสวดเนี่ยแหละ สวดให้มันมีความเบา สวดไปบ่อยๆ ยืน เดิน นั่ง นอน สวดบ่อยๆ มันจะห่างจากอารมณ์พวกเนี้ย มันจะเริ่มเบา พอเริ่มเบา มันจะคิดอะไรออก คิดจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ท่านบอก เนี่ย ตัวนี้มันเป็นกำลัง พอเบาเสร็จแล้วเนี่ย ไม่ใช่นิ่งนะท่านบอก ไม่ใช่ เบานี่แหละ ที่เอ็งไม่รำคาญนี้แหละ พอเริ่มไม่รำคาญ ถ้าเอ็งจะฝึกให้มันมีฤทธิ์ ฝึกหยุดมัน ควบคุมมันเนี่ย เอ็งก็ต้องขยันเข้าไปเรื่อยๆ พอมันเริ่มเบาแล้ว มันก็เริ่มนิ่ง นิ่งเป็นตอไม้นั่นแหละ พอเริ่มนิ่งแล้วเอ็งก็บังคับมันนะ นิ่ง วันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ชม. หนึ่ง นาทีหนึ่ง ก็ฝึกไปเรื่อยๆ ไง ก็เอ้อ บังคับมันได้แล้ว พอบังคับมันได้แล้วก็ฝึกฤทธิ์ได้แล้ว แต่ส่วนใหญ่ถ้าเป็นโพธิสัตว์หรือคนที่เค้าจะไม่เกิดอะนะ เค้าจะไม่ทำ เค้าจะเอาจิตตรงเนี้ย ถ้าเป็นโพธิสัตว์ก็จะเอาจิตตรงนี้มาพิจารณาว่าเราจะสร้าง สร้างกำลัง สร้างบารมี ยังไงในยุคนี้ เกิดลักษณะนี้อะสร้างยังไง ประมาณนี้ ถ้าคนที่จะไม่เกิดก็จะพิจารณาภพชาติ คือตัดภพชาติ ประมาณนี้อะ ถ้าคนที่อยากฝึกฤทธิ์ก็เอาประมาณนี้ไปฝึก เนี่ยตรงเนี้ย คือจิตของพรหม พรหมเนี่ย พรหมเบาๆ พรหมชั้นเบาๆ ชั้นแรกๆ เนี่ย ท่านบอก นี่คือตรงเนี้ย ที่ท่านให้สวดมนต์ภาวนาเนี่ย ให้ทำกรรมฐานเนี่ย เป็นฐาน ถ้าเอ็งไม่มีฐานนะ เอ็งเอายอดเลยนะ ไม่ได้หรอก ท่านบอก เดี๋ยวเอ็งก็ขี้เกียจมั่ง เอ็งก็โน่น นี่ นั่น ไปไม่รอด นักบวชเหมือนกัน ถ้าไม่มีฐานก็อยู่ไม่ได้ ต้องสึก ไม่มีเครื่องอยู่ ต้องสึกฮะ องค์ที่ไม่สึกคือเรียน เรียนไปเป็นมีตำแหน่งฮะ อันนั้นก็ไม่สึก บางองค์ก็สร้างโน้น สร้างนี้ ทำโน่นไปเรื่อยมีเครื่องอยู่ก็ไม่สึก ไปสึกตอนแก่ก็มี ประมาณนั้นแหละ
คำถาม   หลวงตาคะ ถ้าเกิดเราตั้งจิตอธิษฐานไว้ว่า ถ้าครั้งใดก็ตามไม่ได้สัพเพอะนะคะ แต่ก็อยากให้วิญญานมารับบุญแบบอัตโนมัติเลยอะค่ะ อยากรู้ว่าวิญญาณเค้ามารอรับบุญตอนสัพเพอย่างเดียวหรือว่ามารับบุญกะเราตอนไหน
หลวงตา   ไม่เข้าใจ แสดงว่าฟังเทปใหม่ๆ นะเนี่ย ฟังใหม่เลยฮะ การแผ่ การสวดในศาสตร์หลวงปู่ดู่นะฮะ เริ่มสวดเค้าก็น้อมมาสวดกะเรา นั่นคือแผ่แล้ว เพราะปกติแล้วพอเวลาเราทำกรรมฐานเนี่ย ในศาสตร์หลวงพ่อเนี่ย เค้าจะอธิษฐาน ข้าพเจ้าขอตั้งสัจจะอธิษฐาน บุญที่ข้าพเจ้าสร้างเนี่ย จะเป็นศีล สมาธิ ปัญญา จะเป็นทานอะไรก็ช่างเหอะ สามโลกธาตุมาโมทนาบุญตลอดชีวิตนะฮะ เพราะฉะนั้นเวลาเราสวดปั๊บเนี่ย เค้าสวดทันทีเลย น้อมมากะเราทันทีเลย เราน้อมพลังงานมาที่เรา เค้าน้อมมาที่เรา นั่นละ ไอ้ที่ให้สัพเพ หมายถึงว่าเจาะจง เข้าใจมั๊ย เจาะจง อย่างหลวงตาเนี่ย หลวงตาช่วยหนูด้วย หลวงตาช่วยผมด้วย ประมาณเนี้ยะ หลวงตาก็สัพเพเจาะไปคนนู้นมั่ง คนนี้มั่ง ตอนที่สัพเพอะนะ ประมาณนั้นอะ คนที่ถวายทาน คนที่บอกไว้ อะไรเนี่ย คือภารกิจแต่ละวัน เพราะในอนาคตเนี่ย ทุกคนมีภารกิจนะฮะ ภารกิจในเรื่องของการแผ่ อาจจะเจ้ากรรมนายเวร บิดามารดา หมู่ญาติ ผู้มีพระคุณทั้งหลาย ประมาณนี้อะ มันคิดไปเป็นจุด เป็นจุดไป ส่วนโลกวิญญานที่อยู่ข้างๆ เรา เราน้อมไปที่ไหนนะฮะ ตอนที่เราสวด เค้าก็มาสวดกะเรานะฮะ ทุกครั้งด้วยซ้ำไปนะฮะ เพราะเราอธิษฐานไว้ตลอดชีวิตนะฮะ เข้าใจยังทีนี้
คำถาม   ในกรณีสวดแล้วเห็นผีเค้ามาขอบุญ เราจะช่วยเหลือผียังไงคะ
หลวงตา   เอ้า มีปัญหาเยอะ เพราะในศาสตร์หลวงพ่อ มักจะเป็นอย่างงี้นะฮะ พอใหม่ๆ เวลาสวดมักจะเห็นผี ย้อนหลังได้เลยนะฮะ ถ้าจำไม่ได้ เพราะภาพที่เราเห็นย้อนหลังได้ นึกถึงหลวงพ่อว่า เพียงแต่นึกอย่างเดียวว่าหลวงพ่อช่วยเค้าหน่อย แค่นั้นพอแล้ว ไม่ต้องสัพเพก็ได้นะฮะ หรือไม่ก็กำพระ เนี่ย แผ่เลย ปรับภูมิให้เค้าเลย ประมาณนั้นอะ
คำถาม   บางท่านแบบเห็นแสงสว่างวาบมา แล้วตกใจงี้อะ กำหลวงปู่แล้วก็แผ่เมตตาทันทีค่ะ เค้าจะถามว่า ความหมายพวกนี้ ที่สัมผัสเนี่ย คืออะไรคะ
หลวงตา   ไม่ต้องสนใจหรอกฮะ ในอนาคตเราจะรู้ว่าไอ้แสงน่ะมาจากไหน มาทำไม
คำถาม   คนถามเยอะมาก อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นค่ะ เหมือนมันมีพลังงาน สวดแล้วสัมผัสนู่น นี่ นั่น
หลวงตา   โอ้ แน่นอน นี่คือจักรพรรดิ ถ้าสวดแล้วไม่มีความรู้สึกอะไรเนี่ย ไม่ใช่แล้ว แม่ชี เข้าใจมั๊ย เอ้อ มันเป็นเรื่องปกติ เรื่องธรรมดา เรื่องปกติ
คำถาม   บทจักรพรรดิเนี่ยค่ะ น่าสวดยังไงคะ
หลวงตา   อ้าว จักรพรรดิก็พุทธะไง ชี พุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน ถ้าท่านไม่บวช ท่านก็เป็นจักรพรรดิแล้วนะฮะ อย่าว่าแต่เราๆ ท่านๆ เลย พุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเนี่ย ท่านยังลืมเลยนะฮะ ตอนที่ท่านเป็นกษัตริย์น่ะ ใช่มะ เพราะบิดาต้องการให้เป็นจักรพรรดิ ไม่ให้เห็นในสิ่งที่ไม่ดีเลยสักอย่าง คนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย ไม่ให้เห็นนะฮะ บำรง บำเรอด้วยรูป รส กลิ่น เสียง ใช่มะ อีกไม่กี่วันนะ สมบัติท่านก็จะมาแล้ว ท่านจะเป็นจักรพรรดิแล้ว โอ้โห ต้องอาศัยเทพพรหมฮะ ต้องอาศัยพรหมที่เป็นโพธิสัตว์ด้วยกันนะฮะ ต้องมาทำให้ท่านดู เวลาไปก็เห็นนะ เค้าทำให้เห็น เห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย เห็นนักบวช พอกลับวังเท่านั้นละ พอเริ่มคิด อดีตก็เริ่มกลับมา ตายแล้ว ต้องบวชแล้ว เพราะตัวเองปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ต้องบวชแล้ว ก็เลยต้องหนีออกจากวังไปบวช เข้าใจมั๊ย เพราะฉะนั้น จักรพรรดิก็คือพุทธะ โพธิสัตว์ไม่ว่าองค์ไหนนะฮะ ที่เป็นพุทธะมาแล้วเนี่ย หรือยังไม่ได้เป็น หรือบารมีเต็มแล้วเนี่ย โอ้โห ไม่ต้องไปนับหรอกว่าท่านเคยเป็น เกิดเป็นจักรพรรดิมากี่ภพกี่ชาติน่ะ นับไม่ได้หรอก เข้าใจมั๊ย อยากเป็นจักรพรรดิเหมือนท่านมั๊ยละ สวดไปเรื่อยๆ และจะเข้าใจพลังงานพวกนี้ฮะ ว่าคืออะไร เข้าใจนะคนถามอะ
คำถาม   หลวงตาคะ เรียนถามว่าองค์ปฐมอะค่ะ จะต้องถูกพุทธะทำนายก่อนที่จะเป็นพระพุทธเจ้ามั๊ยคะ องค์ปฐม
หลวงตา   มันจะไป ใครจะทำนายท่าน ท่านแกะเอง
คำถาม   เพราะท่านเป็นองค์แรก
หลวงตา   ถูก ท่านถึงสร้างบารมีมามาก มากกว่าองค์อื่น ๆ โอ้โห ประมาณไม่ได้ แม่ชี บางคนก็ว่า 100 บางคนก็ 80 หลวงตาว่ามันมากกว่านั้นนะฮะ เพราะท่านกว่าจะคิดได้เนี่ย มาทำให้คนไม่เกิดได้เนี่ย มันต้องใช้เวลานานนะ แต่ถ้าองค์ปัจจุบันนะฮะ ง่ายอะ องค์รองจากท่านมาอะ เพราะตามรอยท่านก็จบแล้ว เหมือนปัจจุบันเนี่ย ท่านบอก พวกเอ็งเนี่ย โอ้โห สบาย ท่านบอก พระพุทธเจ้าตั้ง 4 องค์แน่ะ เอ็งยังไม่ไปไหนเลย ท่านบอก เพราะเอ็งไม่ไปตามท่าน จริงมั๊ยแม่ชี เอ้อ ก็ยังบอกแล้ว มนุษย์เนี่ย เป็นพุทธะ เป็นคนธรรมดา ใครก็ช่างเหอะ เอ็งสร้างกรรมไว้ในโลกเนี่ย เอ็งเอาไปได้ที่ไหน เอาไปไม่ได้ เอาไปได้แต่ความรู้สึกแค่นั้นเอง นั่นก็คือกรรมการเวียนว่ายตายเกิดเนี่ย ท่านบอก เกิดไปตามกรรม มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นที่พึ่งที่อาศัยนั่นแหละ ที่เค้าสวดๆ กันอยู่นั่นแหละ พิสูจน์สิ พิสูจน์ ท่านให้พิสูจน์ฮะ มันจะได้เลิกสงสัยเรื่องพุทธศาสตร์ เข้าใจนะฮะ ได้เวลาแล้ว พรุ่งนี้เจอกันที่ยางงาม เอ้ยไม่ใช่สวนนราพรรณ เอ้า หายใจเข้าลึกๆ จำเอาไว้นะ มีปัญหาอะไรนะ อย่าเพิ่งไปคิดอะไรมาก ให้หายใจเข้าลึกๆ ก่อน เอาลมไปปรับ ปรับธาตุทั้งสามฮะ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไปปรับ แล้วก็นึกถึงพระ นึกถึงหลวงปู่ นึกถึงบทสวด แล้วก็พิจารณาเอาว่าชีวิตคืออะไร พิจารณา มันมีทางออกนะฮะ น้อมไปที่หลวงปู่ดู่นะฮะ ขออาราธนาบารมีท่าน น้อมกำลังจักรพรรดิตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ผ่านที่ท่านมาที่เรา กำหนดไปสามโลกธาตุ กำหนดไปในสิ่งที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับเราทั้งหมดน่ะ ทุกเรื่องนะฮะ อัญเชิญเทพพรหมทั้งหลาย ทุกภพทุกภูมิ โลกของวิญญาณทั้งหมด บริเวณนี้ บริเวณใกล้เคียง บริเวณไกลไปเรื่อยๆ ถึงสามแดนโลกธาตุ สวดกำลังจักรพรรดิพร้อมกับเราทั้งหลายทั่วโลก ซึ่งมีรูปและนาม เค้าจะสวดพร้อมกับเรานะฮะ

=============================================
ขออนุโมทนาบุญกับคุณปัณณ์ธารี กงมะณี ที่ถอดเทปเป็นตัวหนังสือให้ทุกท่านได้อ่านกัน สาธุ สาธุ

12
อธิษฐานฝากกระแส

"ข้าพเจ้าขอฝากกระแสกับพระผงจักรพรรดิ รูปใครจะใหญ่เกินกรรม ลูกแก้วจักรพรรดิ  บล็อกพระ และบพระผงจักรพรรดิที่สร้างจากบล็อกพระทั้งหมดทุกรูปทุกนามนี้ นับตั้งแต่บัดนี้ตราบจนข้าพเจ้าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ"

อธิษฐานให้ พระผงจักรพรรดิ รูปใครจะใหญ่เกินกรรม ลูกแก้วจักรพรรดิ บล็อกพระ และพระผงจักรพรรดิที่สร้างจากบล็อกพระทั้งหมดทุกรุปทุกนามนี้ แผ่บุญได้เอง

"ขอให้ พระผงจักรพรรดิ รูปใครจะใหญ่เกินกรรม ลูกแก้วจักรพรรดิ  บล็อกพระ และพระผงจักรพรรดิที่สร้างจากบล็อกพระทั้งหมดทุกรูปทุกนามนี้ แผ่บุญ ครอบวิมาน ปรับภพภูมิได้เองอัตโนมัติตลอดเวลา ตลอดกาลทุกเมื่อ ตลอดระยะทางไม่ประมาณได้ ทั่วทั้ง 3 แดนโลกธาตุ ทั่วทั้ง 360 องศา เมื่อใดก็ตามที่มีผู้สวดจักรพรรดิ หรือไตรสรณคมน์ ก็ขอให้แสงสว่างจงมาปรากฎที่พระผงจักรพรรดเ รูปใครจะใหญ่เกินกรรม ลูกแก้วจักรพรรดิ บล็อกพระ และพระผงจักรพรรดิที่สร้างจากบล็อกพระทั้งหมดทุกรูปทุกนามนี้ด้วยเทอญ

และขอให้หลวงปู่ดู่ หลวงตาม้า ช่วยอัญเชิญภพภูมิทั้งหมดทุกผู้ทุกนามที่อยู่รอบบริเวณพระผงจักรพรรดิ รูปใครจะใหญ่เกินกรรม ลูกแก้วจักรพรรดิ บล็อกพระ และพระผงจักรพรรดิที่สร้างจากบล็อกพระทั้งหมดนี้ น้อมมารับบุญจากรูปลักษณ์ทั้งหมดนี้ได้อัตโนมัติตลอดเวลาด้วยเทอญ "


(นะโม3+จักรพรรดิ1+สัพเพ3)


ข้าพเจ้าขออนุโมทนาบุญกับคุณนงเยาว์ อินลวง -คุณอภิชาต ธาระวานิช และทุกท่านที่ร่วมสร้าง และร่วมอธิษฐาน พระผงจักรพรรดิ รูปใครจะใหญ่เกินกรรม ลูกแก้วจักรพรรดิ บล็อกพระ และพระผงจักรพรรดิที่สร้างจากบล็อกพระทั้งหมดทุกรูปทุกนามนี้ด้วยเทอญ สาธุ

13
หลวงตาม้าตอบปัญหาธรรม
วันเสาร์ที่  1  ต.ค.  59

หลวงตา   อ้าวหวัดดี ได้เวลา คุยกัน วันนี้เรามาอยู่ที่สวนณราพรรณ์ บ้านหนองไหล ต. นาเฉลียง อ. หนองไผ่  พรุ่งนี้เราจะไปอยู่ถ้ำเมืองนะ ใครจะตามไปก็ได้นะฮะ ถ้ำเมืองนะ เดือนนี้ก็ วันนี้วันที่ 1 วันที่ 4 เหมือนเดิน อนุมัติวงศ์ วันที่ 5 สันกำแพง วันที่ 6 สันป่าตอง หัวมุมสันป่าตอง วันที่ 7 เอาไงกับชีวิต ท่าจัก สาขาท่าจัก วันที่ 8 ช่วงเช้าไปหล่อหลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ ที่วัดป่าธาราภิรมณ์ ช่วงบ่ายไปยกฉัตร ที่ไหนอะ วัดป่ารัชดารามที่ป่าซาง วันที่ 9 อยู่เชียงดาว วันที่ 14 สวดมนต์อยู่ที่ธุดงค์สถาน อ. บางปลาม้า สุพรรณบุรี ช่วงประมาณ ไปถึงนู่นก็ประมาณ 4 โมง 5 โมง ประมาณเนี้ยะ  5 โมงเย็นๆ สวดกัน 6 โมง วันที่ 15-16 ออกพรรษาใช่มั๊ย วันที่ 23 ก็ทอดกฐินนะฮะ นำเงินมาสร้างหลวงพ่อนี่นะฮะ ก็หมดเดือน ไม่มีงานแล้ว เดือนพฤศจิกายน แล้วค่อยคุยกันใหม่ วันที่ 1 แม่ชีมีอะไร ใครมีคำถามในบ้านก็ไลน์มาที่แม่ชีนะฮะ ส่งมาเลย facebook วัดถ้ำเมืองนะนะฮะ เข้ามายังไงอะ เปิด facebook แล้วก็พิมพ์คำว่า วัดพุทธพรหมปัญโญ ถ้ำเมืองนะ แล้วมันก็จะขึ้นมาเลยใช่มั๊ย วัดถ้ำเมืองนะก็ขึ้นฮะ ต้องเข้าไป facebook ก่อนใช่มั๊ย โอเค เข้ามาเลย ใครอยากเข้าอะ ถ้าเข้าเร็วก็ได้ เข้าไม่เร็วก็เต็ม มันเต็ม 5,000 ใช่มั๊ย ประมาณเนี้ย
คำถาม   หลวงตาคะ เราสามารถสัพเพทั้งก่อนและหลังสวดคาถามหาจักรพรรดิได้มั๊ยคะ
หลวงตา    เราสวดมนต์แผ่ทุกครั้งที่เราสวด เราสัพเพน่ะมันเป็นงานเจาะจงฮะ เข้าใจมั๊ย ที่เราสัพเพกันทุกวันตอนสวดจบเนี่ยนะฮะ ก่อนหรือหลังเนี่ย งานประจำ คืองานที่เราอธิษฐานอะไรประจำอะ หรือไม่ก็อ่านที่ เค้าอาจจะบอกเราว่าช่วยเราหน่อย อะไรพวกเนี้ย หรือคนที่เราเจอแล้ว เราต้องช่วยเค้าประมาณนั้นอะ แล้วก็นึกถึงหลวงพ่อ แล้วก็ไปที่เค้า ประมาณนี้ แต่ถ้าเราสวดน่ะ มันก็แผ่ไปโดยปกติอยู่แล้ว ตามสถานที่ๆ เราอยู่ เราสวดที่ไหน มันก็แผ่ตรงไหนอะ และวิญญานแถวนั้นก็สวดกะเราตรงนั้นอะ ใกล้ไกลแล้วแต่เราจะคิด ถ้าคิดไปไหนก็ไปถึงนั่นอะ
คำถาม   เวลาแผ่นะค่ะ แผ่ให้ผี ผีเค้าจะตามเรามั๊ยคะ
หลวงตา    ตาม
คำถาม   เวลาบอกพอผีตาม แลดูน่ากลัวอะ หลวงตา
หลวงตา   ผีเร๋อ ผีที่จะตามเราเค้าเปลี่ยนเป็นภพภูมิที่ละเอียดแล้วนะฮะ เค้าถึงได้ตามเราได้ ถ้าผีที่มันยังไม่เปลี่ยนเป็นละเอียด มันตามเราไม่ได้หรอก แต่มันเกาะเราไปได้ มันเดินตามเราไม่ได้ แต่ถ้ามันเกาะไปเนี่ยได้
คำถาม   การตั้งกองบุญ จะตั้งนี่พูดยังไงคะ
หลวงตา   อ้าว ก็ตั้งกองบุญไง ทำไม หลวงพ่อตั้งกองบุญ แค่นี้อะ ทำไม บุญหลวงพ่อและบุญหนูด้วย และบุญพรรคพวกที่มาสวดด้วยกัน ทั้งหมดเนี่ย
คำถาม   และถามต่อว่า ต้องสวดจักรพรรดิแล้วสัพเพกี่จบคะ
หลวงตา    จบเดียวขึ้นไปอะ ครึ่งจบไม่ได้นะฮะ เอาจบ สองจบ หรือจะเอา 108 จบก็ได้
คำถาม   อยากค้าขายดี ทำยังไงคะ
หลวงตา    ก็แผ่ให้ภูมิแถวนั้นดิ วิญญานแถวนั้นอะ วิญญานแถวนั้นมันก็คุมแถวนั้นอะ แม่ชีไม่เคยเห็น วิญญานที่อยู่แถวๆ ไหนก็เหอะ มันมีวิญญานที่คุมอยู่นั่นนะฮะ เข้าใจนะ มันมี ถ้าเป็นผี ก็ผีแบบ แบบใหญ่แถวนั้นอะ ว่างั้นเถอะ ถ้าเป็นจาตุม ก็เป็นรุกขเทวดาอากาศ เทวดาแถวนั้นอะ กว้างไปก็เจ้าพ่อหลักเมือง สั้นลงมาก็เป็นภูมิแถวๆ นั้นอะ เขตใครเขตมันเหมือนกัน แต่บางภูมิก็เห็นกัน บางภูมิก็ไม่เห็น อยู่ที่ละเอียดหรือหยาบ ถ้าหยาบก็ไม่เห็นละเอียด เห็นหยาบๆ ด้วยกัน ถ้าละเอียดก็เห็นหยาบ อธิบายยากเหมือนกันฮะ สวดไปเหอะ
คำถาม   แล้วถ้าตกงานอยู่ ควรแผ่เมตตาให้ใครคะ จะได้งานไวๆ
หลวงตา    บวชดิ บวช บวชรองาน แผ่ไป ก็แผ่ไง แผ่ทั่วๆไปอะ ตัดค่าใช้จ่ายฮะ อ้าวตกงานก็ตัดค่าใช้จ่ายไง ไปอยู่วัดไม่มีค่าใช้จ่ายไง รองานไง เข้าใจปะ
คำถาม   ถ้าใส่บาตรทุกวัน จะได้รับผลเป็นยังไงคะ
หลวงตา    ทานฮะ ใส่บาตรคือทาน ทานเจาะจง ถ้าสังฆทานก็พระ 4 องค์ เดินไป มีกล้วย 4 ใบ ก็ใส่คนละใบ มันเป็นสังฆทาน เป็นหมู่สงฆ์ ถ้าทานให้หมา ก็คือทานธรรมดา ให้หมา ให้คน ให้ผู้มีศีล ผู้อะไรก็แล้วแต่ ไล่ไปเรื่อยๆ น่ะ มันเป็นทานปกติ
คำถาม   ผลของทานปกติเนี่ย มันส่งผลยังไงหลวงตาคะ
หลวงตา    ทานปกติ ไปไหนก็มันไม่อดอะ
คำถาม   แล้วการให้ทานกับผลที่ได้รับคือความรวยละคะ
หลวงตา   ถูก ในอนาคตน่ะฮะ รวย แล้วก็เป็นคนใจดี คือไม่ตระหนี่ ไม่ขี้เหนียวอะ เวลาขี้ยังให้หมาให้หมูมันกิน ขี้ไม่เหนียว ประมาณนั้นอะ อ้าวใช่มะ
คำถาม   หลวงตา แล้วจริงมั๊ยคะว่า เด็กที่เกิดมามีบุญบารมีมากอะค่ะ พ่อแม่จะเลี้ยงยากอะค่ะ
หลวงตา    โอ้โห กลับกัน ชี เด็กที่มีบารมีอะ ออกมาก็ง่าย พ่อแม่ก็เลี้ยงง่าย เด็กอะไม่ค่อยมีบารมี ออกก็ยาก เลี้ยงก็ยาก หาเรื่องประจำ ป่วยตั้งแต่ในท้องนู่น ถ้าเด็กมีปาณาติบาตเยอะ ไม่มีบุญ เด็กมีบารมีเนี่ย พ่อแม่ออกมายังไม่เจ็บเลย ก็มีบุญอะแม่ชี ใครบอกว่าออกยาก เลี้ยงยาก ใคร เปลี่ยนความคิดใหม่ได้แล้ว ไม่ใช่
คำถาม   บางทีพอแบบเด็กที่ดูจะเจ็บป่วยหรือเลี้ยงยากบ้างเนี่ยค่ะ เค้าอธิษฐานยกให้เป็นลูกของพระ แล้วจะดีขึ้นอย่างนี้หรือคะ หลวงตา
หลวงตา    เด็กมันก็ .... (แปลไม่ออกค่ะ)  ถ้าเด็กมีบารมีอะ ยกให้พระ พระท่านก็ไม่รับหรอก พระท่านก็ฝากบุญไว้กับเด็กด้วย ถ้าพระรู้อะนะ ความคิดของคน บางครั้งเราต้องพิจารณานะ เวลาเค้าไอ้นั่น โอ๊ย เด็กคนนี้มีบารมีเยอะ เลี้ยงยาก พ่อแม่ลำบาก ไม่ใช่แล้ว คิดผิดแล้ว จริงปะละ แม่ชีคิดว่ายังไง เอ้า คิดตามความเป็นจริง พิจารณาตามความเป็นจริงอะ ถ้าเค้าพูดมา หลวงตาไม่เชื่อนะ อย่างนั้นอะ อ้าว มีบารมี ต้องทำให้แม่รวยตั้งแต่ในท้องแล้ว พอเข้าท้องก็รวยเลยอะ อ้าว บุญเยอะไง
คำถาม   ห้อยพระหลวงปู่ค่ะ เวลาอาบน้ำ อธิษฐานให้น้ำเป็นน้ำมนต์ได้หรือเปล่าคะ
หลวงตา    ได้ รดพระก็รดเราด้วยไง ผูกไว้ตรงหัวก็ได้ เอาพลาสเตอร์ปิดไว้ที่หัว เวลาอาบก็น้ำมนต์ก็รัดหัวไง อ้าว มันเป็นน้ำมนต์ไง ใช่มั๊ย เอ้อ เอ้า ก็รดพระก็รดตัวเราเลยไง เวลาเค้าอาบน้ำ ผู้หญิงเค้าจะใส่อะไรนะ เอาไว้ในหมวกนั่นน่ะ เวลารดน้ำหัว แล้วก็ลงเลย ทีเนี้ย โดนพระอยู่แล้ว
คำถาม   หลวงตาคะ ญาติธรรมบอกว่าเดินอยู่ดีๆ ก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังในหูงี้ค่ะ แล้วก็เหมือนเห็นภาพเลือดของคนที่รู้จัก พอพรุ่งนี้เนี่ย ก็เกิดเรื่องกับคนที่รู้จักคนนั้นงี้ค่ะ
หลวงตา    เนี่ย คือเคยฝึกในอดีต นั่นน่ะ พอได้ยินเนี่ย มันต้องแผ่นะฮะ ก่อน เค้าอาจจะรอดก็ได้นะน่ะ แผ่ซะก่อนไง ท่านว่าจะเป็นฝันก็ตาม จะเป็นได้ยินหรือได้กลิ่นอะไร สิ่งที่มันไม่ดี นึกถึงท่านแล้วก็แผ่ไป เพราะรูปรสกลิ่นเสียงเนี่ย มันก็มาทั่วไปละท่านบอก เหมือนคนตายเนี่ย คนตายรถชนเนี่ย รูปก็คือรูปที่เค้าโดนชน เสียงก็คือเสียงที่เค้าโหยหวนใช่มั๊ย เค้าเจ็บปวด กลิ่นก็คือคาวเลือดไง บางครั้งมันรับได้อย่างเดียว ได้กลิ่นอย่างเดียว บางคน บางคนได้ยินเสียง ประมาณนั้นละนะฮะ ถ้าสัมผัสให้แผ่เลย ท่านบอก ให้แผ่เลย ถ้าตอนนั้น มันอาจจะเป็นอดีต หรือเป็นปัจจุบัน หรือเป็นอนาคต เนี่ย ภาพที่เราเห็นเนี่ย มันมีอยู่แค่นี้ เป็นอดีต เป็นปัจจุบันก็ได้ เป็นอนาคตก็ได้
คำถาม   แสดงว่าเวลาฝันอะไรก็ตาม จะฝันถึงวิญญานก็ตาม ฝันถึงคนตาย
หลวงตา    ถ้าคนชำนาญในการแผ่เนี่ย มันจะแผ่ฮะ ถ้าจะชำนาญในการแผ่ คือตอนเนี้ย ตาหู จมูก ลิ้น กาย เนี่ย ตอนเนี้ย เดินไปเดินมา ก็สวดมนต์แผ่เมตตาไปไง มันก็จะเกิดความชำนาญใช่มั๊ยละ ในฝันมันก็แผ่อีกน่ะแหละ  พอลืมนะ เช้ามาเนี่ย พอลืมสะดุ้งตื่น มันย้อนหลังเองอะ ย้อนไปในความฝันน่ะ แผ่ไป ทำงาน ทำงาน ท่านบอก เอ็งต้องทำงาน คนที่อธิษฐานทำงาน ต้องเข้าใจเรื่องงาน ไม่เข้าใจเรื่องงานแล้วอธิษฐานทำไม ท่านบอก ใช่มั๊ยละ หลวงพ่อ หนูอยากทำงาน ทำงานรับใช้หลวงพ่อ ก็มีอะไร สวดมนต์ แผ่เมตตา บันทึกบุญ ทำอารมณ์ให้ดี ทำงานเวลาไปไหน วิญญานมันก็น้อมมาที่เรา น้อมมาเอาบุญอะ ถ้าอารมณ์เราไม่ดีอะ มันไม่อยู่เราแม่ชี มันหนีห่างๆ ฮะ มันเจ็บ วิญญานมันไม่มีธาตุ ด่ากันมันก็เจ็บ มันจะหนี ถ้าเราสวดมนต์ มันมา เพราะมันสบายๆ เข้าใจมั๊ย แม่ชีต้องเข้าใจนะ เพราะถ้าใครที่สัมผัสในโลกวิญญานเนี่ย มันต้องพิจารณาเรื่องนี้ ทำไมต้องอารมณ์ดี อ้าว อารมณ์ดี วิญญาณมันมาอยู่ใกล้ๆ เรา มันก็สบายอะ เอ้อ เหมือนคนที่อารมณ์ดีอะ เราไปอยู่ใกล้ๆ เราก็รู้สึกดีอะ ถ้าคนอารมณ์วึด วัด อะไรเนี่ย กระทบไม่ได้ อะไรพวกเนี้ย เวลาเค้ามีอาการ เราก็ความรู้สึกไม่ดีอะ จริงมั๊ยละ วิญญานเนี่ยมัน เพราะฉะนั้น จะทำงานก็ต้อง ต้องอารมณ์ดี ท่านบอก เพราะบุญที่มีในอดีตเนี่ย มันก็เข้ามานะ อารมณ์ดี และไอ้บารมีท่านด้วยที่อธิษฐานน่ะ บางคนอธิษฐาน หลวงพ่อ หนูอารมณ์ดี มาเลย บารมีมาที่ผมเลย มาที่หนูเลย แผ่ไปเลย ใช้รูปนาม เข้าใจมั๊ย ก็ทำงานไง ไม่ใช่ทำอธิษฐานทำงาน อารมณ์ขุ่นตลอด มันจะมีอะไรผ่านมา มันก็บันทึกความขุ่นเข้าไปนั่นน่ะ แล้วผีที่ไหน วิญญานหรือคนที่ไหน เค้าจะมาเอาบุญกับเรา เค้าจะเอามั๊ย อารมณ์ไม่ดีอะ แม่ชีจะเอามั๊ยละ วันหลังใครว่าแม่ชี แม่ชีอย่ารับแล้วกัน บอกว่าใครว่าเรามา ก็กลับไปที่เค้าก็แล้วกัน ไม่รับ ว่างั้น นึกออกมั๊ยละ ไม่ใช่พอเค้าพูดมามุ่ย ก็หน้าไม่รับ หน้าเป็นหมากรุกน่ะ ใช่มั๊ย เคยเห็นหมากรุกมั๊ย หน้างอคอหักน่ะ
คำถาม   หลวงตาคะ เวลาเราสัพเพให้วิญญานต่างๆ ไปได้ไกลขนาดไหนคะ
หลวงตา    ก็สามโลกธาตุน่ะ ถ้าว่ากันจริงๆ นะฮะ ความคิดของเราเนี่ย เวลาเราแผ่คิดไปไหนอะ ก็มีคลื่นเหมือนโทรศัพท์ เหมือนคลื่นวิทยุอะไรพวกเนี้ยแหละ คลื่นของจิตนะแม่ชี ก็บอกแล้วอะ บอกประจำ เวลาสวดมนต์แผ่เมตตา เวลาพวกเนี้ย ท่านว่า ถ้าสวดกลางคืนดึกๆ เนี่ย ตื่นขึ้นมาสวด นะโม พุทธายะ เอ็งก็นึกถึงเพื่อน นึกถึงใครที่รู้จักอะ เช้ามามันโทรศัพท์ถาม เฮ้ย เมื่อคืนฝันเห็นเอ็งว่ะ เออนั่นได้ผลแล้วละ ผลน่ะ ผล ผล ผล พอดึกๆ ตี 1 ตี 2 มันคงไม่อยู่ มันคงนอน ทีนี้เราแผ่ให้มันเวลาเราสวด มันก็ฝันเห็นเราไง ฝันในทางที่ดีด้วยนะ ไม่ใช่ธรรมดา บางคน เอ้ย ฝันเมื่อคืนเนี้ย เอ็งมาให้หวยกูว่ะ ประมาณนั้นแหละ ถูกนะฮะบางที เนี่ย วิธีพิสูจน์ในการสวดมนต์ว่าคลื่นมันไปไกลขนาดไหน แต่อย่าลืมก็แล้วกัน ไม่ใช่ตื่นขึ้นมาปั๊บ งัวเงียๆ นะโม พุทธายะ หลับต่อ ไม่ได้คิดอะไรอะ
คำถาม   มีท่านนึงนะคะบอกว่าทุกครั้งที่สวดมนต์ ท้องฟ้าจะกระจ่างใส  เมฆที่มืดคลึ้มจะหายไป
หลวงตา    โห สุดยอดเลย
คำถาม   เค้าถามว่า อันนี้คือพลังงานที่บริเวณนั้นได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังงานที่บวกใช่มั๊ยคะ
หลวงตา    ก็อาจจะเป็นจริงนะ ถ้าสวดแล้วมันเป็นทุกครั้งอะนะ เวลามืดๆ เวลาสวดแล้วมันโปร่ง โอเคนะฮะ ถ้าอยู่ในกรุงเทพอะดีมากเลย ฝนจะได้ไม่ตก น้ำจะได้ไม่ท่วมกรุงเทพอะ ใช่มะ
คำถาม   หลวงตาคะ วิญญานหรือ วิญญานเค้าสามารถปกป้องเราได้ใช่มั๊ยคะ
หลวงตา    ได้ดิ มันไม่ได้อย่างเดียว มันไปซื้อก๋วยเตี๋ยวให้เราไม่ได้แค่นั้นเอง เพราะมันไม่มีธาตุ แต่มันบอกคนได้นะฮะ อ้าว นี่เรื่องจริง วิญญานมันไปจากใครเล่า  มันไปจากคนใช่มะ วิญญานมันก็มีญาติอะ มันตายมันมีญาติเยอะนะ แล้วมันไม่บอกเหรอว่า ญาติมันอะ มันบอกนะ เพราะมันอยากให้ญาติมันได้บุญ ญาติมันได้บุญน่ะ มันก็ได้ด้วยไง มันเป็นคนดลใจ ก็ได้ด้วยไง ไม่ตายนี่ไม่รู้นะ บอกก่อน ต้องพิจารณานะเว้ย มันบอกญาติมาที่วัดเรา เราให้มันสวดมนต์ ญาตินะ มันสวดญาติเค้าก็ได้หรือเปล่าละ ได้ เออ แล้วมันไม่บอก เป็นไปไม่ได้หรอก ไอ้ที่มันบอกไม่ได้เนี่ย เพราะมันเจาะไม่ได้ ญาตินี่ไม่มีเวลาจะให้มันเจาะ และกำลังตัวเองก็ไม่พอด้วยฮะ วิญญานบางวิญญาน เค้าช่วยเรานะฮะ ตามกำลังเค้ามีนะฮะ เหมือนมนุษย์เนี่ย มนุษย์เราก็ช่วยคนเค้าได้ตามที่กำลังเรามีนั่นแหละ
คำถาม   รวมถึงสามารถกันคนที่ไม่ดีออกไปได้ด้วยใช่มั๊ยคะ
หลวงตา    มองไม่เห็นนะฮะแม่ชี แค่บอกว่าเฮ้ยอย่าให้มองเห็นชั้นนะ ไม่มีใครมองเห็นนะ อ้าวจริง มันบังได้นะ วิญญานน่ะ
คำถาม   พอดีคุยถึงเรื่องวิญญานค่ะหลวงตา เวลาเราอยู่ที่บ้าน เวลาผีชอบเปิดไฟ ปิดไฟ เค้าทำไมมาเล่นกับเราหรือคะ
หลวงตา    ใช่ เขาช่วยเรา มันมีตั้งแต่สมัยหลวงพ่อแล้ว เนี่ย มันปิดได้ ไปถึงบ้านนะ บางบ้านน่ะ นึกอย่างเดียวไฟเปิดเองเลย ประมาณเนี้ย ถ้าทำได้งั้น สบายเลย เวลานอนขี้เกียจปิดไฟ เฮ้ยปิดหน่อย ฟึ่บ โอ้โห ผีมันไปจากคน มากลัว ไม่น่ากลัวหรอก จริง ผีเนี่ยมันไปจากคน ไม่เห็นมันน่ากลัวเลย
คำถาม   เหมือนเค้าอยากแสดงให้เราเห็นว่าเค้าอยู่เป็นเพื่อน อย่างงี้หรือคะ
หลวงตา    ยังอยู่ เขาอยู่ เขาจะบอกว่าฉันอยู่ด้วยนะ อย่าลืมบุญนะ ประมาณนั้นอะ
คำถาม   แล้วเวลาสวดแล้วน้อมไปที่มีคนตาย ทำไมเค้าถึงขนลุกคะ หลวงตา   
หลวงตา    อ้าว เค้ารักเค้าก็ขนลุก เราเนี่ยควบคุมธาตุเราอยู่ ใช่มั๊ย จิตเราควบคุมธาตุอยู่ พอเราแผ่ไปเนี่ยมันกระทบปั๊บเนี่ย มันก็กลับมาที่ธาตุเรา
คำถาม   แล้วถ้าเกิดพ่อกับแม่ทะเลาะกันบ่อยเนี่ย เราซึ่งเป็นลูกจะช่วยเค้าได้ยังไงคะ
หลวงตา    ไม่ยากหรอก ก็บอกเค้าดิ บอกเค้าเลย อย่าทะเลาะกันเลย เดี๋ยวก็ตายจากกันไป ว่างั้น ไม่มีใครอยู่ด้วยกันหรอก อย่างดีก้ไม่ถึง 100 ปีหรอก ว่างั้น รักกันไว้เถิด เปิดเพลงเลย เตรียมไว้เลย มันไม่ยากหรอก เค้าไม่รู้เราเตรียมอะไร อัดใส่โทรศัพท์ไว้ พอทะเลาะกันก็เปิดดังๆ เลย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เปิด รักกันไว้เถิด ประมาณเนี้ยแหละ ก็จะหยุดแล้ว พ่อแม่หยุด นี่คือการช่วย ถ้าเราจะไปบอกเค้า คงยากฮะ ต่างคนต่างมืด เคยหน้ามืดมั๊ย คนหน้ามืดเนี่ยไม่เอานะ ดีก็ไม่เอา ไม่ดีก็ไม่เอา จะเอาตามใจกูนี่ละ บางคนไม่ได้ก็ฆ่าตัวตายนะ บางคนทำร้ายคนอื่นด้วย นั่นคืออาการของการหน้ามืด พ่อแม่บอก เฮ้ย อย่าไปนะ ไม่ฟัง กูจะไป เพราะมันหน้ามืดไง โชคดีแม่ชี ไม่ไป มาบวช ก็เลยไม่มีอาการหน้ามืด
คำถาม   การที่เราจะสัมผัสวิญญานได้ จะสังเกตุยังไงคะหลวงตา
หลวงตา    อ้าว สังเกตุเวลาสวด มีความรู้สึกมีคนมาสวดกับเราเยอะแยะไปหมด นั่นแหละคือความรู้สึก อธิบายเรื่องความรู้สึกมาหลายปีแล้วแม่ชี เนี่ยเราทุกวันนี้ เกิดในท้องก็มีความรู้สึกแล้วละ ลองมารดากินของร้อนๆ ดิ้นในท้องนะ ขลุกขลักๆ ใช่มะ นั่นคือความรู้สึกของเด็กไง  พอออกมาก็มีความรู้สึกแล้ว หิวก็ร้อง ป่วยก็ร้อง ใช่มะ เออ เริ่มแล้ว พัฒนาความรู้สึกแล้ว ตา หู จมูก ลิ้น กาย จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ มีความรู้สึกทุกคน แต่เรื่องอะไรไม่รู้ แล้วแต่จะรู้สึก มีตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่มันเป็นทางโลก ทีนี้เราปิดโลก หลับตาสวดมนต์ จิตอยู่กับพระ ใช่มะ จิตอยู่กับบทสวดมนต์หรือไม่ก็มองภาพพระ ความรู้สึกเรื่องนามธรรมคือธรรมะ ก็เริ่มเกิดละ ไม่มีอารมณ์ทางโลกละ ความรู้สึกนั่นน่ะ ทีนี้นานเข้าเนี่ย ความรู้สึกมันมีสองอย่างนะแม่ชี มีโลกด้วย มีธรรมด้วย ความรู้สึกของคลื่นของความคิดของคน คลื่นของดวงวิญญาน คลื่นก็มองไปคน รู้ อารมณ์เค้าดีก็รู้ อารมณ์ไม่ดีก็รู้ เค้ามีทุกข์ก็รู้ เค้ามีสุขก็รู้ เค้ามีความเพลิดเพลิน มันรู้ได้สองทางแน่ะ ใช่มะ เนี่ยละ หลวงตาถึงว่าทุกวันเลย เด็กๆ พวกเนี้ยไม่ต้องเรียนหนังสือ สวดมนต์เนี่ย ลาออกเลยจากโรงเรียนอย่าไปเรียน เรียนแล้วจะไปทำอะไรอีก ยุคนี้ เศรษฐกิจก็ไม่ดี โลกกำลังจะเปลี่ยนแปลง ใช่มะ มนุษย์ก็จะฆ่ากันอยู่ไม่เห็นหรือเนี่ย เนี่ย มันหึ้มๆ มันจะฆ่ากันอยู่ ภัยธรรมชาติก็เกิดทุกวัน น้ำก็จะท่วมกรุงเทพอยู่ ไม่เห็นเหรอ เนี่ย ถ้าฝนตกลงมาอีก ก็ท่วมอีกละ ลำบากมั๊ย หนีดิ หนีมา หนีมาบวช บวชเป็นฤาษีก็ได้ หลวงตาถามว่ามนุษย์ต้องการอะไร ปัจจัย 4 เท่านั้นอะ มีที่กิน มีที่นอน มีที่อยู่ มีอะไรก็โอเคแล้ว เตรียมตัวตายได้แล้ว ตายแหงแก๋ ถ้าไม่ฝึกลำบากนะ อยากเข้าใจเรื่องโลกวิญญานต้องหมั่นสวดมนต์นะฮะ อยากคุยกับผีได้ก็ต้องสวดมนต์นะฮะ เข้าใจมั๊ย หมั่นคุยกับหลวงปู่ มองภาพท่านแล้วก็คุย นึกเอาฮะ คุยทุกวัน คุยทุกวัน คุยจนความรู้สึกเริ่มตอบมา ใช้ความรู้สึกเอา มันเป็นคลื่น เค้าเรียก ท่านเรียกว่าโทรจิต  แม่ชีไม่เคยมีแฟน ไม่รู้ว่าโทรจิตเป็นยังไง เวลาแม่ชีมองหน้าแล้วเนี่ยแม่ชี รู้เลยว่ามันไปทางไหน รู้ เพราะสองคนมันรู้ไง นั่นเรียกว่าโทรจิต ไม่มีการพูด โชคดีเนี่ย บวชก่อน เลยโทรไม่เป็น ทีนี้โทรเรื่องเรื่องอื่นแล้วตอนนี้ เฮ้ย คนมาที่วัด ไอ้คนนี้รู้แล้วเนี่ย มันต้องเช่าพระแน่เลย แม่ชียิ้มได้เลย ความรู้สึกมันบอกนะ เรียกว่าโทรจิต ดีมั๊ยละ น่าฝึกมั๊ยละ น่าฝึก ไม่ต้องเรียนหรอกทางโลกน่ะ โทรจิตนี่แหละ โอ้โห มัน บางคนไม่เชื่อ บางคนหลวงตา ชีวิตกูไม่รู้จะเอายังไง ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิต ต้องไปซื้อเสื้อแล้วละ ต้องไปซื้อเสื้อแล้วละ เอายังไงกับชีวิต  นู่นน่ะ วิริยธโร 9 น่ะ 300  เนื้อดีด้วยนะ ใส่แล้วอาจจะคิดออกว่าจะเอายังไงกับชีวิต เพราะไปที่ไหนเค้าก็อ่านไง เอาไงกับชีวิต คิดออกละ เฮ้ย จะเอาไงดีวะ ประมาณนั้นอะ
คำถาม   หลวงตาคะ แล้วอย่างเวลาภาวนาไป แล้วเหมือนมีใครสักคนบอกให้รู้เรื่องที่คิด แต่ไม่ใช่ไปคิดในเรื่องที่รู้เวลาภาวนางี้ค่ะ
หลวงตา   ถูกต้อง นั่นธรรมะแท้ๆ เลยน่ะ
คำถาม   แต่เค้าบอกพอมีมาพูดอย่างงี้ปุ๊บ แล้วเค้าก็ไปไม่เป็นค่ะ
หลวงตา    ทำไมไปไม่เป็น ก็สวดมนต์ดิ เดี๋ยวก็จะมาอีก คลื่นตรงนั้นอะ
คำถาม   อันนี้ก็โทรจิตแบบหนึ่งใช่มั๊ยคะ
หลวงตา    ถูกต้อง ธรรมะล้วนๆ นะน่ะ ที่มานั่นน่ะ นั่นน่ะ ธรรมะมันอยู่ที่บทสวด ท่านบอก อ้าว บางคนบอกธรรมะไม่ใช่อยู่ในหนังสือเหรอ หนังสือแล้วใครเขียนละ เขียนมาจากใครละ ก็เขียนมาจากพระหรือฤาษี หรือนักบวชที่เค้าหลับตาอยู่ในป่า อยู่ในห้อง อยู่ในวิเวกนั่นน่ะ เค้าได้มาจากการสวดมนต์ภาวนาทั้งนั้นน่ะ ต้องไปคุยกับพระที่เค้าทำกรรมฐานอายุมากๆ ดิ ไปคุยกะท่านสิ แม่ชีเคยมั๊ยละ คุยทั้งวันนะ ท่านอธิบายให้ฟังทั้งวันได้ ถ้าอยากจะฟังนะ ท่านไม่ได้เรียนหนังสือด้วยซ้ำ บางคนอ่านไม่ออกด้วยซ้ำไป  หลวงตาเห็นหลายองค์นะฮะ บางองค์นี่อ่านไม่ค่อยชัดหรอก แต่สวดได้ทุกบท ไม่ได้ยังไง ก็สวดประจำ ใช่มะ จิตมันก็อยู่ในไตรสรณคมณ์ อยู่ในจักรพรรดิ อยู่ในพระ จิตอยู่กับพระ มันก็เลยธรรมะก็อยู่ตรงนั้นไง ไม่เห็นเหรอ พระที่ทำกรรมฐานกับพระที่เรียน แม่ชีลองเทศน์เหอะ ต่างกันเยอะเลย แม่ชีเอาหนังสือพระไตรปิฎกมาเลย เวลาท่านเทศน์อะ เทศน์ตามนั้นอะ เป๊ะเลย ถ้าพระองค์ไหนทำกรรมฐานน่ะ ไม่มี ลูกเล่นเยอะด้วย  อ้าวจริง
คำถาม   เวลาสวดมนต์จะเลือกบทไหนดีที่สุดคะ
หลวงตา    บทไหนก็ได้ สวดแล้วรู้สึกดีอะ สวดแล้วรู้สึกสบายนั่นน่ะ เอาบทนั้นละ ท่านบอก
คำถาม   การตายเนี่ยค่ะ หลวงตา ถ้าตายจากชาตินี้เป็นเทวดา แล้วอยากจะเข้านิพพานโดยที่ไม่ลงมาเกิดอีก ต้องทำยังไง ต้องอธิษฐานยังไง แล้วทำได้มั๊ย   
หลวงตา    ไม่ต้องอธิษฐานหรอก เนี่ยขอให้ไปเป็นเทวดาเหอะ ชาตินี้ ไม่ต้องลงมาเกิดก็ได้ นี่หลวงพ่อท่านสั่งไว้นะฮะ เชื่อหรือเปล่า แต่หลวงตาเชื่อนะฮะ รอพระศรีลงมา ไม่กี่วันนี่อะ ท่านก็ลงมาแล้วละ เหลือล้านกว่าปีมนุษย์เท่านั้นเอง ล้านกว่าปีมนุษย์อะ เทวดานี่ จาตุมเนี่ย อายุเท่าไหร่รู้เปล่า 30 กว่าล้านปีนะ อายุ ลงไปจาตุมเนี่ย ตายชาตินี้เป็นจาตุม ชั้นที่ต่ำที่สุดเลยเนี่ย ก็รอพระศรี ไม่ต้องมาเกิด พระศรีลงมาก็ไม่ต้องเกิดอีก เวลาท่านตรัสรู้ เวลาท่านเทศน์ น้อมไปที่ท่าน ไป บางคนอ้าวไม่ได้สร้างอะไร มันไปได้ไง ก็ตอนท่านอยู่เนี่ย ท่านรวมบารมีท่านทิ้งไว้ในโลกมันเยอะขนาดไหน ประมาณไม่ได้นะ แม่ชี เราไป........ (แปลไม่ออกค่ะ)  ก็จริง แต่เวลาน้อมไปพลังงานเยอะๆ  ลองคิดดูดิ เป็นเนื้อเดียวกับท่านน่ะ ขนาดพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเนี่ย เวลาท่านเทศน์ เทวดาหรือพรหมสำเร็จประมาณได้ที่ไหนละ ท่านถึงบอกเอ็งฝึกไปเหอะ ชาตินี้ชาติสุดท้าย เอ็งไม่ต้องเกิดอะ เอ็งรอพระศรี จบมั๊ย ปัญหาอย่างเดียวเอ็งอย่าลงข้างล่างก็แล้วกัน ถ้าลงข้างล่างก็จบ ทำไมจะไม่ให้ลงข้างล่าง เอ็งหมั่นสวดมนต์ ไปไหนก็สวด ทำกรรมดี ไม่ดีมั่ง แต่สวดมนต์ นอนที่ไหนก็สวด จนชินน่ะ ใช่มะ นอนไหนก็สวด เวลาเอ็งตาย เอ็งนอนตายแน่ๆ เลย ไม่ยืนตายหรอก เอ็งจำได้และ นะโม เอ็งก็ไปแล้วละ ไปไหนอะ ไปเป็นเทวดาดิ ง่ายมะ ก็ง่าย ลูกศิษย์หลวงพ่อท่านชาติสุดท้ายแล้วนะ ยกเว้นคนที่ปรารถนาใหญ่ๆ อะ อย่างพระปัจเจก อย่างโพธิสัตว์ อะไรพวกนี้ อันนี้อีกเรื่องหนึ่งฮะ อันนี้ต้องขยันเกิดแล้ว ชาติพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี่ก็เล่นสัก 100-200 ชาตินู่นละ รีบทำ ถ้าใครอธิษฐานเป็นพุทธภูมิ เป็นโพธิสัตว์ รีบทำ อย่ามัวแต่เสวยบุญอยู่ รู้จักเสวยบุญมั๊ย ก็ รูป รส กลิ่น เสียงไง วัดก็ไม่ไป สวดก็สวดฮะ บุญก็ทำ แต่เสียเวลาไง มันเสียเวลาไง จะเอาแค่นั้นหรือไง เออ ตาย ใช่มะ ลมหายใจต้องเป็นประโยชน์ท่านบอก เพราะว่าชีวิตหนึ่งนี่มันแป๊บเดียว ชีวิตเรานี่แป๊บเดียว ลมหายใจคือประโยชน์ละ ถ้าอารมณ์ไม่ดี ก็คือเสียเวลาละ ท่านบอก ถ้าอารมณ์ดีคือบุญที่ทำทุกวันๆ มันก็เพิ่มขึ้น วันทวีคูณนะ ท่านบอก ทีนี้เวลาใกล้ตายก็ต้องเข้าท้อง ต้องเกิดเลย จะเปลี่ยนด้วยการเข้าท้องหรือไม่เข้าท้องก็แล้วแต่ความชำนาญที่ฝึก เนี่ยที่สวดมนต์เนี่ย บางคนก็อีก 2 เดือนตาย ก็เข้าท้องไปก่อน ก็นอนป่วยเนี่ย เข้าไปก่อน พอถึงเวลาก็ตัดเลย ตัดสายใยจากนี่ไปฟึ่บ เข้าไปท้อง ก็ย่นเวลาไป ใช่มะ เป็นหลายเดือน บางคนชำนาญ เฮ้ย เอาไวๆ เปลี่ยนร่างคนตาย คนตายใหม่ๆ อะ ไปปรับธาตุ ไปส่งวิญญานให้เค้า อายุสัก 20-30 ประมาณนี้ เข้าไปเลย ซ้อนเข้าไปเลย ใช่มะ พอปั๊บนอนอยู่นี่ก็ตาย  เสร็จแล้วนั่นก็ห่มผ้าเหลืองได้เลย อ้าว ทำต่อได้เลยไง นี่คือพุทธศาสตร์ในการฝึกการเวียนว่ายตายเกิด ง่ายมะ ถ้าอยากไม่เกิดนะ ชาตินี้ชาติสุดท้าย ก็เอาเนี้ย เอาสบายๆ เนี่ย ทำงานทางโลกไป มีบุญก็เสพบุญไป รูป รส กลิ่น เสียง โลกก็เอา ธรรมก็เอา ทำกรรมน้อยๆ หน่อย ทำไม่ดีน้อยๆ ทำดีเยอะๆ สวดมนต์บ่อยๆ ให้เกิดความเคยชิน หนีไปเป็นเทวดาให้ได้  รอพระศรี  พักน้อย นอนน้อยๆ ไม่ต้องมาก แม่ชีจะเอาแบบไหนอะ เอาแบบไหน ถ้าแบบง่ายๆ ก็เอาที่หลวงตาว่าเนี่ย
คำถาม   หลวงตาคะ แล้วผู้ที่ปรารถนาปัจเจกภูมิหรืออสีตินะคะ ที่ไม่ใข่พุทธภูมิอะค่ะ เค้าสงสัยว่าในชาติที่ต้องสร้างบารมีอยู่เนี่ย สามารถมีบริวารแล้วก็มีการอุทิศตนเพื่อส่วนรวมได้หรือเปล่าคะ
หลวงตา   มีเหมือนกันน่ะ เป็นศาสตร์เดียวกันฮะ ความปรารถนาเวลาเราตั้งจิตอธิษฐานเป็น ต้องการเนี่ยนะฮะ พอเริ่มอธิษฐานปั๊บ กระแสตรงนั้นก็มีในโลก มีมาที่จิตเราแล้ว เป็นการเชื่อมระหว่างจิตเรากับคำอธิษฐาน เข้าใจมะ อธิษฐานเป็นพระปัจเจก อธิษฐานเป็นเป็นอสีติเนี่ย พออธิษฐานทุกวันเนี่ย ความรู้สึกว่าจะทำอะไรมันก็เริ่มเป็นกระแสเดียวกัน เข้าใจมะ เหมือนแม่ชีจะเรียนกฎหมายเนี่ย แม่ชี ก็ต้องตั้งใจ ใช่มั๊ยละ เอ้อ แม่ชีเป็นฆราวาสจะเรียนศาสตร์ไหน แม่ชีก็ไปตามนั้น เหมือนกัน คล้ายๆ กัน กับพุทธศาสตร์เนี่ย ความปรารถนา ใช่มะ ความปรารถนา เจาะจง เจาะไปตรงสิ่งที่ตนเองปรารถนา เป็นสาวกเบื้องขวา มันก็อธิษฐานทุกวัน แล้วก็ทำ เบื้องซ้าย อะไรพวกเนี้ย พระปัจเจก หรือพระโพธิสัตว์ หรืออะไรเนี่ย มันก็เป็นหน่อเดียวกัน เชื้อเดียวกัน เป็นกระแสเดียวกันไปเรื่อยๆ มันก็จะไปเจอลูกพี่ ในอนาคตไปเจอลูกพี่ ถ้าปรารถนาเป็นพระอสีติ ถ้าปรารถนาเป็นพระปัจเจกเค้าจะเจอพวกกัน พวกที่เป็นพระปัจเจกด้วยกันน่ะ ไปเล่นกัน เล่นฤทธิ์กัน ในป่าหิมพานต์มั่ง ประมาณนั้นอะ ถ้าเป็นโพธิสัตว์ เค้าก็จะไปเรื่อย ๆ เค้าจะรู้ว่าท่านก่อนหลัง หรือผมก่อนหรือหลังอะไรพวกเนี้ย รู้ นี่คือการเวียนว่ายตายเกิด ท่านบอก เพราะมนุษย์มันเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ท่านบอก เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ฝึก เอ็งไม่เรียนเนี่ย เอ็งไม่รู้ว่าจะไปไหน ไม่รู้จะเอาไงกับชีวิต จริงมั๊ยละ เอ้อ ก็ไหนก็ตายๆ เกิดๆ อยู่แล้ว ก็ปรารถนาอะไรสักอย่าง จะได้มีกระแส จะได้มีเผ่าพันธุ์ เออ ถ้าจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่ใหญ่ก็นู่นเลย หน่อพุทธภูมิเลย ท่านบอก เอ็งไปเลย ท่านบอก อธิษฐานเลย เอ็งก็สร้างเลย พอเอ็งขี้เกียจเนี่ย โอ๊ย อีกไกลเว้ย ลาดีกว่า มันก็ตัดชั๊วะเลย ก็เป็นสาวกขององค์ใดองค์หนึ่งในชาตินั้นๆ จบ ไปนิพพานเหมือนกัน ไม่เกิดเหมือนกัน พระปัจเจกก็ไม่เกิดเหมือนกัน พระอรหันต์ก็เหมือนกัน ไม่เกิดเหมือนกัน  แต่ช่วงที่เวียนว่ายตายเนี่ยละ จะเอายังไงกับชีวิตละ ท่านบอกเอ็งจะเอาไง ก็ไหนๆ ก็เกิดๆ ตายๆ อยู่แล้วเนี่ย เอ็งฝึกไปเรื่อยๆ เอ็งก็จะรู้แล้ว ว่าการเวียนว่ายตายเกิดเอ็งจะกลัวมั๊ย ไม่กลัวแล้ว ไม่กลัวความทุกข์ ไม่กลัวความสุข ไม่ติดความสุข ไม่กลัวความทุกข์ เพราะการเวียนว่ายตายเกิดมันเป็นธรรมชาติ ใช่มะ จบ  ตายเมื่อไรก็ไปเกิด ก็เวียนว่ายตายเกิดไง ไม่ติดด้วย ไม่ฆ่าตัวตายด้วย แม่ชี พอมันรู้ ไม่ทำร้ายคนอื่นด้วย เพราะมันรู้ รู้เรื่องกรรม กรรมมาจากไหน โทษคนอื่นไม่ได้ โทษตัวเองไง โทษสังคมเค้าได้ไงอะ ไม่ได้ โทษเพราะเกิดไง ถ้าเราไม่เกิด มันจะมีเรอะ
คำถาม   หลวงตาคะ สิ่งที่ปรารถนาเนี่ย พอเริ่มรู้สึกว่าอยากปรารถนาอะไรสักอย่างเนี่ยค่ะ ให้อธิษฐานทุกวัน ถูกต้องมั๊ยคะ
หลวงตา    ถูก อธิษฐานทุกวัน ทำทุกวันนะ ไม่ใช่อธิษฐานแล้วกูก็นอนเฉยนะ ประมาณนั้นอะ ไม่ใช่
คำถาม   มันต้องเลือกก่อนมั๊ยคะ เพราะมันต้องเลือกจะเป็นอะไรงี้ค่ะ
หลวงตา    ไม่ต้องเลือกก่อนก็ได้ ฝึกกรรมฐานไปเรื่อยๆ น่ะ ใช้ความรู้สึกน่ะ  เพราะไอ้ตัวเมมโมรี่ ตัวบันทึกไว้ มันมีอยู่ มันมีอยู่ ขอให้มันเบาๆ เหอะ จิตเบาๆ ในความรู้สึกก็จะรู้แล้วว่ากูเคยอธิษฐานอะไร ความรู้สึกก็จะบอก
คำถาม   การสวดมนต์น่ะค่ะ หลวงตา เราจำเป็นต้อง เอ๊ะ อันนี้ อานิสงค์มันจะเป็นอย่างงี้  เราเลยถึงจะสวดหรือเปล่าคะ หรือว่าสวดไปเลยเงี้ยคะ
หลวงตา    อย่าไปคิดแม่ชี อานิสงค์ของการสวดมนต์ก็คือทำจิตให้มันห่างจากอารมณ์ทางโลก คำสวดมนต์ คำภาวนานั่นน่ะ แต่ option ที่ได้คือบทสวด ความหมายของบท นั่นน่ะ คือได้ ตรงที่จิตมันเบาแล้วนู่นอะ หรือไม่จิตมันสบายแล้วน่ะ มันเป็น option คำว่า option รู้จักหรือเปล่า ประมาณนั้นละ ความหมายของบทที่สวด เอ็งสวดบทไหนอะ ความหมายอะไรอะ นั่นคือพลังงานของบทสวด ของคลื่น ของเผ่าพันธุ์เดียวกัน อยากเป็นจักรพรรดิมั๊ยละ เอ็งก็สวดจักรพรรดิไปดิ เผ่าพันธุ์เดียวกัน
คำถาม   เวลาเราสวดมนต์อะค่ะหลวงตา พ่อกับแม่ได้บุญกับเรามั๊ยคะ
หลวงตา    ได้สิ ถ้าเค้าได้ยินเสียงเรา เค้าก็ได้ เราสบายใจ  เค้าก็เห็นเราสบาย เค้าก็สบายด้วยนะ
คำถาม   เวลาไปสักยันต์ ที่เป็นยันต์ดวงของหลวงปู่อะค่ะ จะมีพุทธคุณเท่ากับแขวนพระของหลวงปู่หรือเปล่าคะ
หลวงตา    มันก็เท่ากันอะฮะ เพราะว่ามันเป็นยันต์ท่าน มันเป็น 555 มันก็เท่ากันนะฮะ มันเป็นสื่อของพลังงานของท่านไง สื่อของบารมีท่านไง จะเป็นวันเกิดท่าน จะเป็นรูปลักษณ์ของท่าน จะเป็นยันต์ท่าน อะไรพวกเนี้ย เพียงแต่น้อมท่านมาที่ยันต์เวลาสัก ขอบารมีท่านมาอยู่ที่ยันต์
คำถาม   ขอกลับไปเรื่องวิธีการสวดมนต์ที่ถูกต้องค่ะ หลวงตา ไม่รู้จะสวดยังไง นึกบทไหนได้ก็สวดเลย
หลวงตา   ถูก สวดไปเหอะ นึกได้ก็สวดไปเหอะ
คำถาม    หลวงตาคะ มีญาติธรรมบอกว่า คนใกล้ตัวของเค้าเนี่ยคะ เป็นคนที่พูดไม่ดี อารมณ์ร้าย แต่ว่าต้องทนอยู่ด้วย จะทำยังไงให้เป็นสุขในสถานการณ์แบบนี้คะ
หลวงตา   คงยากฮะ เพราะอารมณ์ไม่ดี ยาก ถ้าเป็นหลวงตานะ กูหนีห่างมึงเลย  มึงจะรวย มึงจะใหญ่ กูก็ไม่อยู่ เพราะอารมณ์ไม่ดี ถ้าเราเข้าใกล้เนี่ย เท่ากับเราปิดบุญของเราด้วย เค้าปิดบุญของเค้ายังไม่พอ เค้ายังมาปิดบุญของเราด้วย เพียงแต่แม่ชีเห็นใครอารมณ์ไม่ดี แม่ชีก็มีความรู้สึกด้วยเนี่ย แม่ชีไปปิดบุญตัวเองด้วยนะฮะ ถ้าแม่ชีบันทึกบุญจริงๆ นะ สวดมนต์ภาวนาไปเรื่อยๆ แม่ชีมันเบานะ แม่ชีเห็น แม่ชีก็สักแต่ว่าเห็น ใช่มะ เห็นเฉยๆ รู้ว่านี่คืออะไร มันจะดีไม่ดีคือเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา แม่ชีไม่เบรคตัวเอง เข้าใจมะ เบรคบุญก็คือไปมีอารมณ์ร่วมกับเค้า เราก็บันทึก แต่มันน้อยกว่าเค้าหน่อยเท่านั้นเอง นึกออกมั๊ย นั่นแหละ นี่คือ เสียเวลา รู้จักมะว่าเสียเวลาน่ะ ไม่มีประโยชน์น่ะ รู้จักมั๊ย เป็นทุกคน ไม่มีใครไม่เป็นหรอก ยิ่งเป็นญาติเนี่ย โอ้โห ผิดถูกไม่สนใจละ กูบอกว่าญาติกูถูกก่อนน่ะ จริงมะ เหมือนกับนักโทษอะ ใช่มะ เออ ทุกรายน่ะ เขาหาว่า จริงไม่จริง เค้าก็หาว่า เขาหาว่าผม ประมาณเนี้ย
คำถาม   หลวงตาคะ เวลาสวดมนต์นะคะ เค้าบอกว่า เค้าใช้คาถาบทจักรพรรดิ ควบคู่กับลมหายใจ บางทีคุมจิตอยู่บ้าง ไม่อยู่บ้างอะค่ะ มันมึนอะค่ะ
หลวงตา   อ้าว ก็ถูกแล้ว ไม่มีใครหรอก ฝึกปีสองปี วันสองวัน แล้วมันนิ่งเลย มันเบาเลย ไม่มีหรอก ถ้ามีมันก็ไป เข้าป่ากันหมดแล้วละ มันไม่อยู่หรอก ใช่มะ มันก็อย่างงี้แหละ ใช่ปะ มันก็ค่อยๆ ทำไป จนกว่ามันจะรู้นั่นแหละ ท่านบอก ท่านถึงบอกว่าเอ็งขี้เกียจก็ทำ ขยันก็ทำ เอ็งไปเรื่อยๆ น่ะท่านบอก เดี๋ยวเอ็งก็จะรู้เองแหละ มันเป็นยังไง ไอ้สวดมนต์ภาวนามันเป็นยังไง ไอ้กรรมฐานนี่คืออะไร เนี่ยเอ็งก็จะรู้เองแหละ
คำถาม   หลวงตาคะแล้วเสียงสะอื้นที่ได้ยินตอนหลังจากที่นั่งสมาธิเสร็จแล้วละคะ
หลวงตา   แผ่ แผ่ เสียงสะอื้นก็คือเสียงของความทุกข์ของวิญญาน ของคน นั่นละ มันรับโดยจิตไง รับโดยความรู้สึก แสดงว่าเสียงนั้นคือญาติ คือคนรู้จัก คือเสียงที่ใกล้ที่สุด เขารู้ว่าเราให้บุญเค้าได้ ให้ความสุขเค้าได้นะฮะ เค้าเห็นนะฮะ เค้าจะติดต่อเราได้ยังไงอะ ถ้าเป็นมนุษย์ก็ช่วยผมด้วย ใช่มั๊ยละ ให้คนได้ยินน่ะ ถ้าเป็นวิญญานก็อย่างงั้นอะ ก็สะอื้นไง ความทุกข์ ความสะอึกสะอื้น ความร้อง ประมาณเนี้ยละ ก็รีบแผ่ อย่าไปช้านะ นึกถึงหลวงพ่อแผ่ให้เค้าไป
คำถาม   แล้วมีคนก็สงสัยเนี่ยค่ะว่า เวลาแผ่ เราอยากรู้จังว่าเค้าได้บุญกับเราหรือยัง
หลวงตา    อย่าไปรู้ แผ่ก็คือแผ่ เดี๋ยวก็รู้เองว่าเค้าได้หรือไม่ได้ ในกาลข้างหน้า รู้ฮะ ถ้าทำบ่อยๆ ฝึกบ่อยๆ เนี่ยรู้
คำถาม   ญาติธรรมบอกว่า อยากอธิษฐานเป็นศิษย์เอกของหลวงตาทุกๆ ชาติอะค่ะ
หลวงตา   โอ้โห อย่าเลย ขอร้อง ขอให้เป็นศิษย์เอกหลวงปู่ดู่นู่น 55 อย่าไปตาม เดี๋ยวหลวงตาพาไปมั่วแล้วยุ่งเลย ขอร้อง อย่า 555
คำถาม   หลวงตาคะ ซื้อลูกแก้วมาเนี่ยค่ะ จะเป็นเราซื้อหรือคนอื่นซื้อ ก็เอาไปปรับภูมิได้เหมือนกันใช่มั๊ยคะ
หลวงตา    ได้เลย เวลาสวดมนต์ก็หลวงพ่ออะ ลูกแก้วเป็นลูกแก้วสารพัดนึก จักรพรรดิ กระแสของลูกแก้ว กระแสของลูกแก้วสารพัดนึก ลูกแก้วที่ผู้มีในโลก 3 โลกธาตุเนี่ย เป็นสื่อเดียวกันกับลูกแก้วที่หนู เนี่ย อยู่ข้างหน้าหนูเนี่ย เป็นสื่อเดียวกัน แล้วสวดไป ใช่มะ ขอบารมีหลวงพ่อผ่านที่รูปนาม มาที่ลูกแก้ว ก็จบแล้ว ไม่ต้องไปให้ใครอธิษฐานหรอก อธิษฐานเอง เจตนานะแม่ชี แม่ชีเอาไปให้พระท่านหรือไปให้ใครก็ตาม ท่านก็เป็นมนุษย์เหมือนเราอะ ท่านมีรูปมีนาม ท่านก็อธิษฐานเหมือนที่เราอธิษฐานน่ะ ผ่านรูปนามของท่านไปน่ะ ไปที่ลูกแก้วน่ะ ตอนที่เราเจตนาดีอะ เรามีศีลครบ พอสวดจักรพรรดิ จักรพรรดิมาเต็มที่เลย เจตนาดี ศีลก็ครบ ปาณา อทินนา มุสา สุรา อะไรพวกนี้ มันไม่มี ตอนเนี้ยไม่มีเลย มันต้องเข้าใจเรื่องศีล ท่านบอก ศีลคือเอ็งทำตอนไหน มันก็ผิดตอนนั้นน่ะ เอ็งเลิกทำ เอ็งไม่ทำ มันก็ไม่ผิด แต่เอ็งมี มีอะไรรู้เปล่า ก็แผลเป็นไง ถ้าเอ็งทำมาก เอ็งก็แผลเป็นทั้งตัว ถ้าเอ็งทำครั้งเดียวก็มีแผลเดียว ท่านบอก ถ้าเอ็งหยุดทำ มันก็หยุดนะ เข้าใจมั๊ยเนี่ย ไม่ใช่โอ้โห บางคนทำผิดศีลมานะ นึกอยู่นั่นอะ โอ้โหเสียใจ จะไปนึกทำไม หยุดทำก็หมดเรื่องไง ถ้าหน้ามืดก็ทำใหม่ไง 555 แล้วก็หยุดใหม่ โอ้โห นานๆ เข้า เดี๋ยวมันก็สะอาดเองน่ะ เพราะมันรู้อยู่อะ  ใช่มะ มันก็หยุด ค่อยหยุดไป บางคนโอ๊ย ชาตินึงอะ บางคนทำผิดศีลครั้งเดียว ยังคิดอยู่นั่นอะ โอ๊ย คิดเป็นทุกข์อยู่นั่นอะ ไม่เข้าใจ มันไม่มีใครไม่ผิดศีลอะ ไม่มี ไม่มีอะ จริงมั๊ยละ ต้องเข้าใจนะฮะ ทีนี้ถ้าเราสวดมนต์ จิตเราห่างหมดเลย จากพวกนั้นอะ เวลาเราสวดมนต์ แผ่เมตตา อธิษฐานพวกเนี้ย ศีลครบ อะไรครบหมดเลย ก็เหมือนเราดีใจนั่นแหละ เราดีใจอยู่เนี่ย ไอ้ความเสียใจ ความทุกข์มันมาได้มั๊ย ไม่มา มันอยู่ด้วยกันกะเรามะ อยู่ บาปบุญอะอยู่นะ แต่เวลาเรานึกถึงบุญ บาปไม่มา มันไปตรงที่เรานั่นแหละ เพราะจิตเป็นตัวบันทึก เนี่ยธรรมะที่เห็นๆ ชัดๆ เลยเนี่ย เพราะฉะนั้น ทุกคนเป็นเกจิหมดเลย หลวงพ่อเนี่ย ไม่ต้องให้ มาให้ข้าอธิษฐานหรอก เอ็งก็อธิษฐานได้ เอ็งนึกถึงข้า เอ็งก็นิมนต์มาให้หมดเลย โพธิสัตว์เจ้าทุกองค์ ไม่มีองค์ไหนไม่มาหรอก เพราะเอ็งปรารถนาดีไง เออ แล้วก็เข้าไปในรูปลักษณ์ที่เราอธิษฐาน มันเป็นสื่อเดียวกันกับท่านทั้งหมดเลยเนี่ย ไม่มีใครไม่มา ท่านบอก มาหมด นอกจากเอ็งปรารถนาไม่ดี เอ็งมีธุรกิจเกี่ยวกับพวกนี้ ท่านรู้ ท่านก็ไม่มา จริงมะละ เอ้อ ก็เหมือนเค้าเชิญแม่ชีไปเนี่ย ถ้าดีแม่ชีจะไปมั๊ยละ ไป ถ้าไม่ดีแม่ชีจะไปมั๊ย ไม่ไป เหมือนกันนั่นแหละ วิญญานภพภูมิทั้งหมด เหมือนกันหมดเลย ไม่มีใครไม่อยากอยู่ในรูปที่ดีหรอก ท่านบอก ยิ่งรูปของโพธิสัตว์ ไม่มีโพธิสัตว์องค์ไหนไม่อยากฝากไว้หรอก ก็เหมือนท่านบอกว่าเอ็งเห็นรูปพระที่ไหนก็ตาม เห็นปั๊บ สาธุเลย โมทนาสาธุเลย ถ้าหลวงพ่อเป็นพระอรหันต์ ก็สาธุด้วยนะครับ ถ้าหลวงพ่อเป็นพระปัจเจกหรือโพธิสัตว์ในอนาคต ฝากชีวิตในการเวียนว่ายตายเกิดไว้กับหลวงพ่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันนะครับ นี่ ตายแม่ชี แล้วก็เกิด เจอกันมั๊ย ไม่มีใครไม่เจอ เพราะฉะนั้น อย่าไปว่าใคร อย่าไปนึกไม่ดีกับใคร อย่าไปด่าใคร เดี๋ยวเจอกันข้างหน้าน่ะ หืมม ไม่ชอบหน้าเลย ไอ้คนนี้ ต้องรีบระวังดีๆ อย่าไปใกล้มันนะเว้ย อันตราย เดี๋ยวมันจะฆ่าเราได้นะ แสดงว่าเคยฆ่า เคยด่า เคยตีกัน ชาตินี้กูไม่เห็น  เคยเห็นมึงเลย เห็นหน้ามึงแล้ว เกลียดมากเลย อยู่นานๆ เข้า อยากจะฆ่านะ เพราะมันเคยกระทืบแม่ชีไว้ไง ทรมานมั่ง ฆ่ามั่ง ประมาณเนี้ยแหละ นี่คือประโยชน์ ประโยชน์ในการสวดมนต์ รักษาตัวเอง รักษาคนอื่น เข้าใจมั๊ย และการเวียนว่ายตายเกิดในอนาคต สบายมั๊ยชี ไม่มีเวร ไม่มีภัยกับใคร ยกเว้นกรรมที่ตัวเองทำในอดีตที่มันบันทึกไว้นั่นน่ะ มันมาเมื่อไหร่ก็รับไปก็แล้วกัน ถ้ามันไม่มา ก็แล้วไป ก็นึกถึงสิ่งที่ดีๆ ที่ทำไว้ฮะ เนี่ย สวดบ่อยๆ เนี่ย ที่ดีมันก็มาเรื่อยๆ อะ รวยไงแม่ชี รวยๆ ไม่อยากรวยหรือไง
คำถาม   ขอถามเรื่องศีลได้มั๊ยคะ ศีลที่บอกว่าเราก็ต้องรักษาศีล ทีนี้หนูก็มานึกถึงศีลข้อ 5 ว่า อย่างถ้าผู้หญิงเค้าก็มีแบบ Spy อ่อนๆ wine cooler 5 ดีกรีเอง ทีนี้ถ้าเรากินเข้าไป เราไม่ได้ไปทำเวรกรรมกับใคร ทำไมจะเป็นไรอะหลวงตา
หลวงตา    อ้าว มันก็ผิดที่เราไง เราอร่อย ก็เราอร่อยไง
คำถาม   แค่นั้นเอง
หลวงตา   เออ มันก็มึนๆ ไง ถ้ามันเมา มันก็มึนๆ ไง ในอนาคตก็เวลาเกิดมากูก็มืนๆ ประมาณนั้นอะ
คำถาม   ใช่มั๊ยน่ะ หลวงตา
หลวงตา    จริง ถ้ากินเป็นยาก็ไม่เป็นไรหรอกฮะ พระก็ยังกินเลย องค์คุลีผาบาตรไง มีพระที่วัดเมื่อก่อนเนี้ย อะไรนะ ไอ้ยาธาตุ 4 อะ ยาธาตุ 4 เนี่ย ลองกินดิ เมา มันแอลกอฮอล์เยอะไง กิน ลองกินขวดนึงเนี่ย หลวงพี่กินประจำเลย ซื้อมากิน มันมึน มันเมา มันอยู่ที่เรา ถ้าเราบอกผิดมันก็ผิด  ถ้าบอกไม่ผิดมันก็ไม่ผิดหรอก ไม่ได้มีทำอันตรายกับใคร แต่ก็ทำอันตรายตัวเอง ถ้ากินมาก ถ้ากินเป็นยาก็ไม่เป็นไรหรอก อย่าไปกินนะ แก้วเดียวอะ 555
คำถาม   หลวงตาคะ ถ้าเกิดลูกศิษย์ไม่เอาไหน หลวงตายังจะรักอยู่มั๊ยคะ
หลวงตา    โอ้ ลูกศิษย์ไม่เอาไหน  ก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับหลวงตานี่ โอ้โห แม่ชี ไม่เกี่ยวกับหลวงตาเลย
คำถาม   ตัวใครตัวมันนะคะ
หลวงตา   ก็ถูกแล้ว
คำถาม   หลวงตาคะ มีคนเชื่อหลายต่อหลายคนว่า ได้สวดมนต์บทพระมหาจักรพรรดิ แล้วสัพเพแผ่เมตตาพร้อมหลวงตาทุกๆ วัน ทุกๆ ครั้งอะค่ะ แล้วเกิดโชคดีมีชัย ก็เลยคิดเองว่าเพราะหลวงตาเนี่ยแหละ เพราะหลวงปู่ดู่เนี่ยแหละ แล้วก็เพราะเราที่ได้บอกมา อันนี้จริงมั๊ยคะหลวงตา
หลวงตา    มันมีของเราเองด้วยแหละ มีของตัวเค้าเองด้วย บุญที่เค้าทำมาเนี่ย หลวงพ่อท่านว่า เอ็งครึ่ง ข้าครึ่ง ถ้าเอ็งมีเนี่ย อย่างคนที่เคยทานบ่อยๆ สมัยก่อนๆ นั้นอะ เชื่อข้าเถอะ มันสวดมันก็ถูกหวยทุกงวดนั่นแหละ ท่านบอก มันเคยทำไว้
คำถาม   เค้าเคยมีฐานแล้วใช่มั๊ยคะ
หลวงตา   มีฮะ
คำถาม   พอเค้ามาจูนสักอีกนิดนึง บทพระมหาจักรพรรดิ ก็เลยได้ไปแบบ ...(แปลไม่ออกค่ะ)
หลวงตา    ถูก ถ้าเค้าต่อไปอีก ก็ได้ต่อไปอีกนะ ถ้าเอ็งไม่มี ก็ทำซะตอนนี้ วันนี้ วันละเล็กละน้อย วันนี้คือพรุ่งนี้  ไปเรื่อยๆ แล้วก็เบิกมาใช้ได้
คำถาม   หลวงตาจะบอกให้เราสะสมเสบียงบุญใช่มั๊ยคะ
หลวงตา   ถูกต้อง เรื่องของทานนะ ไม่ใช่ไปเจาะจงทานอย่างเดียวนะ ไม่ใช่นะ ฐานนี่แหละดีกว่า ท่านว่า ฐาน คือกรรมฐานเนี่ย เพราะไอ้กรรมฐานที่เราทำเนี่ย มันเป็นความรู้เรื่องการสร้างบารมี ตั้งแต่ทานยันอุเบกขาโน่นอะ
คำถาม   แล้วทำไมบางคนนี่ได้โชค 3 งวด 5 งวด ติดต่อกันเลยคะหลวงตา
หลวงตา    โอ้โห ไปดูที่ถ้ำเหอะ บางคนเนี่ย ไม่มีงวดไหนไม่ถูกหรอก ถูกทุกงวด เล็กมั่ง น้อยมั่ง 555
คำถาม   หลวงตา เค้าบอกเค้านึกถึงหลวงปู่ไม่ออก
หลวงตา   รูปดิ เอารูปมาดู พกรูปไปด้วยไง นึกไม่ออกอะ
คำถาม   เค้าบอกว่านึกถึงหลวงตาชัดกว่านึกถึงหลวงปู่เนี่ยค่ะ
หลวงตา    ใช่ หลวงตาเป็นๆ อยู่ไง หลวงปู่ไม่อยู่แล้วไง
คำถาม   เค้าบอกว่า ฝันว่าหลวงปู่ท่านเคี้ยวหมากค่ะ แล้วก็เหมือนเอาชันหมากมาให้เค้าในฝันอะค่ะ
หลวงตา   เอ้า สาธุด้วย หลวงพ่อท่านกินหมากนะฮะ สมัยก่อนน่ะ ท่านกินหมาก ท่านสูบบุหรี่นะฮะ
คำถาม   แล้วสอบถามหลวงตานะคะ ว่าท่องคาถาจักรพรรดิ ดูรูปหลวงปู่ แต่ตัวโยกเยกอะค่ะ เกิดจากอะไร
หลวงตา    ปิติไง โยกไปโยกมาอะ
คำถาม   แล้วควันขาวๆ ที่เห็นน่ะค่ะ น้อยมาก มากบ้าง แต่สวดเสร็จก็จะจางไปอะค่ะ
หลวงตา   ถูก อีกหน่อยก็จะเป็นแสงสว่างแล้วนะฮะ ตอนนี้เห็นแต่ควันก่อน
คำถาม   หลวงตาคะ ทำไมเปลี่ยนบทสัพเพจาก 5 จบเป็น 3 จบคะ
หลวงตา    มันยาวไป มันยาวไป ก็เลยเปลี่ยน
คำถาม   แผ่เมตตาที่หลวงตาใช้เนี่ยค่ะ ใช้บทใดคะ
หลวงตา   หลวงตาอะเหรอ ไม่ได้ใช้บทใด ใช้บทหลวงพ่อเลยฮะ หลวงพ่อช่วยเค้าด้วย ถ้าเห็นนะฮะ บางทีไม่ได้สัพเพนะฮะ บางทีก็สวดไปด้วยก็แผ่ไปด้วย บางทีพอเห็นจังๆ ก็ หลวงพ่อช่วยเค้าหน่อย เนี่ย แค่เนี้ย นี่คือบทแผ่เมตตาหลวงตา
คำถาม   ทำไมสวดไปด้วยถึงแผ่ไปด้วยได้คะ
หลวงตา    อ้าว ทำไมจะไม่ได้อะ เวลาเราสวด พลังงานมาที่เราหรือเปล่า ก็ออกไปที่อื่น ทำไมจะไม่ได้ละ เอ้อ ไม่เห็นยากเลย นะโมพุทธายะ แม่ชีมองใคร แม่ชีนึกไป มันก็ไปตามที่แม่ชีนึกอะแหละ
คำถาม   แล้วคนที่สวดเดือนเดียวก็เห็นผีเลย แสดงว่าของเก่ามีเยอะหรือคะ
หลวงตา   โห อย่าว่าเดือนเดียวเลย บางคนสวดครั้งเดียวก็เห็นแล้วผีอะ บางคนไปที่ถ้ำอะ เห็นหน้าหลวงปู่ คุยกะท่านได้แล้ว เยอะแยะ แม่ชีไม่ไปนั่งอยู่บนถ้ำละ อย่าหนีจากถ้ำสิ นั่งอยู่งั้นละ แม่ชีจะเข้าใจ บางคนไปนั่ง ทำอะไร มันบอกมาคุยกะหลวงปู่ ไม่ใช่เค้าจะไปหาหลวงตานะ ไม่ใช่ ถึงหลวงตาไม่อยู่ เค้าก็ไปนะ ไปคุยกับหลวงพ่อไง ขอนู่นมั่ง ขอนี่มั่ง ใช่มะ
คำถาม   หลวงตาคะ เวลานั่งสมาธิแล้วเค้ามีความรู้สึกเค้าลืมทุกอย่าง บางทีลืมว่านั่งอยู่ไหน
หลวงตา   ถูก ให้มันเป็นอยางงั้นอะ ให้มันลืมงั้นอะ เสร็จแล้วเนี่ย พอออกมาอนาคตมันลืมหมดน่ะ ลืมคนรัก ลืมลูก ลืมเมีย ลืมหมดล่ะ เออ จิตมันก็อยู่ในสมาธิ มันก็ลืมหมดอะ เวลาตายไปไหนอะ ไปพรหมนะฮะ บางคนอะ บางคนเอาตรงนี้ตัดภพชาติได้นะน่ะ เพราะว่านั่งไม่กี่ครั้งเนี่ย เค้ายังลืมหมดเลย แสดงว่าจิตเค้าเบาแล้ว สงบแล้วน่ะ เพราะมันสงบแล้วไง แสดงว่าพื้นฐานมีเยอะนะฮะ ลืมหมด มันพูดไม่ได้ มันลืม แต่ที่จริงมันเป็นสมาธิ คิดอะไรไม่ออกหรอก นิ่งสนิทเลย เหมือนกับสมัยก่อน ตอนที่ออกจากถ้ำใหม่ๆ มันมีเด็ก พ่อแม่เค้ากลัว เด็กอายุ 3-4 ขวบ 5 ขวบ ประมาณเนี้ย ไม่ทำอะไร กลับจากโรงเรียนก็มานั่งอยู่ในห้องพระ นั่งเป็นชั่วโมง มันนั่งได้ยังไง ถ้าจิตมันไม่สงบ มันนั่งไม่ได้หรอก เพราะเด็กมันนุ้งนิ้งๆ ไอ้นี่นั่งปั๊บ อยู่เลย พ่อแม่กลัว จะไม่ไปโรงเรียน กลัวจะบวช โอ้โห ถ้าเป็นหลวงตา ปล่อยให้มันบวชไปเลย มันจะได้เป็นผู้มีฤทธิ์ในอนาคต มาเรียนธรรมะ มันรู้โลกนะ มันเรียนโลกมันก็รู้โลก มันรู้ธรรมไม่ได้ไง มันจะเป็นประโยชน์ทั้ง 2 โลกนะ รู้โลก รู้ธรรมด้วยนะ โอ้โห ตัดอนาคตลูกเลย ตัดอนาคตเลย จริง ตอนนี้เด็กมันก็เลยเรียนหนังสือเลย ทางโลกเลย แหมเสียดาย เพราะมันต่อมานะน่ะ 3-4 ขวบมันนั่งเป็นชั่วโมง หลายชั่วโมง มันไม่ใช่ธรรมดานะ มันต้องมีพื้นฐานของมันมา ถ้ามันฝึกต่ออีกนะเนี่ย ฤทธิ์เนี่ยเรื่องเล็กนะน่ะ แต่ถ้าไปทางโลกปั๊บ เสร็จเลย ลืมเลย ติดเลย รูป รส กลิ่น เสียง กู่ไม่กลับแล้วตอนนี้ จะกลับอีกทีก็นู่น อายุมากๆ นู่นน่ะ เสียเวลา จะย้อนมาฝึกฤทธิ์อีก ยากอีกละตอนนี้ ....(แปลไม่ออก) เพราะข้อมูลปัจจุบันมันบันทึก ไหนจะเรียนหนังสือ ไหนจะนู่น นี่ นั่น ใช่มะ พอมีครอบครัว หนักเข้าไปอีกแล้ว บันทึกหนักเข้าไปอีก พออายุมาก มาบวชปั๊บ มาฝึกปั๊บ relayใช้เวลานานเลยนะน่ะ ใช้เวลานาน
คำถาม   ฟังจากที่หลวงตาเทศน์ว่าเทวดาฟังธรรมะจากพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุ  ไม่ต้องกลับมาเกิด  แต่ทำไมคนธรรมดาฟังธรรมะ อ่านธรรมะ ถึงไม่บรรลุครับ
หลวงตา   ไม่บรรลุได้ไง เพราะข้อมูลไม่มี ปัจจุบันบรรลุไม่ได้เพราะไม่มีตัวช่วยเลย ตัวเองล้วนๆ กำลังตัวเอง ขนาดทุกวันนี้ อย่างเราเหอะ ไปอ่านเหอะ อ่านในพระไตรปิฎก ตอนท่านเทศน์สิ่งหนึ่งเกิด สิ่งนั้นก็ดับ  แค่นี้เค้าก็เป็นโสดาแล้ว เราอ่านทั้งปียังไม่เป็นเลย มันจะเป็นได้ไง มันไม่มีกำลัง มันไม่มีพื้นฐาน มันไม่ได้บันทึกไว้ แต่สมัยท่านน่ะ กว่าจะตามท่านมาเนี่ย ฝึกตามเวียนว่ายตายเกิดตามท่านน่ะ พอท่านพูดปั๊บ มันก็เข้าใจแล้ว เหมือนหลวงตาไปหาหลวงพ่อใหม่ๆ ก็อย่างงั้นอะ พอหลังๆ พอทานพูด เราก็เข้าใจแล้วไง เหมือนกันอะ ทีนี้เจอพระพุทธเจ้าในอนาคตเนี่ย พระพุทธเจ้าบารมีท่านรวมชาติตรงนั้นอะ คำว่ารวมก็คือตอนที่ท่านเป็นโพธิสัตว์น่ะ ท่านเกิด สร้าง แล้วก็ตาย แล้วก็เกิด แล้วก็สร้าง แล้วก็เกิด แล้วก็สร้าง ไม่ได้เกิดเสวยบุญไง เข้าใจมะ ทีนี้มันก็เก็บๆๆๆๆๆๆ หลวงพ่อท่านบอกว่า บารมีข้ามีทุกตารางนิ้วในโลกเนี่ย ท่านบอก ไม่เชื่อเอ็งฝึกกรรมฐาน เอ็งดูเอา ท่านว่า ท่านให้ดู ท่านบอกว่าพิสูจน์ได้ ทีนี้เวลาท่านรวมอะ ชาติเดียวรวมชาติเดียวอะ มนุษย์ สัตว์ทั้งหลาย เนี่ย เวลาท่านเปิดมาเห็นกันหมดแล้ว แค่เราน้อม จะไม่เกิด ทำไมจะไปไม่ได้ นั่นอะคือพุทธะละ ถ้าจะไปนิพพานตอนนี้นี่ เอ็งต้องใช้กำลังเอ็งละ เอ็งต้องตามรอยพระโพธิสัตว์ ตามรอยพระอรหันต์ ตามรอยพระพุทธเจ้าแล้ว ต้องไปฝึกแล้ว กิเลส ตัณหา อุปทาน ยังไง จนกำลังเอ็งมี แล้วเอ็งก็ตัดเองไง  เพียงแต่ท่านบอกว่างี้ๆๆๆ เอ็งก็เดินตามท่านสิ ใช่มั๊ยละ เอ็งมีกำลังเอ็งก็ไปได้แหละ กำลังใจไง ถ้าเอ็งไม่มีกำลัง เอ็งก็เกิดเหมือนเดิม จบมะ อย่าไปสงสัย ท่านบอก อย่าไปสงสัย ฝึกไปก่อน สวดมนต์ไปก่อน ว่าสงบๆ มันเป็นยังไง อารมณ์สบายมันเป็นยังไง  หายใจเข้าลึกๆ ได้เวลาแล้ว พรุ่งนี้เจอกันที่ถ้ำ เอ้า หายใจเข้าลึกๆ ปล่อยทีละน้อยๆ นะฮะ อย่าไปปล่อยรวดเดียวนะฮะ สัก 2-3 รอบนู่นน่ะ มันจะเป็นการปรับธาตุนะ ลมอะ เวลามีปัญหาชีวิต หายใจเข้าลึกๆ นึกถึงท่านเนี่ย บ่อยๆ เนี่ย สวดมนต์ไปเรื่อยๆ มันจะคิดออกนะ ว่าเราจะเอาไงกับชีวิตนั่นน่ะ น้อมไปที่หลวงปู่ดู่ น้อมไปที่หลวงพ่อ ขออาราธนาบารมีท่าน น้อมกำลังจักรพรรดิตั้งแต่อดีต ปัจจุบันและอนาคต ผ่านมาที่เรา กำหนดไปสามโลกธาตุ กำหนดไปสิ่งที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับเราทั้งหมด อัญเชิญเทพพรหมทั้งหลาย ทุกภพทุกภูมิ โลกของวิญญาน โอปาติกะ บริเวณนี้ บริเวณใกล้เคียง บริเวณไกลไปเรื่อยๆ  ทั้งสามแดนโลกธาตุ สวดกำลังจักรพรรดิพร้อมกับเราทั้งหลายทั่วโลก ซึ่งมีรูปและนาม เค้าจะสวดพร้อมกับเรานะฮะ

******************************************************************



ขออนุโมทนาบุญกับคุณปัณณ์ธารี กงมะณี ด้วยนะคะ ที่ถอดเทปเป็นตัวหนังสือให้ทุกท่านได้อ่านกัน สาธุค่ะสาธุ

14
1/6/59 หลวงตาม้า ตอบธรรมะที่บ้านสวนณาพรรณ์ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์
แม่ชี : หลวงตาค่ะ ญาติธรรมอยากได้วิธีการทำน้ำมนต์ง่ายๆ นะค่ะ
หลวงตา : น้ำมนต์ง่ายๆ ก็เอา พระแช่น้ำมนต์ พระใส่น้ำก็เป็นน้ำมนต์แล้วนะฮะ
แม่ชี: พระผงกรรมฐานสีขาวๆ
หลวงตา : ใช่
แม่ชี : ทำจากปูนซีเมนต์ขาวใช่มั๊ยค่ะ
หลวงตา : ใช่ จากผงหลวงปู่ดู่ไง ที่เค้าแจกไปนั่นหน่ะ ห้อยคอนั่นแหละ นั่นแหละ ก็เวลากินก็อธิษฐานเอา
แม่ชี : อ้าว สามารถนำน้ำมนต์อาบก็ได้ ดื่มก็ได้ ถูกต้องนะค่ะ
หลวงตา : อาบก็ได้ ดื่มก็ได้ รดสวนก็ได้ รดดอกไม้ก็ได้ ได้หมดแหละ
แม่ชี : และก็สวดมนต์ระหว่างวันไปด้วยนะค่ะ
หลวงตา : ก็เวลากินก็สวดมนต์ไปด้วย ก็อธิษฐานไปด้วยไง หลวงพ่อท่านเองก็กินน้ำมนต์ไปด้วยนะฮะ ตอนที่อยู่กับท่านน่ะ ท่านกินน้ำมนต์ทุกวันนะ ท่านทำเอง ท่านก็กินเองนะฮะ เพราะท่านบอกน้ำมนต์เนี่ยะ มันมีรูปมีนาม รูปก็คือน้ำ นามธรรมก็คือพลังงาน เวลามีพอกินเข้าไปมันก็ไปปรับธาตุ
แม่ชี : กินน้ำมนต์ ดื่มน้ำมนต์เข้าไปคือไปปรับธาตุ
หลวงตา : ก็ถูกแล้ว กินน้ำเข้าไปทำไมหล่ะ กินน้ำทุกวันกินไปทำไมหล่ะ
แม่ชี : ชื่นใจ
หลวงตา : อ้าวก็ปรับดินน้ำไฟลมไง เข้าใจมั๊ย โอ้โห ท่านกินทุกวันนะสมัยอยู่กับท่านหน่ะ แต่ท่านทำเองนะ ท่านก็กินเอง
แม่ชี : น้ำชาที่หลวงปู่ให้ลูกศิษย์ดื่มนั้นก็เหมือนเทน้ำมนต์ให้ดื่มนี้หรือค่ะ
หลวงตา : ใช่ มันมีพระอยู่ข้างในนะ
แม่ชี : ในกาน้ำชา
หลวงตา : มีฮะ มันเป็นลูกแก้ว เป็นพระอยู่
แม่ชี : หลวงตา ตอนเนี่ยะ หลวงปู่ ไม่มีรูปแล้วเนี่ยะค่ะ มีแต่นามธรรมเนี่ยะค่ะ
หลวงตา : ทำไม
แม่ชี : กำลังท่านยังเยอะเหมือนเดิมมั๊ยค่ะ
หลวงตา : ส่วนรูปท่านมีอยู่ที่ไหน พลังงานท่านก็อยู่ที่นั่นแหละ เนี่ยะรูปท่านเนี่ยะ มีรูปก็มีนามไง
แม่ชี: คำว่ารูปนามไม่จำเป็นต้องมีชีวิตถูกต้องมั๊ยค่ะ
หลวงตา :  รูปไม่เคลื่อนไหว แต่นามเคลื่อนไหว แต่ถ้ายังมีชีวิต รูปก็เคลื่อนไหว นามก็เคลื่อนไหว อาจจะเข้าใจยากหน่อยฮะ สวดมนต์ไปก่อนก็แล้วกัน ตอนนี้รูปท่านทุกรูปมันห้อยคอเราเนี่ยะเคลื่อนไหวหมดแหละ เพราะท่านยัง ยังต้องเกิดอยู่ไง เข้าใจมั๊ยไม่รู้อะใครที่เกิดอยู่เนี่ยะถ่ายรูปไว้ก็เคลื่อน พลังงานก็เคลื่อน นามธรรมก็ยังเคลื่อนอยู่ เคลื่อนโดยกรรมไง กรรมที่ตัวเองทำอะ พระโพธิสัตว์ทุกองค์ก็ยังงั้นอะ เราๆท่านๆ ก็เคลื่อนทุกคน ทั้งดีและไม่ดีจากอดีต ปัจจุบัน ไปอนาคต เวียนไปยังเงี้ยะ แต่ของโพธิสัตว์ เคลื่อนเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนเรา เคลื่อนความดีมากกว่า ฮึๆๆ ความไม่ดี ความไม่ดีแทบจะไม่มีเลย มีแต่ความดีล้วนๆ อะ มันไปตลอดเวลาอะ จนกว่าท่านจะเป็นพุทธะโน่นหน่ะ ถึงจะรวม รวมเสร็จแล้ว ไม่ไม่แล้วไม่เคลื่อนแล้วเป็นแก้วแล้ว รูปลักษณ์พุทธะที่เค้าสร้างขึ้นทุกๆที่ เป็นแก้วหมดเลย แต่คนไปอธิษฐานสำเร็จเพราะอะไร เทวดส เทวดาที่อยู่ อยู่กับท่าน เทวดาที่สร้างท่าน รูปลักษณ์ของท่าน คนที่เขาอธิษฐานแล้วสร้างประมาณนั้นหน่ะ
แม่ชี : หมายถึงรูปลักษณ์พระพุทธเจ้าที่เราไปกราบนี่ใช่มั๊ยค่ะ
หลวงตา : ถูก บารมีรวมละฮะ ไม่ไปไหนแล้ว แต่ยังเคลื่อนอยู่โดยเทวดา โดยผู้ที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอย่างเราๆ ท่านๆ นี่แหละ เหมือนแม่ชีสร้างวัดได้สักวัดหนึ่งอะ แม่ชีไปเป็นเทวดาหรือพรหม แม่ชีจะเห็นวัดแม่ชี ใครอธิษฐานอะไรแม่ชีก็รู้แล้วคิดว่าจะช่วยเค้ามั๊ยล่ะ
แม่ชี : ที่เราสร้างอย่างนี้ใช่มั๊ยค่ะ
หลวงตา : ถูก มันเป็นเรื่องของโพธิสัตว์ ศาสนาพุทธมันก็ไม่มีอะไร มีโพธิสัตว์มีปัจเจกแล้วก็มีพระอรหันต์แค่นี้ ไม่มีอะไร สามแค่นั้น สามอย่างแค่นั้น แต่มันแยกออกไปแค่นั้น
แม่ชี : แยกออกไป
หลวงตา : ฮะก็แยกอะ พุทธเจ้าก็มีสาม พระอรหันต์ก็มีเยอะหลายอย่าง พระปัจเจกก็อย่างเดียว
แม่ชี : คนมีหลายแบบ ก็เลยต้องแยกไปเป็นตามความสามารถนี้เหรอคะ
หลวงตา : ไม่ใช่
แม่ชี : ตามความถนัดเหรอค่ะ
หลวงตา : ไม่ใช่ มันเป็นสูตร มันเป็นสูตรของท่าน อยากรู้ต้องสวดมนต์ฮะ ถ้าไม่สวดมนต์ไม่รู้หรอกเพราะสิ่งที่ท่านทำไว้ในโลกเนี่ย ไม่ใช่อยู่ในหนังสือ หลวงพ่อท่านว่าไม่ได้อยู่ในหนังสืออยู่ในแผ่นดินในโลกเนี่ยะ กรรมที่เราทำในอดีตจนถึงปัจจุบันเนี่ยะ เราเอาไปไม่ได้หรอก เราเอาไปได้แต่ความรู้สึก มันก็ทิ้งไว้ตรงนั้นแหละ ทุกคนอะตั้งแต่พระพุทธเจ้ายันเราเนี่ย ถ้าเราสวดมนต์เนี่ยะ ถ้าใจเราเบาๆ เนี่ยะ เราก็จะรู้แล้วอดีตเป็นยังไง ปัจจุบัน อนาคตเป็นยังไง ทีนี้ปัจจุบันเราอยู่ในสภาพไหนหล่ะ วัตถุ อารมณ์ อยู่ตรงไหนหล่ะ รูป รส กลิ่น เสียง ตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบทางโลกทุกวัน บันทึกทุกวัน ไม่มีใครไม่บันทึก การเวียนว่ายตายเกิดบันทึกทุกลมหายใจเข้าออกด้วย แต่คุณบันทึกเรื่องอะไรแค่นั้นเอง ถ้าคุณไม่เข้าใจพวกนี้ คุณ ท่านบอกว่าเอ็งเวียนว่ายตายเกิดก็ไปเรื่อย ๆ ก็แล้วกัน ตราบใดที่ยังไม่สวดมนต์ภาวนา เอ็งเรียนทางโลกมาก เอ็งก็รู้โลกอย่างเดียว เอ็งไม่สามารถจะรู้ธรรมะได้ เพราะธรรมะมันอยู่ที่จิต เรียนที่จิตนะฮะ ธรรมอะ ใช่มั้ย ถ้าเอ็งเรียนทางโลกก็เรียนทางตา ทางรูปโดยมนุษย์ มนุษย์โดยมนุษย์ด้วยกันหน่ะ ใช่มั้ย ถ้าเราเรียนทางโลกเราก็รู้ทางโลก ถ้าเอ็งเรียนธรรมะด้วย เอ็งก็รู้โลกด้วยธรรมด้วย หลวงตาเน้นนะฮะ เด็กๆ สมัยนี้ เค้ามาถามหลวงตา ผมจะไปเรียนหนังสือ บอกมึงจะไปเรียนไร มึงเรียนในยุคปัจจุบันเนี่ยะมึงเรียนมามึงก็เอาตัวไม่รอดหรอกบางครั้ง มึงเรียนธรรมะนี่แหละ สวดมนต์นี่แหละ สัก 40 50 ปีนี่ เอ็งก็รู้ทั้ง 2 ฝั่งแล้ว เอ็งจะเอารวยขนาดไหนก็ได้ เนี่ยะสวดมนต์เนี่ยะ ทำไม งง เหรอ ( หัวเราะ ) เรียนโลกก็รู้โลกไง เรียนธรรมรู้ทั้งธรรมรู้ทั้งโลก ถ้าเอ็งสวดมนต์ภาวนาไปเรื่อยๆ นะฮะ เอ็งรู้ เอ็งก็รู้ไปเรื่อยๆแหละ ถ้าเอ็งรู้เนี่ยะ รู้ทุกอย่างเนี่ยะ ถามว่าเวลาใครไปถามเอ็งเนี่ยะ เอ็งรู้หมดเนี่ยะ เอ็งอยู่ที่ไหนเค้าก็ไปหา เหมือนหมอดูแม่นๆ หน่ะ นั่นแหละ เอ็งอยู่ที่ไหนเค้าก็ไปหมดแหละจริงป่ะหล่ะ เหมือนกัน ทำไมเค้าต้องไปถามพระ ไอ้พวกที่ประมาณนี้แหละ ไปถามพระถามคนทรงไปถามทำไม เค้าไม่ได้เรียนทางโลกมา แต่เค้ารู้ได้ไงหล่ะ รู้เพราะอดีต คือ ปัจจุบัน ปัจจุบัน คือ อนาคต จริงมั้ย เออ (หัวเราะ) ท่านยังสอนว่าอดีตตอนเนี่ยะคนมันทำอะไรอะ 100 ปีย้อนไปจนถึงปัจจุบันเนี่ยะ ปัจจุบันมันทำอะไร นั่นคือ อนาคตและดูง่ายๆ เลยท่านบอกไม่ได้ดูยาก ถ้าเข้าใจดูนะฮะ เพราะฉะนั้นการสวดมนต์มันเป็นฐาน ท่านถึงได้บอกว่ากรรมฐาน ไม่มีพระองค์ไหนไม่สวดไม่สอนหรอกนะพวกพระ พวกฤาษีเนี่ยะ เค้าให้สวดมนต์ทั้งนั้นหน่ะ สวดทุกครั้งเราก็ห่าง ห่างโลกทุกครั้ง บางทีเราสวดชั่วโมงหนึ่งเราก็ห่างแล้ว ห่างจาก อย่างน้อยๆก็วจีกรรม กายกรรมไม่มีแล้ว หรือมโนกรรมมั่ง มันก็ห่าง ใช่มั้ย กิเลสตัณหา ถ้าเราสวดแบบวัดถ้ำเมืองนะวันละ 7 รอบ 7 ชั่วโมง เอ็งก็ห่าง 7 รอบอ่ะ ห่างเลย สวดไป 10 , 20 ปี 30 ปี  แก่ๆ มาเนี่ยะไม่รู้อะไรเป็นไปไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้เลยฮะ ไม่มีทางถ้าเราสวดทุกวันนะฮะ ใช่มั้ยล่ะ หลวงตาสวดมาตั้งแต่อายุ 34 ตอนนั้น หลวงพ่อท่านสอนเอง ชีวิตเอ็งนะสวดมนต์อย่างเดียวนะ เอ็งอยู่ที่มนต์ อยู่ที่ข้า อยู่ที่จักรพรรดิ สวดไตรสรณคมณ์อยู่ที่ท่าน อยู่ที่รูปท่านนะฮะ อยู่ที่พระใช่มั้ยที่ให้ ให้อยู่บริเวณแถวเนี่ยะ แล้วจะไปไหนถ้าไปให้ดึงมา ดึงมา เอ็งใช้เวลาไม่นานไม่เกิน 10 ปี ประมาณเนี่ยะ เอ็งก็รู้แล้ว เอ็งอยากรวยก็ได้แล้ว  เอ็งไม่อยากรวยก็ได้อยู่ที่เอ็งอ่ะ อ้าวจริง จริงมั้ยหล่ะถามคนที่ไปถ้ำใหม่ๆ สมัยโน้นหน่ะ หลวงตาทำอะไร้ ไม่ได้ทำหน่ะ นั่งสวดมนต์นั่นหน่ะ ไม่ได้ทำอะไรเลย เพิ่งมาสร้างเมื่อสัก 10 กว่าปีนี่เองฮะ สร้างวัดจริงๆ หน่ะ 10 กว่าปี 10 กว่าปีเริ่มสร้างก็เริ่มแจกบทนี้ออกไปแล้ว ที่จริงแล้วว่าจะไม่สร้างด้วยฮะ แต่ว่ามันมีข้อผูกมัดกับหลวงปู่แค่นั้นเอง กับหลวงพ่อนั่นเองอะ เพราะว่าศาสตร์ของท่านที่เราเรียนมาเนี่ยะ ถ้าเราไม่บอกใครเนี่ยะ มันก็ไม่กระจาย ท่านถึงบอกว่า ถ้าเอ็งมีเวลาสักประมาณเนี่ยะ ให้พิมพ์รูปท่านเนี่ยะออกไปประมาณไม่ได้ รูปท่านเนี่ยะให้พิมพ์แจกออกไปเลยท่านบอก เดี๋ยวมันเห็นข้า เดี๋ยวมันก็รู้สึกเอง ถ้านั้นพอหลวงตา พอเริ่มบทสวด เริ่มพิมพ์รูปท่านแจกไม่อั้นเลย เดี๋ยวนี้ก็แจกใช่มั้ย เราแจกไปทั่ว ไม่มีจำหน่ายแจกอย่างเดียวนะรูป เพราะท่านบอกว่ารูปนั่นหน่ะมันเป็นสื่อ สื่อบุญของท่าน ใคร เกจิดังๆ เห็นรูปหลวงปู่เนี่ยะ อธิษฐานรูป พอเห็นปั๊ปมีแต่หลวงปู่ ฝากชีวิตผมไว้กับหลวงปู่ด้วยฮะ เค้ารู้นะฮะพอมีรูปก็มีนามไงทีนี้นามธรรมของท่านเนี่ยะ ตอนเนี่ยะมันยังวิ่งอยู่เลย วิ่งตามรูปลักษณ์เวียนว่ายตายเกิด ไม่ใช่ชาติเดียวนะฮะ หลสยชาตินะฮะ 7 ชาตินะ 7, 8 ชาตินะฮะ เพราะท่านบอกว่า 100 ปี ท่านเกิดทีโดยประมาณ พอท่านเกิดทีท่านก็สร้างใช่มั้ยฮะ ท่านสร้างมันก็จะมีรูปท่านด้วย รูปพุทธะด้วย รูปเทวดาอะไรพวกเนี่ยะ สร้างขึ้นมาพอท่านตายท่านก็เกิดแล้วก็ทำ เกิดแล้วก็ทำ ทีนี้ตอนเนี่ยะรูปที่ท่านมีทั้งหมดมันเวียนนะ ยิ่งเราสวดทุกวันเนี่ยะมันไปตามรูปลักษณ์ของท่านหมดเลย จะเป็นรูปลักษณ์หลวงปู่ดุ่ , หลวงปู่ทวด เป็นรูปลักษณ์จักรพรรดิ หรือรูปลักษณ์ที่ท่านเคยเกิดในอดีต จะเป็นฆราวาส จะเป็ฯฤาษี จะเป็น หรือจะเป็นดิน หรือนักพฤตอะไรพวกเนี่ยะ ยังเวียนว่ายอยู่เลย มันจะไปจบตอนที่ท่านรวมโน่นหละ แต่เราไม่รู้นั่นเอง ถ้าเรารู้เรื่องกรรมเนี่ยะ ท่านบอกมันไม่ยาก เพราะกรรมที่เราทำเนี่ยะนะฮะ ทพทุกวันเนี่ยะ เราบันทึกมันหนะ จากตา หู จมูก ลิ้น กาย จากรูป รส กลิ่น เสียง ความรู้สึก ไม่มีใครไม่มีใครไม่มีความรู้สึก นั่นคือบันทึกทุกวันนะฮะ ท่านอธิบายคล้ายๆ ผัวเมียอยู่ด้วยกันเนี่ยะนะฮะ บันทึกทุกวันหน่ะ เวลาพุดดีมันจำได้หมดเลย เวลาพูดด่ากันมันก็จำได้หมดมันออกมาไว ก็บันทึกเหมือนกัน ถ้าเราห่างจากพวกนี้มากๆ ห่างจากโลกมาก เราก็เข้าใจเรื่องธรรมะ หมายถึงว่า เราไปไหนเนี่ยะ เค้าชวนไปไหนเนี่ยะ ความรู้สึกจะบอกแล้วว่าไม่น่าไป เพราะไม่ปลอดภัย ทุกวันนี้เค้าชวนไปไหนอ่ะ ถ้าบอกเอ้ยไปเที่ยวนะ ไปทะเลเนี่ยะ มีความรู้สึกแล้ว เออ ทะเลมันต้อง เออะ มันจินตนาการณ์ไปก่อนแล้ว ไม่มีเบรคแล้ว ไม่รู้อะไปแล้วเนี่ยะปลอดภัยหรือไม่ปลอดภัยไม่รู้ เพราะกรรมที่ตัวเองบันทึกไว้เนี่ยะ เนี่ยะที่บันทึกไว้ในจิตเนี่ยะนะฮะ มันจะมาเมื่อไหร่ยังไม่รู้ฮะ ทั้งดีและไม่ดีนั่นหน่ะ ที่เอ็งบันทึกไว้เนี่ยะ ถ้าปาณาติบาตมากนะฮะ ตายท่านบอก ถึงเวลาเห็นหลังก็ตายละ ถ้าเอ็งสวดมนต์นะ หมั่นสวดมนต์ หมั่นแผ่เมตตา หมั่นเปลี่ยนอารมณ์ดีให้มันดีนี่นะ มันมาไม่ได้หรอก มันไม่มีโอกาส ได้มา เพราะกรรมที่มันมาจาก หู จมูก ลิ้น กาย มันเห็นปั๊บเนี่ยะ มันไม่ใช่ มันส่งผลเลย มันค่อยๆ ๆๆ มาทีละน้อยท่านบอก ( หัวเราะ) เข้าใจมั้ย กรรมเนี่ยะ มันค่อยๆ มาทีละน้อย ถึงลิมิตนี่มันก็เพี๊ยะเลย เหมือนเราฝึกเนี่ยะ ฝึกสวดมนต์ ฝึกอะไรไปเรื่อยๆ เนี่ยะ ฝึกทีละน้อย ละน้อย ไปเนี่ยะ มันก็รู้ไปเรื่อย ๆ ถ้าเราหยุดไม่มีสิทธิ์จะรู้ จบ การเวียนว่ายตายเกิดมันเป็นธรรมชาติเนี่ยะ ใช่มั้ย เอ้อ ใครเกิดแล้วไม่ตายมั่ง ถ้าเอ็งไม่รู้ ฮึ ฮึ เอ็งไม่เรียนเนี่ยะ ยากฮะ ไม่ได้ยากอะไรนักหรอกสวดมนต์เนี่ยะ ก่อนนอน ตื่นนอน กินข้าว อาบน้ำ ใช้เวลาทั้ง 4 นี่ ไปไหนก็สวดได้เนี่ยะ ไม่ได้ยาก หลวงปู่ ท่านไม่สอนยาก เอ็งสวดเมื่อไหร่ เอ็งก็ห่างเมื่อนั้น ถามว่าเอ็งสวดไปนานๆ เข้าเนี่ยะ เอ็งกลัวตายมั้ย ไม่ละฮะ ไม่ เอ็งกลัวเอ็งก็ตาย เอ็งไม่กลัวเอ็งก็ตายใช่มั้ย เฮ้อ มันไม่ยากแลง่ายๆ ฮะ อยากอายุยืนมั้ยล่ะ ก็เปลี่ยนอารมณ์ไม่ดีซะ ที่กระทบมาหน่ะ มันก็เปลี่ยนแล้ว สวดมนต์ก็ได้ นึกถึงท่านก็ได้ ถ้ามันหนัก ๆ ก็ร้องเพลงก็ได้ให้มันเปลี่ยนอารมณ์ไปเหอะ เพราะอารมณ์ไม่ดีอะ จิตเราควบคุมธาตุอยู่เนี่ยะ มันก็กินธาตุ เพราะไอ้สิ่งที่ไม่ดีในอดีตที่ตัวเองทำมันก็มา โรคมันก็มา ค่อยๆ มา อารมณ์ไม่ดีเมื่อไหร่มาเมื่อนั้น อารมณ์ไม่ดีมาเหมื่อไหร่เอ็งรู้ป่าวสมัยนี้โรคเนี่ยะ มันมาจากอารมณ์เยอะมากนะ ตามถนนหนทางอะไรเนี่ยะ ยุคปัจจุบันเนี่ยะ มันเป็นยุควัตถุเจริญนะฮะ เอ็งดูทีวี เอ็งก็ไปตามนั้น ตามรูป รส กลิ่น เสียง หน่ะ เอ็งชอบเอ็งก็ เอ็งไม่ชอบเอ็งก็วูบวาบ ก็อยู่อย่างนั้นหน่ะอารมณ์ ถ้าเราสวดมนต์ไปนานๆ เข้าเนี่ยะ สวดมนต์แผ่เมตตานะเราเห็นมั้ย เห็นรู้ว่าเห็นก็ไม่ไปตามอารมณ์นั้นมันก็รักษาธาตุ ยาก็กินน้อยลง ป่วยเหมือนกันน้อยลงฮะ แค่นี้ฮะง่ายๆ ไม่ยากจริงมั้ยหล่ะ เพราะฉะนั้นช่วงหลังนี้ หลวงตาแจกบทสวดนี้ไปเนี่ยะ ใช้เวลา 10 กว่าปีนะ ตอนนี้คนสวดประมาณไม่ได้เลย หลายล้านมาก เพราะอะไรอะ เพราะที่ท่านให้สวดเนี่ยะมันมีกำลัง มันไม่ได้สูญนะฮะ ท่านบอกเอง จักรพรรดิเอ็งก็รู้อยู่แล้ว พระพุทธเจ้าองคฺปัจจุบันท่านไม่บวชท่านก็เป็นจักรพรรดิ องค์ไหนไม่เคยเป็นจักรพรรดิไม่มีหรอกท่านบอก พุทธเจ้าทุกองค์เนี่ยะ ท่านมาเสวยแล้วก็ไป เอาไปไม่ได้ พระมันก็เพิ่มขึ้นทุกวันเนี่ยะ ถ้าเราสวดจริงๆ หนะ ชีวิตนี้มันเรื่องเล็ก ๆ ท่านบอก ชีวิตหน่ะจะไปเมื่อไหร่ก็ได้ จะอยู่เมื่อไหร่ก็ได้ ใช่มั้ยล่ะ เออ มันไม่ยาก มีปัญหาอย่างเดียวอะ ลืม หรือไม่ก็ขี้เกียจ 2 อย่าง ลืมกับขี้เกียจบางคนสวดไปไม่นานสัมผัสอะไรไม่ได้เลิกแล้วฮะ จริง สัมผัสอะไรไม่ได้ เลิก
แม่ชี : เหตุเพราะอะไรคะ
หลวงตา : ก็สัมผัสไม่ได้ไง ก็เลิก สิ่งที่ตัวเองปรารถนาไม่ได้ก็เลิกไง เข้าใจมั้ย เลิกสวด
แม่ชี : เหตุจากกรรมของเค้าเองเหรอคะ
หลวงตา : ฮึ ฮึ ฮึ บางครั้งก็ไม่มีหรอก ฮาๆ ฮ่า เหตุจาก ฮึ ๆ คิดว่าได้แล้วไม่ได้ แล้วก็เลิกมีเยอะนะฮะ
แม่ชี : แต่ถ้าเป็นหลวงตา ถ้าไม่ได้ก็สวดต่อไป
หลวงตา : ถ้าไม่ได้ก็สวด เพราะว่าเราสวดเพื่อต้องการเตรียมตัวจะต้องเปลี่ยนร่างใหม่ เตรียมตายไงเปลี่ยนร่างใหม่ เข้าใจมั้ย ถ้าไม่ทำไม่ได้นะฮะ ท่านถึงบอกชีวิตเอ็งอยู่ในบทสวดมนต์นะ อย่าไปไหนท่านบอก ห้ามไปไหน
แม่ชี : คือคนปกติเนี่ยเข้าใจว่าสวดมนต์จะได้ดีงามทั้งโลกเนี่ยไงคะ แต่จริงๆ ได้ทางธรรมด้วย
หลวงตา : สวดมนต์มันได้โลกกับธรรมด้วนนะฮะ ถ้าสวดไปนานๆ เข้าอะ จริงนะคนสวดยิ่งเยอะมากเข้าทุกวันเพราะเรากระจายหลวงปู่ไปเยอะมากตอนนี้ ต่างประเทศก็เยอะมากตอนนี้ วันไหนไม่ออกเนี่ยะ หงุดหงิดแล้วหล่ะ เนี่ยวันไหนไม่ออกอะ หูย หลวงตาหายไปไหน เนี่ยะพรุ่งนี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้หายจะไปหลวงพระบาง พรุ่งนี้หายนะฮะ อาทิตย์หน้าก็จะไปโน้นแล้วย่างกุ้ง ไม่อยู่หรอก หายไป 2 วัน ถ้าไปลาว ถ้าไปหลวงพระบาง ถ้าออนแอร์ได้ก็จะออนนะ ถ้าออนไม่ได้ก็ ถ้าเงียบไปก็แสดงว่าไม่อยู่ในประเทศไทยนะ (หัวเราะ)
แม่ชี : มีคนบางคนถามว่าสวดแล้วดียังไงคะ ถ้าดีจริงคนก็สวดทั่วโลกแล้วสิคะ
หลวงตา : โอ้โห แค่สวดนี้เราก็หนีจากอารมณ์ไม่ดีใช่มั้ย เอ้อ เอ็งสวดแล้วด่าใครได้มั้ยล่ะ ตอนสวดมนต์หน่ะ ทำร้ายร่างกายใครได้มั้ย ดีๆ 2 ส่วนแล้ว เหลือมโนกรรมอย่างเดียว อย่าขี้เกียจก็แล้วกัน ลองสวดไปสัก 10 ปี
แม่ชี : ข้อดีก็เยอะนะคะ
หลวงตา : อ้าว โฮ่ๆๆๆ ประมาณไม่ได้หรอกแม่ชี สวดจนไม่เกิดหน่ะท่านบอก
แม่ชี : แต่บางคนยังสวดแค่ล้านเดียวล่ะค่ะ
หลวงตา : ฮาๆ ฮ่าๆ
แม่ชี : อ้อ หลวงตาค่ะ รูปของหลวงปู่ อยาก อยากทราบว่าแค่คนเห็นบ่อยๆ เนี่ยะ สักวันเค้า เค้าจะระลึกได้เองเหรอค่ะ
หลวงตา : บางคนเห็น เห็นรูปท่านก็คุยกับท่านได้แล้ว แม่ชีไม่เห็นเหรอ คนที่ไปวัดหน่ะ ครั้งเดียวเนี่ยะก็คุยกับท่านได้เลย ไม่เห็นเหรออาม่ามานี่เนี่ยะ เห็นรูปหลวงปู่เนี่ยะคุยเป็นเรื่องเป็นราวเลย นั่งคุยทั้งวัน ทั้งวัน เอ้อ ทำไมคุยได้อะ คุยรู้เรื่องด้วยนะ เออ รู้หมดเลย ผีแถวนี้มีใครมั่ง รู้หมดเลยประมาณนั้นแหละ นี่ไงเนี่ยะเพราะงั้นก็ดูภาพท่านบ่อยๆ ก็แล้วกัน
แม่ชี : เราอะค่ะสามารถใช้พุทธศาสตร์ ไปช่วยเรื่องชะตาปีเกิด หรือ การใช้ชีวิตได้ยังไงล่ะค่ะ
หลวงตา : อู้ย ปัจจุบันมันเป็นอนาคต อดีตมันมาจากปัจจุบันเข้าใจมั้ย ปัจจุบันไปอนาคตเข้าใจหรือป่าว ปัจจุบันนี่มันย้อนอดีตด้วยนะฮะ เวลาเราสวดมนต์เนี่ยะ เพลินๆ ไม่ใช่มันจำอะไรไม่ได้หรอกทั้งดีและไม่ดีอะ จำไม่ได้หรอกมันเบาสบายอะ อยู่ที่ไหนก็ได้ลองถึงจุดนั้นสิ อยู่ที่ไหนก็ได้ให้มันถึงเหอะ สวดให้มันเบาไว้เหอะ สวดแล้วไม่รำคาญท่านบอก สวดไม่รำคาญ ให้รู้ รูป รส กลิ่น เสียง ถึงรำคาญก็ไม่นาน อยู่ที่ไหนก็ได้นะท่านบอก
แม่ชี : แล้วจะทำยังไงให้เรามีดวงค้าขายคะ
หลวงตา : หลวงตาว่าบวช บวช ( ฟังไม่ชัด)  ดีกว่านะ ค้าขาย ชีวิตมนุษย์ ต้องการอะไรนะ
แม่ชี : ปัจจัยสี่
หลวงตา : ถูก แค่นั้นแหละยิ่งในยุคปัจจุบันนะ มันแข่งขันกันมากนะฮะแข่งมากนะฮะ ยุคปัจจุบันนักธุรกิจเนี่ยะ ถ้าคุณมีเหลี่ยมเนี่ยะสู้เค้าไม่ได้หรอกนะ คุณต้องกลมนะฮะ ไปทางไหนก็ได้ไง กลมไง ถ้ายังมีเหลี่ยมอยู่สู้เค้าไม่ได้นะ ยังสู้คนกลมไม่ได้ ฮะฮ่า เข้าใจมั้ยฮะ สามารถจะไปทางไหนก็ได้ไงหล่ะ ประมาณนั้นแหละดังนั้นตายอย่างเขียด ตายอย่างเขียดยังไงรู้มั้ย มันแห้งอะ เคยเห็นเขียดตายมั้ยอะฮะ แห้งๆ ไม่มีน้ำ ไม่มีอะไร ฮาๆ ฮ่าๆๆ ยุคปัจจุบันนี้นะ มันเป็นยุคที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง เข้าใจมั้ย เหนี่ยะยุคปัจจุบันเนี่ยะ หลวงตามีความเชื่อนะว่า ศาสนาพุทธจะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อภัยธรรมชาติ หรือ สงคราม หรือ โรคห่า นอกนั้นไม่มีสิทธิ์ เพราะความแตกแยกกันทุกวันเนี้ยะทั้งหมดเลย แม้แต่บ้าน 4 คน ยังแตกแยกกันเลย เพราะฉะนั้นคุณเตรียมตัวไว้เลยอะ มีความเชื่ออย่างนั้นนะฮะ แค่จะจริงไม่จริงไม่รู้นะ เชื่อว่าศาสนาจะเจริญได้ก็ต่อเมื่อภัยธรรมชาติ แค่นั้นแหละ เคยเห็นน้ำท่วมกรุงเทพมั้ย ประมาณนั้น คนเท่ากันมั้ย
แม่ชี : คนเท่ากันมั้ย
หลวงตา : มันอยู่บนหลังคาเท่ากันมั้ย ระหว่าง หมู หมา แมว เท่ากันเลย ไม่มีใคร ฮึๆ เท่ากันเลย เพราะฉะนั้นหลวงพ่อท่านถึงบอกว่า คนที่ช่วยเอ็งได้เนี่ยะ ไม่ใช่คนนะท่านบอก ผี คือ วิญญาณ เพราะฉะนั้นท่านบอกหลวงตาสมัยที่ไปอยู่กับท่านแล้ว เอ็งไปไหนนึกถึงข้า แล้วแผ่ สวดมนต์แผ่เมตตา ปรับภพภูมิของเอ็งไป มนุษย์เนี่ยะ เอ็งอย่าหวังนะให้เค้าจะช่วยเอ็งไว้ได้ วิญญาณจริง ลองอุบัติเหตุดิ ใครช่วยหล่ะ วิญญาณทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นแผ่ให้แผ่ ก็แผ่ไปเรื่อย ตอนที่บวชก็แผ่ไปอะ โอ้โหย เย็นๆ เนี่ยะ คุยกันเรื่องอาหาร พรุ่งนี้จะบิณฑบาตรก็ได้กินแล้ว มันมาจากไหนหล่ะ มันมาจากผีฮะ ผีมันตาย ผีมันก็มีญาติ มันก็ไปบอกญาติมัน ง่าย ไม่ยากหรอก เพราะฉะนั้น ฮึๆ ฮะ ฮา ฮ่า ทุกวันนี้หลวงตาไม่ได้คบกับคนมากนะ ว่าจริง ๆ แล้ว ไปที่ไหนก็แผ่ แผ่ที่ไปสนามหลวงเนี่ยะ ไม่ได้ไปเพราะคนนะเนี่ยะไม่ใช่นะ ไปเพราะวิญญาณเพราะตรงนั้นสะสมมาเยอะมากแล้ว เพราะฉะนั้น อาทิตย์หน้าว่าจะไปวัดอรุณแถวนั้นหน่ะ เพราะว่ามันเป็นวังพระเจ้าตากตรงนั้น แถวนั้น เป็นวังพระเจ้าตากเพราะมันสะสม แล้วจะไปหลวงพระบาง แล้ว ไปเรื่องผีล้วนๆ นะฮะ เดี๋ยวจะไปโน่นละฮะ ย่างกุ้ง ฮะฮะฮ่า แล้วจะไปเขมร แล้วจะไปเวียดนามด้วย แล้วจะไปสิบสองปันนาด้วย ฮะฮะฮ่า ไปตอนนี้ตอนยังไม่แก่นี้ ตอนอายุ 72 นี่แหละ  เดี๋ยว 80 แล้ว ไปไม่ได้ ไปตอนนั้นนะ ฮะฮ่าๆ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ว่าจริงๆ แล้ว ยิ่งคนเยอะๆ สมัยก่อน นี่หลบฮะ ไม่ไม่อยู่คนจะมาวัดนี่ได้ยินข่าวว่า เฮ้ย เดี๋ยวจะไปหา หลวงตา ถ้าบอกเท่านั้นหน่ะหายไปแล้ว ถ้าไม่บอกละโอเคอยู่ ฮะฮ่า ไม่ได้พบง่ายๆ นะ พูดถึง ไม่ง่ายนะ บางคนไปไม่รู้กี่สิบรอบ ไม่เคยเจอหลวงตา ไปเจอที่ปั๊ม โอ้โฮ้ยโชคดีมากเลย มาเจอหลวงตา ที่ปั๊ม ใช่เจอกันที่ปั๊ม มีพระอยู่องค์หนึ่งมาจากสิงคโปร์มั้ง โอ้ยดีใจมาก กำลังจะไปที่ถ้ำ มาเจอกันที่ปั๊มน้ำมัน โอ้โฮ ๆ
ลูกศิษย์ : เค้าอยู่นครพนมค่ะ เค้าเป็นร้านอาหาร หลวงตาไปฉันข้าวที่ร้านเค้าดีใจมากเลยค่ะ
หลวงตา : อ๋อ ไม่รู้
ลูกศิษย์ : เค้าบอกเจอ หลวงตา ดีใจมากเพราะเป็นเจ้าของร้าน
หลวงตา : เหรอไม่รู้จัก
ลูกศิษย์ : หลวงตาไม่รู้จักเค้า แต่เค้ารู้จักหลวงตา
หลวงตา ; เหรอ ไม่รู้จัก ฮึ ๆ ๆ
แม่ชี : หลวงตาคะ แล้วมีวิธีไหนช่วยให้คลายความเศร้าใจ ทุกข์ใจ เกี่ยวกับการสูญเสียบิดา มารดา และ คนในครอบครัวในเวลาใกล้เคียงกันเนี่ยะอะคะ
หลวงตา : โอ๋ อย่าไปสูญ ให้ตายหมดแหละ เราก็จะไปตามเค้านั่นแหละ ใช่มั้ย เราอยู่เหรอ
แม่ชี : มันอยู่ที่ใครไปก่อนใคร
หลวงตา : ถูก
แม่ชี : แต่ก็ตามๆ กันไป
หลวงตา : แน่นอน ฮึ ๆ ไปหมดไม่เหลือ ฮึๆ
แม่ชี :  แต่มันก็ยังไม่คลายเศร้านะค่ะ ที่
หลวงตา : สวดมนต์สิ สวดมนต์ มันทำใจไม่ได้หรอกฮะ เพราะการอยู่ร่วมกันมานานแล้ว ความเคยชิน อารมณ์เคยชินเนี่ยะ ท่านถึงบอกว่าอารมณ์เคยชินเนี่ยะฮะ มันไม่ใช่ตัดง่ายๆ มันต้องห่าง ห่างก่อนนะฮะ ห่างก็คือการทำกรรมฐาน คือ การสวมนต์ ให้มันห่างไป ห่างไป เรื่อย ๆ หมายถึง ให้หยุด หยุดอารมณ์ตรงนั้น มันหยุดนาน ๆ เข้าเนี่ยะ มันก็ไม่มีแล้วฮะ ไม่มี ไม่มี ความรู้สึกดีมันมาก มากขึ้น มากขึ้น อารมณ์เบามากขึ้น มันก็ตัดละ ไม่มีแล้ว เห็นก็เฉยๆ แล้ว บางคนไปถามหลวงตา ถ้าทำไม่ได้ ยังไงจะตัดได้ ไม่มีทาง ตัดไม่ได้ ถ้าคุณไม่ห่าง ค่อยๆ ห่างมันนะ ไม่ได้โดยเด็ดขาด คนห่างไปเรื่อย ๆ แล้ว พอมีกำลังมันก็รู้เอง มันตัดไม่ได้ แต่มันรู้ แค่นั้นเอง รู้มันก็ไม่ทำเหมือนเก่าแล้ว ท่านบอกว่ากิเลสตัณหาตัดมันเหอะ ไม่ตัดไม่ได้ แต่รู้มันแค่นั้นเอง ไอ้ที่ท่านบอกว่าไอ้รู้ ๆ อะ มันรู้จริงหรือป่าวล่ะ จริงมั้ยหล่ะ ถ้ารู้จริงหน่ะไม่เถียงใคร เถียง ไม่ว่าใครด้วย ว่าทำไมอะ ตัวเองก็จะแย่อยู่แล้ว ยังจะว่าคนอื่นเค้า ท่าน หลวงพ่อท่านบอก เอ็งห้ามว่าใคร ห้ามโดยเด็ดขาดท่านบอก ยิ่งพวกเอ็งเวียนว่ายต่ายเกิดอยู่เนี่ยะ มันเจอกันนะไม่ไปไหนหรอก ภพทั้งสาม มันเจอกันแน่ ๆ ท่านบอก
แม่ชี  : จะถูกจะผิดก็ต้องเฉย ๆ หรือ ค่ะ
หลวงตา ; ฮึ ๆ ถูก ทำไมอะ
แม่ชี : อิ๊ แอ๊ะ นิดหน่อย ไม่ได้
หลวงตา : ฮึ ๆ ฮา ฮ่า ไอ้ถูกกับผิดมันหน่ะอยู่ที่ไหนอะ
แม่ชี : อยู่ที่เราตัดสินใจ
หลวงตา : อยู่ที่เราไง เหมือนอารมณ์ดี อารมณ์ไม่ดีก็หาย ใช่มั้ยมันอยู่กับใครอยู่กับเรานี่แหละ ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับมันนะฮะ มันก็ไม่มาแล้ว จริงมั้ยหล่ะ เอ้อ ฮึ ๆ อยากอายุยืนมั้ยล่ะ อยากก็ทำอย่างที่หลวงพ่อท่านว่านั่นหล่ะ หมั่นสวดมนต์ หมั่นแผ่เมตตา หมั่นเปลี่ยนอารมณ์ให้ดี มันก็ดีแล้ว
แม่ชี : อารมณ์ดี คู่กับกรรมฐาน
หลวงตา :  แน่นอน
แม่ชี : ที่ดีด้วยใช่มั้ยค่ะ
หลวงตา :  แน่นอน บุญที่ทำในอดีตมันก็เข้าทุกลมหายใจ เข้าออกนั่นแหละ
แม่ชี : แค่อารมณ์ดีนี่เปลี่ยนทุกอย่าง
หลวงตา :  จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี ใช้เวลาไม่นานเอ็งก็ตัดภพชาติได้แล้ว จริง ไม่เชื่อก็ลองทำดู ท่านบอกไม่เชื่อ เอ็งก็ลองทำดูสิ เอ็งอย่าหยุดก็แล้วกัน ถ้าหยุดเมื่อไหร่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ เอ็งจะหยุดก็ต่อเมื่อหยุดลมหายใจแล้วก็หยุด
แม่ชี ; ทำไม่ได้แล้วค่ะ
หลวงตา : ฮ่า ๆ  ๆ ก็ถูกแล้ว เอ็งเอาอะไรไปได้มั้ยหล่ะในโลกนี้ เอาอะไรไปได้หล่ะ เนี่ยะคนในโลกนี้มันฆ่ากันเนี่ยะ ถ้ามันรู้ว่ามันเอาอะไรไปไม่ได้มีนจะฆ่ากันเหรอ จริงมั้ยล่ะ อืม เพราะฉะนั้นยุคปัจจุบันนี้ ยุคกำลังจะเปลี่ยนนะ เพราะงั้นหลวงพ่อท่านให้สวดมนต์ไว้ อย่างน้อย ๆ เนี่ยะ เราสวดที่บ้านเรานะฮะ ถึงไม่มีมนุษย์สวดกับเรา แต่วิญญาณแถวนั้นเค้าสวดกับเรานะ วิญญาณเค้าไม่มีรูป เค้ามีแต่นามธรรม ท่านบอก เอ็งสวดเนี่ยะเอ็งน้อมไปให้เค้ามาสวด เค้าจะสวดกับเรา ถ้าสวดนานๆ เข้า เอ็งจะมีความรู้สึก อย่าไปกลัว ท่านบอก ความรู้สึกว่า เอ๊ะ เราสวด ฮืม ไม่ใช่เสียงเราเนี่ยะ เหมือนมีใครมาอยู่ข้าง ๆ สวดหลาย ๆ คน จริงมั้ยหล่ะ จุ๊บแจง เออ อ้าว เพราะเค้ารู้ไง ต้องถามคน คนที่เคยสัมผัสพวกวิญญาณ อะไรพวกเนี่ยะได้ ทุกคนสัมผัสได้ ทุกคนท่านบอก ไม่มีใครสัมผัสไม่ได้ที่เราสัมผัสไม่ได้เพราะจิตเราอยู่ทางโลกมากเกินไป มันอยู่โลกมากเกินไป ถ้าที่ท่านสัมผัสได้นั้นหน่ะ ท่านทำกรรมฐานตลอดนะฮะ ท่านสวดตลอดนะฮะ ท่านไม่ได้นะฮะจนกว่าจะหลับ หลับท่านก็สวดนะฮะ สวดจนหลับ ตื่นท่านก็สวด สวดในใจนะสวดไปเรื่อย เรื่อย ๆ ๆ จิตมันก็เบา จิตก็สบาย สบายมันก็สวดไปเรื่อย ๆ ก็สบาย ไม่เห็นยากเลย กรรม คือ การกระทำ ฐานก็คือจิต จิตมีฐานนะทำอะไรก็ได้ท่านบอก จิตเรามีฐานนี้นะ ไปเรียนพุทธศาสตร์ แยกออกไปเรียนเยอะแยะไปท่านบอก
ศาสตร์ที่จะเรียนนะ เยอะมากเลย แค่ เบา ๆ นี่ แค่เรียนนี่ โอ้โห ประมาณไม่ได้เลย ถ้าหลวงตา เป็นใหญ่นะ หลวงตาตัดออกหมดแล้ว พวกหมู หมา ไม่ให้เรียนหรอก ให้เณรมาสวดมนต์อย่างเดียว แบบเดียวกับจีนหน่ะ วัดเส้าหลินนะให้เณรมันฝึกอย่างเดียวอย่างนั้นนะ แต่เราไม่ เราสวดมนต์เลย วันละ 6 เวลา สัก 4,5 ปีเนี่ยะ หรือ 10 ปี เห็นผลแล้วเนี่ยะ เณรพวกเนี่ยะ ถ้าไปเรียน มันก็เรียนทางโลกทางธรรมด้วย พวกที่เป็นใหญ่ ส่วนใหญ่นะ บางครั้งเป็นมหาก็เยอะแยะ จริงมั้ย ก็จริงฮะ เพียงแต่เอ็งไม่ได้เป็นใหญ่แค่นั้นเอง การเรียนพวกนี้มันมาจากเนี่ยะไม่กี่ปี รัชกาลที่เท่าไหร่ไม่รู้ ถ้าเรียนมหานี่นะ เมื่อก่อนนี้ยิ่งดีนะฮะ มันมีตอนหลังนี้พอเรียนจบ ก็แห่กันเข้าหมู่บ้านแล้ว (หัวเราะ) จริงมั้ยหล่ะ (หัวเราะ) ชาวบ้านมันมีเยอะแถวนี้แห่กันมาจากโน่นแหละภาคกลางโน่นแหละ แห่ไม่ถึงเดือนนะพระที่ได้ก็สึกไปแล้วอะไรพวกเนี้ย (หัวเราะ) ไม่ได้ผลนะพูดถึง ถ้าจะทำจริงๆ เฮ้ มันทำไม่ได้แล้ว มันจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้โดยเด็ดขาด (หัวเราะ) ถ้าหลวงตาไปว่าโดนอัดแน่เลย (หัวเราะ) แต่ทีนี้เค้าไม่ฟังเราหรอกใช่มั้ย อยู่ในเวปเค้าก็ไม่ฟัง (หัวเราะ) ถ้างั้นก็รอ รอดูว่ามันจะเป็นอย่างหลวงตาพูดมั้ย เนี่ยะรอดูเหอะ เอามีไรชี
แม่ชี :  หลวงตาค่ะ เค้าอยากสวดมนต์นะคะ มีวัดไหนที่ใกล้ ๆ แล้ว
หลวงตา : บ้านไง
แม่ชี : ที่บ้านเลยใช่มั้ยค่ะ
หลวงตา ; เออ สวดมนต์ไปสวดที่วัดทำไมหล่ะ
แม่ชี : เพราะจะได้สวดบ่อย ๆ ได้มั้งค่ะ
หลวงตา : โอ้โห ตลอดเวลาบ้านอะเป็นใหญ่ ยิ่งห้องพระ หรือ ห้องส่วนตัว สวดไปดิ หลวงปู่ดู่สมัยท่านสอนนะฮะ ท่านบอกโอโห เอ็งรู้แล้ว เสาร์ อาทิตย์ ยิ่งราชการนี่ เหมาะเลย เสาร์ อาทิตย์  วันศุกร์ กลับบ้านอยู่ในห้องพระนะฮะ ยืน เดิน นั่ง นอน ออกวันอาทิตย์โน่น เช้าไปทำงาน เงินก็เหลืออีกฮะ จริง จริง ๆ ไม่ได้ไปเที่ยวเงินเหลือ (หัวเราะ) ท่านถึงบอกว่าเอ็งทำอย่างงี้เงินเอ็งเหลือ เอ็งรวยแน่ ๆ ท่านบอก ก็อธิษฐานอยู่บ้านไง เสร็จ หิวเมื่อไหร่ก็ลงมากิน ยืน เดิน นั่ง นอน ก็สวดมนต์ไป ดูพระกันไป มันมีเยอะนะ ศิษย์หลวงปู่ดู่ มีเยอะนะ ที่ทำอย่างงี้เนี่ยะ ปลดเกษียณแล้วไม่ต้องไปไหนหรอก รอวันตายแค่นั้นเอง อ้าว ก็สวดมนต์อยู่บ้านรอวันตายไง ไม่ไปไหนตายเสร็จก็ เค้าก็ไม่ให้แล้วบำนาญเนี่ยะ จริงมั้ยหล่ะ เออะ เออ นอนอยู่บ้านฮะมีคนถามหลวงตา ไปวัดไหนนี่ ก็วัดบ้านนั่นแหละ ก็ทำบ้านให้เป็นวัด ก็จบแล้ว ไม่ต้องไปเลยถ้ำเมืองนะ แจกบทไปแล้ว สวดไปเลย จบเลย
แม่ชี : การ การที่เปิดฟังย้อนหลังนะคะ เวลาหลวงตาไปสวดตามสถานที่สำคัญ ๆ ต่าง ๆ เนี่ยค่ะ เค้าถามว่า เวลาเราสวดอะเราอยากได้บุญกับสถานที่ตรงนั้นด้วยเนี่ยค่ะ
หลวงตา : มันก็ได้นะฮะ เพราะกรรมที่ทำเนี่ยะมันย้อน ย้อนได้ฮะ มันเป็นอดีต มันย้อนฮะ จะอนาคตมันไปไม่ได้แล้ว มันยังไม่มี มันยังไม่ทำอะไร มันเป็นรูปเฉย ๆ เหมือนคนคิดจะปลูกบ้านอะ คิดแล้วไม่ปลูกมันก็ไม่เป็นบ้านหรอก มันเป็นมโนกรรมข้างหน้า แต่ข้างหลังเนี่ยะ ได้ย้อนไปได้ เหมือนเราฝันไม่ดีอะ ลืมสัพเพ ท่านบอกว่า เอ็งตื่นขึ้นมา เอ็งก็นึกถึงข้า แล้วสัพเพย้อนหลังไป
แม่ชี : การสัพเพย้อนหลังไปนี้ดียังไงค่ะ
หลวงตา : อ้าว ก็อดีตไง เข้าใจมั้ยมันเป็นอดีต มันมีพลังงานอยู่แล้วที่ทำอ่ะ อย่า งง อย่า งง อย่า งง
แม่ชี : หมายถึงฝันไม่ดีอย่างงี้ค่ะ หลวงตา
หลวงตา : ถูก ก็ฝันไม่ดีไง เราก็ย้อนอดีตไปสิ ทำไมอะ สัพเพย้อนไป
แม่ชี : เราก็สัพเพย้อนไปขายที่
หลวงตา : ใช่ เค้าทำกันอย่างนั้น ถ้าฝันดีก็สัพเพได้นะ
แม่ชี : หลวงตาค่ะ การนึกถึงหลวงปู่นี่ค่ะ เพื่อให้ลูกค้าอยากมาซื้อของของเราเนี่ยะคะ จะดีมั้ยค่ะ
หลวงตา : นึกถึงหลวงพ่อ ก็แผ่เมตตาให้บริเวณแถวนั้นนะ วิญญาณแถวนั้นหน่ะ ภพภูมิแถวนั้นหน่ะ ไม่ใช่นึกถึงหลวงพ่อนะ แล้วก็ หลวงพ่อท่านช่วยหน่อย ( หัวเราะ ) นึกถึงท่านก็คือบารมีท่านมาที่เรานะให้พวกนั้นไปไม่ดีเหรอ ท่านให้วิญญาณไม่ได้นะฮะ หลวงพ่อท่านให้ไม่ได้นะฮะ แม่ชีลองตายดู เออ เสร็จแล้ว เสร็จ เสร็จแล้วนะ แม่ชีเห็นเค้ากินข้าวอยู่ วิญญาณกินอยู่ ขอเค้ากินมันไม่ได้หรอก มันต้องผ่านที่รูปนามของคน เข้าใจมั้ย
แม่ชี : หลวงปู่ให้กับวิญญาณไม่ได้
หลวงตา : ใช่
แม่ชี : แต่ต้องมาที่เรา
หลวงตา : ใช่
แม่ชี : ได้อยู่
หลวงตา : แต่ถ้าเราอธิษฐานในรูปลักษณ์ที่ท่านมีอยู่นั้นนะ อย่างรูปลักษณ์หลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ รูปจักรพรรดิเนี่ยะอย่างเค้ามีอย่างนี้ หลวงปู่ รูปหลวงปู่นี่ สามารถจะแผ่ให้วิญญาณแถวนั้นได้ คือ ถ้ามีรูป แต่รูปท่านไม่เคลื่อนไหวเข้าใจมั้ย แต่นามธรรมเคลื่อน  นึกออกมั้ย ไอ้อย่างนั้นหน่ะก็อธิษฐานให้รูปท่านอะ แผ่ไปเลย แผ่ทุกครั้งที่สวด แผ่ทุกครั้งที่คุณสวด  แผ่ทุกครั้งที่ลูกศิษย์หลวงพ่อเนี่ยะสวด มันไปจากคนไง ก็ลองทำดิถ้าไม่รวยให้มันรู้ไป เอา จริง โดยเฉพาะคนค้าขายเอารูปของท่านไปติดก็สวดดิ อธิษฐานใครนะเป็นลูกศิษย์หลวงปู่นะ สวดประมาณนี้ ให้ภพภูมิแถวเนี่ยะ
แม่ชี :  แสดงว่าวิญญาณที่ยังจะหลงเหลืออยู่บริเวณที่มีรูปลักษณ์หลวงปู่อยู่เนี่ยะ ก็ ก็คือ
หลวงตา : คนมันตายทุกวัน คนหน่ะ ขึ้นจากข้างล่างมาทุกวัน ใช่มั้ย แต่ลงจากข้างบนหน่ะมันไม่มาเป็นวิญญาณ ลงข้างล่างก็มี เข้าท้อง เข้าใจมั้ย  ข้าง ข้างล่างมันขึ้น เพราะตอนมันตายอะมันคิดไม่ดี มันก็ลงข้างล่างใช่มั้ยหล่ะ กรรมที่ไม่ดีมันหมดไปเนี่ยะ กรรมดีมันพอมีก็เกิดเป็นมนุษย์ ไม่เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดามั่ง ส่วนใหญ่จาตุมมาเยอะ มันเกิดทุกวัน แล้วคนตายก็ทุกวันมีคนเพิ่มทุกวัน สมัยที่เรียนกับท่าน ท่านให้ดูหมอแหละ ให้ศึกษาเรื่องเนี้ย ภพทั้งสามมันมายังไง คนตายไปยังไง มันบังคับธาตุไม่ได้มันก็ตายท่านบอก ต้องบังคับให้ได้อะ ธาตุมันก็ผลักออก แม่ชีปวดฟันนะ ลองปวดดิ อย่าไปหาหมอนะ ตาย (หัวเราะ) หมอมันฉีดยาชา ฉีดยาแก้ปวด ก็หายปวดใช่มั้ย จริงมั้ยหล่ะ ลองไม่ฉีดสิ เลือดออกแม่ชีนะทุกข์จนตายอะ ตายแหงแก๋ อ้าว ถ้าเวบแม่ชีก็ไม่มีคำตอบ ไม่มีคำถามนะ
แม่ชี : หลวงตาค่ะมีมั้ยค่ะที่บางคนหน่ะรู่ ญาติธรรมส่วนใหญ่รู้ รู้ความคิดเรา เพราะอาศัยโลกโอปาติกะเนี้ยคะ
หลวงตา : รู้ ทำไมมี มี เค้าเรียกว่า มีอะไรนะ มีไอ่  เออ มีพวก คือ มี มี แบ็ค มีแบ็คอยู่ไง รู้หมดแหละ
แม่ชี : แล้วเค้าก็บอกว่ามีวิธีมั้ยจะปิดไม่ให้ฝั่งโน้นหนะรู้ นี้อะค่ะ
หลวงตา :  ก็อย่าไปบอกเค้าสิ ทำไมอะ อ๋อไม่อยากให้เค้ารู้เรา โอ้โห โอ้โห (หัวเราะ) มันไม่ยากหรอก บอกหลวงพ่อดิ เนี่ยะบอกหลวงพ่อเนี่ยะ
แม่ชี ; บอกว่า
หลวงตา :  อ้าว อย่าให้เค้ารู้ หนูคิดอะไรก็อย่าให้เค้ารู้นะหลวงพ่อ เสียชื่อหมดเลยว่างั้น (หัวเราะ) ทำไมอะ แต่ที่จริงมันมีคาถานะฮะ ที่ท่านบอกแต่ไม่รู้ใช้ได้ป่าว พุทธังปัจจักขามิ อะไรเนี่ยะ
แม่ชี : ธัมมังปัจจักขามิ
หลวงตา : ใช่มั้ย ปัจจักขามิอะ ประมาณนี้ แต่ลืมไปแล้ว ท่านบอกอยู่แต่ก็ลืม
แม่ชี : ภพภูมิที่มาสวดกับเรา คอนโดมิเนียมสูงๆ หรือว่าบนเครื่องบินสูงๆเนี่ยะค่ะ เหมือนกันมั้ย
หลวงตา : เหมือน ในโลกวิญญาณมันไม่สูงไม่ต่ำหรอก เรานึกไปก็ถึงแล้ว
แม่ชี : ยิ่งบอกไว้แล้วอยู่ตรงไหนเค้าก็ไปสวด
หลวงตา : โอ้โห เค้าอยู่ตรงไหนเค้าก็เห็นเรา เค้าไม่มีธาตุ เรานึกตรงเนี้ย เรานึกไปไหนเห้นหมดแหละ นึกออกหมดแหละ นึกบ้านก็ออก นึกไหนก็ออก
แม่ชี ;  แล้วเราพึ่งได้รถคันใหม่มาค่ะหลวงตา
หลวงตา : ทำไม
แม่ชี : อยาก
หลวงตา : ก็ถวายหลวงพ่อดิ อ้าว ก็ หลวงตาทำนะ รถในวัดนี่ ไม่มีชื่อหลวงตาเลยสักอัน มีแต่วัด ไม่เคย ไม่เคยใส่ชื่อตัวเอง พรหมปัญโญเนาะ ดู่ หมดเลยเอาถวายท่านสิ หลวงพ่อดูแลนะ ใช่มั้ย สวดมนต์นะฮะ สวดมนต์อย่างเดียว เพราะรถดู่แค่นั้นแหละ เอารูปท่านไปปักนะ ไปไหนก็แผ่ไปเลย บอกแผ่ หลวงปู่แผ่ก็แล้วกัน บางครั้งหนูลืมว่างั้น
ศิษย์ : หัวเราะ
หลวงตา ; รูปลักษณ์ท่านมีไง โดยการอธิษฐานขึ้นรถปั๊บ หลวงปู่รถคันนี้ไปที่ไหนแผ่ที่นั่น จนกว่าจะจอด ทั้งสวดไปด้วย ลืมไปด้วย ฟังเพลงไปด้วย แผ่ไปเรื่อยๆ บอกไปแล้วไง ขับออกเมื่อไหร่ก็บอกแผ่เมื่อนั้นหน่ะ ท่านเป็นโพธิสัตว์นะฮะ ถ้าเข้าใจถึงโพธิสัตว์จะร้องอ๋อ แต่ไม่เข้าใจก็สวดไปก่อน ท่านถึงบอกว่าเอ็งไปเจอรูปพระที่คนนับถือ เอ็งสาธุ ถ้าหลวงพ่อเกิดแล้วก็โมทนาสาธุ ถ้าหลวงพ่อไม่เกิดก็ฝากชีวิตผมด้วยก็แล้วกัน ฝากไว้กับหลวงพ่อนั่นหนะ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการเวียนว่ายตายเกิดว่าประมาณนี้ ใช่มั้ย  เออ เราบอกท่านแล้ว ท่านจำเราได้นะเว้ย ไม่ใช่ธรรมดา ยิ่งถ้าไม่เกิด ที่ไหนมีปัญหาอะไร ท่านก็ช่วยเราแล้วอยู่ไกล ๆ ท่านยังเรียกมาเลย อ้าว นี่จริง
แม่ชี : ยังไงค่ะ อยู่ไกลๆ ท่านยังเรียก
หลวงตา : อยู่โน้นไม่รู้จักท่านยังกวักมือมาเรียกเลย
แม่ชี : แล้วการที่พระมาเจิมรถกับไม่เจิมรถต่างกันมั้ยค่ะ
หลวงตา : โอ ก็ต่างกันนะ บางองค์ท่านก็ มันก็ต่างนะพูดถึงเพราะอยู่ที่องค์นั้นท่านอธิษฐานยังไง
แม่ชี :  แล้ว แต่หลวงตาบอกไปแล้วอะ ถ้าเป็นหลวงตา หลวงตาอธิษฐานยังไงคะ
หลวงตา ;  เอ้า หลวงตาก็ไม่ได้อธิษฐานอะไร หลวงตาก็ปิดรูปหลวงปู่ เข้าไปใช่มั้ย เออ ปิดครุฑ เข้าไป
แม่ชี ; ติดครุฑเข้าไป
หลวงตา : ใช่ หลวงปู่ ดูแลรักษานี่ (หัวเราะ) อย่าให้เสียชื่อผมนะครับอะไรนี่
ศิษย์ : หัวเราะ
หลวงตา :  แค่นั้นแหละ ทำอะไร ไม่เห็นอาย ครอบวิมาน (หัวเราะ ) พูดแค่นี้อันตรายอย่ามีก็ว่าไปแล้วแต่เราอธิษฐานหนะ
แม่ชี ; นี้ถ้ารู้เทคนิคเราก็ทำเองได้เลย
หลวงตา : เอ้า ทำไมอะ สมัยที่ท่านอยู่หน่ะ ท่านยังบอกเอาพวกเอ็งหลับตา ช่วยกันอธิษฐานเวลาคนเอาพระมาอธิษฐานเนี่ยะ ท่านบอก ช่วยกัน ช่วยกัน ตอนที่เอ็งอธิษฐาน ศีลเอ็งก็ครบอยู่แล้ว เอ็งด่าใครมั้ย ปาณา อทินนา กาเม มุสา สุรา เอ็งมีมั้ยตอนนั่งอยู่เนี่ยะ ไม่มี แล้วอารมณ์เอ็งดีแล้ว สวดมนต์ไปด้วย อธิษฐานไปด้วย พลังงานก็เข้าสิ เอ็งก็มาที่นี่แหละ ท่านบอก เข้าใจมั้ยฮะ ศีล เนี่ยะ บางคนไม่เข้าใจเลย ฮูย ไม่ไปวัดศีลไม่ดี บอกไปวัดไม่ได้ทำผิดอะไรอะมันก็ศีลครบอยู่แล้วทำไมไม่ไปล่ะ ใช่มะ ศีลจะผิดก็ต่อเมื่อเอ็งทำนั่นแหละ ทำเมื่อไหร่ ก็ผิดเมื่อนั้นแหละ เลิกทำเอ็งก็ไม่ผิด (หัวเราะ) เหมือนเอ็งปาณานิบาตครั้ง เสร็จแล้วมันก็อยู่เป็นแผลใช่มั้ย เอ็งหยุดทำก็ไม่มีแล้ว เข้าใจมั้ยเนี่ยะ เออ ถ้างั้นศีลไม่ครบไม่อยากไปวัด ไม่อยากสวดมนต์ จริง ๆ ไม่ใช่นะฮะ ตอนที่เรามานั่งสวดมนต์นี่ เราทำผิดอะไรหล่ะ มีติดก็มโนกรรม เล็ก ๆ น้อย ๆ อาจจะด่าใครมั่ง ว่าใครมั่ง ในใจ ก็ได้อะไรพวกนี้ แค่นั้นแหละ กายกรรมไม่มี ยิ่งสวดมนต์ภาวนาอธิษฐานได้หมดเลยท่านบอก แค่เอ็งเห็นหนังสือพิมพ์เอ็งอธิษฐานตามเค้าได้เลย โมทนาไป ตามทีวีอะไรพวกนี้ได้หมด มันไปหมดแหละ ท่านจะว่าเอ็งเป็นเกจิ เอ็งก็นึกถึงข้าดิ หลวงพ่อ หึ ๆ อัญเชิญมาให้หมดเลยนะ (หัวเราะ) พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ที่ยังเป็น ยังสร้าง บารมีมาอยู่ มา อยู่ที่เราอธิษฐานเรื่องอะไรประมาณนั้น เหมือนแม่ชีอารมณ์ดีอะ อารมณ์ไม่ดีมันไปไหน เอ้อ มันก็ไปอยู่ที่สิ่งที่ตอนแม่ชีทำนั่นแหละ (หัวเราะ) ใช่มะ ตรงนั้นแหละ เออ หึ ๆ มันก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เอ็งก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง ลักปิดลักเปิดหน่ะ ตอนนี้เอ็งดีเนี่ยะ เอ็งตั้งใจดี ปรารถนาดีเนี่ยะ แค่มองก็มาแล้วท่านบอก เอ๊ะ มองพระนี่ก็มาแล้ว อ้าวนี่เรื่องจริงนะ เรามีรูปมีนาม เข้าใจมั้ย มันผ่านจากเราได้ ก็เหมือนเราสวดมนต์ สวดเมื่อไหร่วิญญาณมักจะน้อมมาที่เราเมื่อนั้น ผ่านมาที่เราไปที่เค้า วิญญาณดวงหนึ่ง ไม่ใช่สวดกับหลวงตาองค์เดียวที่ไหนหล่ะ น้อมหมดเลยทุกองค์เนี่ยะ เพราะมีรูปมีนามทุกคนเลยใช่มะ วิญญาณดวงหนึ่งนะ เออ แล้วมันได้มากขนาดไหนล่ะ ถ้าเห็นแล้วนะ โอ จะไม่ขี้เกียจสวดหรอกไปที่ไหนต้องสวด นอนก็สวด ตื่นนอนก็สวด เดินทางไปไหนก็สวด มีประโยชน์ทั้งนั้น ลองสวดไปดิ ยังไง้ก็ไม่มีอะไร คิดยังไงก็เป็นยังงั้นแหละ เนี่ยะตรงเนี่ยะ คิดปั๊บใครเห็นหล่ะ ใครรู้
แม่ชี : วิญญาณ
หลวงตา : ถูก คนไม่รู้นะวิญญาณรู้ ง่าย ๆ ไม่ยากนะปัญหาว่าเราลืมมั้ยล่ะ ลืมมั้ย หรือ ขี้เกียจมั้ย
แม่ชี :ยิ่งถ้ามี  2 อย่างเลยนี้คะ ลืมด้วย ขี้เกียจด้วย ครบองค์ประชุม
หลวงตา : ยากแค่เอ็งกินของอร่อย เอ็งลืมแล้ว ไม่ได้แผ่ให้มันแล้ว สิ่งที่เอ็งกินแผ่ให้มันไม่ได้ กรรมฐานไม่ได้  ไม่ยากหรอกท่านบอก อารมณ์เบาๆ ก็โอเคแล้ว เหมือนเราสวดมนต์หน่ะ สวดทุกครั้งเนี่ยะบุญปัจจุบันย้อนไปอดีต สิ่งที่ตัวเองทำในอดีต จะเป็นการสร้างวัด สร้างพระ มีรูปลักษณ์ไว้เนี่ยะ ลมหายใจเข้าออกมันสว่างนะ สมัยที่ฝึกกะท่าน ท่านให้ดูนะฮะ ให้ดูเรามันจะได้ไม่ขี้เกียจ สวดมนต์ทุกครั้งไม่ใช่บุญปัจจุบันนะฮะ อดีตที่ทำมันเข้ามานะฮะ ทีนี้อารมณ์เราไม่ดีเนี่ยะ สิ่งที่ทำไว้ในอดีตมันไม่มานะฮะ มันก็บันทึกอารมณ์ไม่ดีเข้าไป น่าเสียดายนะท่านบอก ท่านบอกข้าเสียดายอะ ท่านหลวงพ่อท่านถึงอารมณ์ดีมากเลยเพราะท่าน ท่านบอกว่า ถ้าข้าอารมณ์เสียแม้แต่นิดเดียว นิดนึงนะ บุญที่ข้าทำในอดีตนะที่มีรูปลักษณ์อยู่บนโลกนี่นะ 7,8 ชาติเนี่ยะไม่มาเลย บันทึกแต่สิ่งที่ไม่ดีเข้าไป พออารมณ์เอาเริ่มมาแล้วพอตายปั๊บมาเต็มที่แล้ว แต่ตอนเป็นมนุษย์นี้มามากกว่านะท่านบอก มากกว่า เพราะฉะนั้น ซึ่งกรรมฐาน มันเป็นฐานนะ บุญที่เราสร้างหน่ะมันรวมกับปัจจุบันย้อนไปอดีตนะ ถ้าเข้าใจจริง ๆ ใช้เวลาไม่นานนะ ยิ่งคนสร้างทานบารมีมากอะไรพวกเนี่ยะไม่นานท่านบอกกำลังมันรวมเวลาสวดมนต์ทุกครั้งเนี่ยะมันรวมหมดเลย รวมทุกอย่างที่เป็นความดีในอดีตนี่ เพราะฉะนั้นท่านถึงให้สวดมนต์ตลอดเวลาที่นึกได้ไง ยืน เดิน นั่ง นอน กินข้าว อาบน้ำ ท่านให้สวด พอสวดทุกครั้งเนี่ยะมันจะเริ่มเบา ถ้ามีคนเคยสร้างมานานๆ เข้าเนี่ยะ บารมีมาก มันมาก มากทวีคูณนะท่านบอก มากฮะ บางคนใช้เวลาไม่นาน ไม่นานเลย แล้วจะเข้าใจ ถ้าไม่มีฐานไม่เข้าใจหรอกฮะ เคยสังเกตุบางคนทานมากฮะ ทานจริง ๆ ได้เห็นว่าเกิดมายุคปัจจุบันบางทีก็หลงไป เพราะฐานกรรมฐานไม่มี ในอนาคตถึงเอ็งจะรวยหรือไม่รวยเอ็งก็ไม่ลืมหรอก ถ้าเอ็งมีฐานใช้กรรมฐานเนี่ยะ เพราะมันเป็นการฝึกจิตโดยตรงฝึกตัวเอง เราเนี่ยะที่เวียนว่ายตายเกิดโดยตรงเลยมันจะไม่ลืม มันจะมีกำลัง มันจะเข้าใจ ขี้เกียจก็ทำนะ ท่านว่างั้นฮะ ขยันต้องทำฮะ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะเปลี่ยนร่างเมื่อไหร่ ไม่รู้ ถ้ามันมาเนี้ยละบากนะฮะ ลำบากนะฮะ เนี่ยะเราสวดทุกครั้งเนี่ยะ ท่านบอกว่าจิตเราเราน้อมพลังงานนั้นมามันปรับธาตุเราด้วยนะ ธาตุทั้งหมดหน่ะ เพราะจิตมันควบคุมธาตุงั้นจิตเราควบคุมหมดเลย ถ้าเราสวดมนต์เนี่ยะ ไอ้พุทธมนต์เนี้ยะ บทไหนที่มันมีกำลังมากเนี่ยะ มันก็ปรับ ปรับไม่พอเลยท่านบอก ถ้าเอ็งนึกไปเนี่ยะ แผ่ไปเนี่ยะมันก็ไปรอบบริเวณนะ คล้ายๆ กับปรับบ้านเรา สถานที่เราอยู่ด้วย สถานที่เราทำงาน สักพักนะจะเข้าใจ มันไม่ยาก ง่าย ๆ ทำมั้ยล่ะง่าย ๆ อะทำได้มั้ย ง่าย ๆ เนี่ยะ
แม่ชี : แสดงว่าแค่สวดมนต์เนี่ยะเราสามารถปรับทิศทางบ้าน ทิศทางที่อยู่อาศัย
หลวงตา : ไปหมดหล่ะนะเหมือนทำความสะอาดหน่ะ ยิ่งปัจจุบันเนี่ยะ โลกวิญญาณนี่นะ มหาศาลนะท่านบอกว่าไหนจะสัตว์ ไหนจะคน  ยิ่งสัตว์นี่ คนฆ่าไม่รู้เท่าไหร่เพราะเป็นอาหาร สัตว์ไม่ใช่เป็นอาหารของคน ไปถามมาสิ หมู เห็ด เป้ด ไก่ ทั้งหลายอะ มันเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของคนเหรอ ไม่ใช่ คนไปติดมันเองอะ จริงมั้ยล่ะ เพราะฉะนั้นเอ็งไปกินเอ็งเลยต้องแผ่ เอ็งต้องแผ่ให้เค้า
แม่ชี :  หลวงตาค่ะ แล้วอย่างการแผ่บุญให้กับสัตว์ใหญ่ ๆ เช่น ช้าง ก็สามารถแผ่ได้เหมือนปกติใช่มั้ยต่ะ
หลวงตา : โลกโอปาติกะมนุษย์ และ สั้ตว์ทั้งหลาย สัตว์ใหญ่ สัตว์เล็ก เหมือนกันนะ เป็นกามภพ ภามภูมิ เหมือนกับเรานี่แหละ เวียนว่ายตายเกิด เหมือนเราไม่ต่างกัน
แม่ชี : แล้วเมื่อสักครู่ที่เกี่ยวกับ ทำไมหลวงตา ถึงเลือก พญาครุฑ มาติดรถค่ะ
หลวงตา :  อ้อ ไม่รู้เหรอ ในแผ่นดินในประเทศไทยเนี่ยะ ไม่มีครุฑที่ไหนมีเหรอ ก็หลักกิโลไม่เห็นเหรอ ครุฑทั้งนั้นเลย
แม่ชี ;  กิโลละหนึ่ง
หลวงตา ;  โอ้โห บางทีไม่ใช่กิโลด้วย ไอ้เล็ก ๆ หน่ะ ครุฑทั้งนั้นไงมีครุฑทั้งนั้น
แม่ชี :  ในแบงค์
หลวงตา ; เอ้อ เค้าบอกว่ารูปลักษณ์ครุฑในวัดไม่ค่อยมีในวัดมีแต่นาคเต็มเลยจริง ๆ ผิด ครุฑหน่ะมีรูปลักษณ์มากกว่านาคอีก ตรงไหนอะ เงินมีนาคมั้ย
แม่ชี ;  ไม่ค่อยมี
หลวงตา :  นาคจะมีก็ต่อเมื่ออยู่ในวัด หรือที่โน่น (หัวเราะ) ที่จริงครุฑทมีอยู่ทั่วไป จริงมั้ยหล่ะ มันเป็นสื่อ
แม่ชี ; สื่อ
หลวงตา :  ใช่ แล้วครุฑปัจจุบันคือใครหล่ะ
แม่ชี :  คือใครหล่ะ
หลวงตา  :  อ้าว พระกาฬไง
แม่ชี : พระกาฬเป็นใคร
หลวงตา : พระกาฬก็คือ (หัวเราะ) พูดยากนะแม่ชี ต้องไปคุยกับท่านเองนั้นอะ เอ๊ะ พระกาฬท่าน คือ ใคร ราหูไงก็คือพระกาฬ
แม่ชี : ช่วยอธิบาย ที่อมจันทร์เหรอค่ะ
หลวงตา : ใช่ ท่านไม่ได้อมจันทร์ ท่านจะอมทำไม มันเมื่อย มนุษย์ทำให้ท่านอมเฉย ๆ จริง ๆ ท่านจะอมทำไม ถ้าเป็นแม่ชี เป็นเทวดาจะอมมั้ย
แม่ชี : ใช่
หลวงตา :  ว่าตามความเป็นจริง เอ้า อมมั้ยหล่ะ
ศิษย์ ; หัวเราะ
หลวงตา ; ไม่อม หูย ครุฑ นาค ยักษ์ คนธรรม์ ลับแล ตรงเนี้ยมันเป็นตำแหน่งของท้าวจตุโลกบาล ไม่ใช่ตำแหน่งของใคร ถึงเวลาท่านก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เข้าใจมั้ย เหมือนกับพญายมราชอะไรพวกเนี้ย พระอินทร์ยังเงี้ย มัน มันไม่ใช่ ไม่ใช่ว่าแม่ชีไปเกิดเป็นครุฑ ก็อยู่อย่างนั้นหน่ะ กี่ภพ กี่ชาติ พระพุทธเจ้ากี่องค์ก็อยู่อย่างนั้น ไม่ใช่ส่วนใหย่ระดับนี้เป็น เป็น พระโพธิสัตว์ซะส่วนใหญ่ท่านอยู่บนพรหมโน่นหน่ะ ท่านมีตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง เข้าใจมั้ย ถ้าท่านไม่มีกำลัง ท่านคุม ควบคุม ควบคุมไม่ได้หรอก ก็เหมือนพญายมหน่ะ ถ้าไม่มีกำลังจะไปคุมวิญญาณได้ยังไงเล่า ไม่ได้ ก็วิญญาณมันไปจากคน มันก็มีทั้งดีและไม่ดีอะ ถ้าเข้าใจแล้วก็คือเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็มันก็เชื่อไปเรื่อย ๆ หล่ะ
แม่ชี :  แล้วแบบนี้หล่ะ ครุฑอยู่ในรถ
หลวงตา :  ทำไมก็บอกท่านดิ
แม่ชี : ไปไหนมาไหนปลอดภัย
หลวงตา :  ถูก ที่ครุฑหน่ะ มีทั่วไปนะ รถคันนี้ปลอดภัยนะฮะ ทำไมอะ
แม่ชี : แล้วก็ครุฑอยู่ในแบงค์ไหนก็มาอยู่ในกระเป๋าเรา
หลวงตา :  ถูก นึกออกแล้วนี่ (หัวเราะ ) เป็นสื่อเดียวกันนะคะว่างั้น เออ ทำไมอะ
แม่ชี : สื่อเดียวกัน
หลวงตา : ก็เป็นสื่อเดียวกันหน่ะ
แม่ชี : การเป็นสื่อเดียวกัน
หลวงตา :  อ้าว เห็นก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันสิ เหมือนแม่ชีห้อยลูกประคำขาว ๆ ไปเนี่ยะ ถ้าเจอพวกกันเนี่ยะ โอ้ย ยิ้มเข้าไปหาแล้ว โฮ้ยลูกศิษย์หลวงตาม้าจริงมั้ยหล่ะ สวดจักรพรรดิ จริ๊ง เอาไรใส่ไปเหอะจะให้ช่วยอะไรมั้ย โน่นแหละ พวกเดียวกันมั้ยหล่ะ
แม่ชี : พวกเดียวกัน
หลวงตา : อย่าถอดก็แล้วกัน ( หัวเราะ)
แม่ชี : ค่ะ
หลวงตา : เหลือกี่นาทีได้แล้วนะเนี่ยะ
แม่ชี : อีก 3 นาที
หลวงตา : 3 นาทีเหรอ ได้อีก 1 คำถาม พรุ่งนี้ถามใหม่ไปที่หลวงพระบางก็แล้วกัน
ศิษย์ : จะออนแอร์ได้หรือป่าว
หลวงตา :  ได้อยู่นะฮะ ถ้าออนแอร์ได้ แต่จะออนตอน 2 ทุ่มครึ่งนะฮะ
ศิษย์ : ขออนุญาตถามหลวงตาครับ เออ ที่หลวงตาบอกว่า ตอนที่เราสวดมนต์นี่ มันจะหยุด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
หลวงตา : ถูก
ศิษย์ : พลังงานดีก็จะเข้ามา
หลวงตา : ถูก
ศิษย์ : ทีนี้หลวงตาบอกว่า การสวดนี่ถ้าสวดนานไปเรื่อย ๆ เนี่ยะ ความรู้ทางธรรมเนี้ยมันจะเสริมขึ้นใช่มั้ยครับหลวงตา
หลวงตา : ถูก
ศิษย์ : ทีนี้แต่ละบุคคลเนี่ยะความรู้ทางธรรมจะเกิดขึ้นเร็วช้าต่างกันเพราะว่า เพราะว่าอะไรครับหลวงตา
หลวงตา : การสะสมในอดีต
ศิษย์ :  คืออดีตที่หลวงตาพูดใช่มั้ยครับ
หลวงตา : ถูก
ศิษย์ : แล้วทีนี้การสวดมนต์หนะครับหลวงตา หยุด กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กับการนั่งสมาธิก็หยุด เหมือนกันใช่มั้ยครับ
หลวงตา : หยุด เหมือนกัน
ศิษย์ :  แล้วพลังงานดีแบบไหนครับเข้าเยอะกว่ากันครับ
หลวงตา :  ท่านบอกว่าบทสวดเหมือนกันหมด ทำให้จิตมันเบาและสงบ
ศิษย์ : ครับ
หลวงตา : แต่ออพชั่นที่ได้ไม่เหมือนกัน
ศิษย์ : ครับ
หลวงตา : โดยคำสวดคำภาวนานั่นแหละ
ศิษย์ : คือคำภาวนามีพลังงานใช่มั้ยครับหลวงตา
หลวงตา : ถูกต้อง ทุก ทุก ทุกบทมีพลังงานหมด แต่พลังงานไหนมากกว่ากันแค่นั้นเอง คือ ออพชั่นที่ได้รับในอนาคต
ศิษย์ : ก็คือคำว่าออพชั่นก็คือการรวมบุญในอดีตใช่มั้ยครับ
หลวงตา : ถูกต้อง
ศิษย์ : ครับ
หลวงตา : ถูกฮะ เพราะบางทีพลังงานมากก็เหมือนเอาภาพหลวงปู่เนี่ยะถ้าเรามองภาพท่านบ่อย ๆ เราสามารถจะตุยกับท่านได้ ถ้าเป็นองค์อื่นก็คงยากอยู่
ศิษย์ : ครับ
หลวงตา : แต่ภาพหลวงปู่
ศิษย์ : ที่หลวงตาบอกว่าเราสวดมนต์แล้วขอบารมีหลวงปู่แผ่ออกไปเนี่ยะก็คือเราเป็นสื่อกลาง
หลวงตา : ถูกต้องฮะ เราเป็นสื่อกลาง ใช่ เราเป็นสื่อฮะ
ศิษย์ :  รวมถึงบุญที่เราสวดก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
หลวงตา : อยู่ในนั้นด้วยไปกับท่านด้วย ไม่มีเรา เค้าก็ไม่ได้ หลวงพ่อท่านก็ไม่ได้ เราก็ไม่ได้ วิญญาณก็ไม่ได้ ประมาณนั้นแหละ มันเป็นการ มันเป็นลูกโซ่ ด้วยการเวียนว่ายตายเกิดท่านบอกเราะเรายังเกิดอยู่นี้ ในสามภพเนี่ยมันไม่ไปไหน ท่านบอก
ศิษย์ : ครับ

ขออนุโมทนาบุญกับคุณณัฐกาญจน์ พันธุ์สุรินทร์ ที่ถอดเสียงเป็นตัวหนังสือให้ทุกท่านได้อ่านนะคะ สาธุค่ะสาธุ

15
ถามตอบหลวงตาม้าวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2558 สันป่าตอง
หลวงตา: ได้เวลาบันทึกกำลัง กราบพระพร้อมกัน แยกไปนะฮ่ะ แยกจิตไปกราบ เวลากราบก็ถวายชีวิตนะฮ่ะ พุทธังชีวิตตังเมปูเชมิ ธัมมังชีวิตตังเมปูเชมิ สังฆังชีวิตตังเมปูเชมิ พุทธังวันทามิ ธัมมังวันทามิ สังฆังวันทามิ ครูอุปัชชาอาจาริยะคุณังวันทามิ มาตาปิตุคุณังวันทามิ พระไตรสิกขาคุณังวันทามิ
ศิษย์: ค่ะ กราบนมัสการหลวงตานะค่ะแล้วก็อนุโมทนากับทุกท่านที่ได้รับฟังในวันนี้ด้วยนะค่ะ วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 22 เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2558 ค่ะ วันนี้เรามาถามตอบธรรมมะแบบสบายๆกันที่สถานธรรมพุทธพรหมปัญโญสาขาสันป่าตองค่ะ ค่ะ หลวงตาค่ะเมื่อ เมื่อหลาย เมื่อวันก่อนนู่นหนะคะ เอ่อ มีญาติธรรมถามเกี่ยวกับการเทพระผงจักรพรรดิหนะค่ะ แล้วเค้าอยากจะถามเพิ่มอีกนิดนึงตรงที่ว่า เอ่อ..เทพระผงจักรพรรดิเนี๊ยะเราต้องใส่มวลสารเข้าไปถูกมั๊ยค่ะ มีมวลสารของทางวัดแล้วเนี๊ยะค่ะแล้วสามารถใส่มวลสารขององค์อื่นได้อีกมั๊ยอ่ะค่ะ
หลวงตา: ก็ได้นะฮ่ะ
ศิษย์: อืม..มันจะดีหรือจะต่างกันยังไงเหรอค่ะ หลวงตาขา
หลวงตา: อืม..มันไม่ต่าง มันก็เพิ่มอ่ะ อ้าว ก็มันเพิ่มขึ้นอ่ะ ของใครแล้วก็เพิ่มไง เอ่อ เพิ่มกำลังขององค์ที่เราใส่นั่นหนะมวลสารที่เราใส่นั่นหละ
ศิษย์: ก็ขึ้นชื่อว่าดียังไงก็ดีอ่ะเนอะค่ะ มวลสารที่ได้มา
หลวงตา: อ้าว ก็หลายๆอย่างก็ดีอ่ะ ไม่ดีเหรอ ฮึๆ หลายๆองค์หนะ ไม่ใช่องค์เดียวฮ่ะ
ศิษย์: ค่ะ
หลวงตา: มีปัญหาว่าจะหามาได้จากไหนอ่ะ ปัญหามันอยู่ตรงนั้นหล่ะ
ศิษย์: ค่ะแล้วก็ หลวงตาค่ะ เอ่อ อันนี้กิจกรรมของคนคนนึงนะค่ะ เค้าบอกว่าเค้าเขียนยันต์ต่างๆที่เป็นตัวหนังสือที่เกี่ยวกับมงคล แต่ไม่เกี่ยวกับพุทธะอ่ะค่ะ อย่างเช่นเค้าเขียนคำว่าร่ำรวยอย่างเงี้ยะค่ะ เค้าถามว่าเราสามารถน้อมพลังงานของหลวงปู่มาไว้ที่ตัวอักษรเพื่อให้ตัวอักษรมีพลังเรียกทรัพย์หรือกันภัยอันตรายได้มั๊ยค่ะ
หลวงตา: อืม..มันก็ได้นะ
ศิษย์: แสดงว่าแล้วแต่เค้าคิดออกเลยเพราะว่าแค่น้อมหลวงปู่ก็มาแล้วอย่างนี้เหรอค่ะ
หลวงตา: ใช่
ศิษย์: แต่ว่ารูปลักษณ์เป็นตัวอักษรมัน...เอาอะไรเกาะอ่ะค่ะ
หลวงตา: ก็รูปลักษณ์ความหมายไง
ศิษย์: อ่อ ความหมายนั้นๆ
หลวงตา: ความหมายของของรูปนั้นหนะ
ศิษย์: อืม
หลวงตา: ความหมายของตัวอักษรนั้นนะ
ศิษย์: หลวงตาค่ะมีพี่ท่านนึงสงสัยนะค่ะ เค้าบอกว่าเค้าหนะค่ะ นั่งสวดมนต์แล้วก็นั่งสมาธิทุกวันแต่ไม่เคยเห็นแสงเลยค่ะ หรืออาจเป็นเพราะกรรมเก่าของเค้าค่ะ
หลวงตา: มันไม่เกี่ยว เค้าคิด จะเห็นหรือไม่เห็นนะฮ่ะ เพียงแต่คิดเนี๊ยะไม่เห็นนะฮ่ะ การจะเห็นพวกนี้มันอยู่ในอารมณ์ของครึ่งหลับครึ่งตื่นเนี๊ยะ เวลาเรานอนเนี๊ยะมันจะครึ่งหลับครึ่งตื่นมันจะได้ยินเสียงเป็นแสงสว่างหรือหลับไปเลยอันเนี๊ยะ ที่เราสวดอยู่ทุกวันเนี๊ยะ จิตเราไม่อยู่ในตรงนั้นหนะ อยู่ตรงนั้นหนะ จิตเบาๆตรงนั้นหนะ มันก็เลยไม่เห็น บางคนคิดว่าอยาก คิดว่าอยากไปแล้วเนี๊ยะ มันก็ไม่เห็นหล่ะ
ศิษย์: หลวงตาค่ะ การเห็นต่างๆเนี๊ยะมันต้องเลยความเบาและสบายไปก่อนถึงเห็นหรือเปล่าค่ะ
หลวงตา: ไม่ มันเบาๆอ่ะ สบายๆนั่นหนะหรือไม่ก็หลวงปู่ท่านจะให้เห็น
ศิษย์: แล้วนอกจากเห็นแสงแล้วหล่ะค่ะ ตัวชี้วัดของการภาวนา ทำกรรมฐานหรือนั่งสมาธิมีอะไรอีกนอกจากเห็น เห็น..
หลวงตา: การชี้วัด คือการลดอารมณ์ที่ไม่ดีลง คนที่มักโกรธเนี๊ยะ มันลดลงมั๊ย เวลาสวดอ่ะ อย่างนั้นหล่ะ หงุดหงิดเนี๊ยะลดลงมั๊ย มันหยุดมั๊ย เพราะตอนสวดเนี๊ยะมันหยุดหนะ แต่ว่าเวลากระทบมั๊ยหยุดมั๊ย มันหยุดเร็วหรืออย่างเดิม ที่ว่าท่านให้สวดอยู่ประจำเนี๊ยะเพราะว่าเวลาโดน ถ้าตรงๆเราไม่ได้สวดอะไรเนี๊ยะมันก็ ฮึๆ อาการก็มากใช่ม่ะ
ศิษย์: แรงมาแรงไป
หลวงตา: ใช่ อย่างนั้นหล่ะ พอสวดไปเนี๊ยะมันก็เบาบางลงไง มันเบานะฮ่ะ เหมือนเราสวดมนต์อยู่มีคนด่าเราเสียงแว่วๆเนี๊ยะมันก็ไม่สนใจแล้วฮ่ะ เพราะจิตมันอยู่ในมนต์ เปอร์เซ็นต์มากบางคนหกเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์หนะ เสียงแว่วๆเนี๊ยะมัน มันได้ยินอยู่ แต่ว่ามัน บางครั้งมันจับแต่เสียงไม่ได้ด้วยซ้ำไปเพราะเราสวดอยู่ไง
ศิษย์: หลวงตาค่ะ ตัวที่ลดอารมณ์ต่างๆเนี๊ยะนอกจาการสวดมนต์แล้วยังมีวิธีอื่นลดได้มั๊ยค่ะ ถ้าเค้าไม่สวดมนต์เนี๊ยะค่ะ
หลวงตา: ไม่มีนะฮ่ะ ยากนะฮ่ะ อารมณ์ของความสุขกับความทุกข์เนี๊ยะมัน.. มันติด เค้าใจม่ะ
ศิษย์: ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ก็ติด
หลวงตา: ติดฮ่ะ สุขก็ติด ทุกข์ก็ติดฮ่ะ ที่เราสวดทุกวันเนี๊ยะมันไม่สุขและมันไม่ทุกข์นะฮ่ะ เวลาเราสวดเนี๊ยะมันสบายๆมันอยู่ในมนต์นะ มันอยู่ตรงกลางๆนะฮ่ะ มันเบาๆ
ศิษย์: ตัวกลางๆเนี๊ยะเป็นตัวที่ไม่ติดอะไร
หลวงตา: ใช่ เวลาเราเบาๆเวลาเราสวดไปหลายปีเนี๊ยะ อายุมากขึ้น หลวงตาสวดมาสิบปีนะฮ่ะ ตอน ตอนที่สวดจริงๆหนะสวดจริงๆนี่คือเร่งมากนะฮ่ะตั้งแต่ปีแรกยันปีที่หก ปีที่เจ็ดเนี๊ยะมันถึงจะเบานะฮ่ะ มันค่อยๆเบาๆนะฮ่ะ ค่อยๆเบาหมายถึงว่ารำคาญในเสียงมั๊ย รำคาญ แต่ว่ามันมันไม่เหมือนเก่าหนะ มันรำคาญไม่นาน มันรำคาญหนะแต่มันไม่นาน เมื่อก่อนรำคาญต้องหนีฮ่ะ พอหลังๆเนี๊ยะรำคาญหละแต่มันไม่หนี ไม่ไปไหน มันจะ มันจะอยู่กับเราไม่นานไง
ศิษย์: มันเหมือน เอ่อ.. พอรับได้กับอารมณ์ต่างๆที่เข้ามา
หลวงตา: ใช่ จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์เนี๊ยะ มันก็เฉยๆหนะ บางครั้งเฉยๆ เพราะบริกรรมประจำไง หลวงพ่อท่านบอกให้บริกรรมประจำ ทุกลมหายใจเข้าออกทำได้ยิ่งดี แต่เราทำไม่ได้หรอก เราก็ทำนึกออกเราก็ทำไง เรานึกเราก็ทำเรานึกเราก็สวด ใช่ม๊า อย่างนั่นแหละ มันนึกมันก็ค่อยๆลดลง ลดทางโลกลงไง มันลดฮ่ะ การเที่ยวการอะไรเนี๊ยะมันลดลง ความเป็นอยู่เปลี่ยนแปลงไป ความที่เราเคยเป็นอยู่เมื่อก่อนเนี๊ยะ เคยไปดูหนังมั่งไปเที่ยวมั่งก็ลดลง ลดลงเรื่อยๆ มันไม่ใช่ลดเลยนะ ฮ่าๆๆ ไม่ใช่ ไม่มีใครทำได้หรอก ฮ่ะๆ วันสองวันปีสองปีแล้วมาให้มันหยุดได้เลยเนี๊ยะมันไม่มีทางหรอก แต่ที่จริงๆแล้วท่านบอกคือเราต้องฝึกไว้เพื่อเตรียมจะต้องเปลี่ยนร่างนะฮ่ะ เปลี่ยนร่างใหม่หนะหมายถึงว่าเวลาเราควบคุมร่างไม่ได้หนะ เพราะเราควบคุมมันอยู่ตอนเนี๊ยะเหมือนกรณีมีสัตว์มีพิษมาต่อยนิ้วเราเนี๊ยะ เราบังคับไม่ได้ฮ่ะ มันปวดมากเลย มันกระดุกกระดิกไม่ได้ มันต้องไปหาอะไรเอาออก หายาดึงพิษมันออกมันถึงจะกระดุกกระดิกได้ ทีนี้อารมณ์เหมือนกันอารมณ์ทั้งสุขทั้งทุกข์ที่เรามีอยู่เนี๊ยะ เราต้องหาธรรมมะเราต้องสวดมนต์ ไม่ต้องนึกถึงมัน ใช่ม่ะ เราไม่นึกถึงมันมันไม่มานะฮ่ะ ถ้าเรานึกถึงมันเมื่อไหร่มันก็มาเมื่อนั้นหนะ กรรมในอดีตเนี๊ยะท่านบอกมันไม่ยากหรอกถ้าเราลืมได้มันไม่มา ถ้าเราลืมมันไม่ได้มันก็มา ฮึๆฮึ มา ยังไงก็มา เมื่อวานนี้กระทบเนี๊ยะวันนี้ยังมาเลยใช่ม่ะ เอ่อ พอกันกระทบกันปั๊บเนี๊ยะ มัน..บันทึกเลย บันทึกทันทีนะฮ่ะ อืม..อารมณ์ไม่ดีอ่ะที่กระทบเนี๊ยะมันบันทึก ที่นี้มันจะต่อหรือไม่ต่อมันอยู่ที่เรา ถ้าเราสวดไปนานๆเนี๊ยะไอ่ตัวนั้นมันเบาลง มันไม่ต่อ  เห็น เห็นก็เฉยๆ พรุ่งนี้เห็นหน้าก็เฉยๆมันจะเปลี่ยนจาก..จากเฉยๆเป็นเมตตา เพราะว่าเรา เราจะมีความรู้สึกว่าเค้าก็เคยเป็นอย่างเราไง เราก็เคยเป็นอย่างนั้น จริงมั๊ยหล่ะ เอ้อ เราเคยเป็นทุกเรื่องหนะ ทีนี้เราจะไม่เป็นอีกแล้วอย่างนั้นหนะ นี่คือการสวดมนต์ไง ค่อยๆสวดมันก็ค่อยๆเบาบางลง เบาบางลง เบาลง เบาลง เบาลงเวลาเราเปลี่ยนร่างเรา มันคิดไม่ได้หรอกพวกนั้นมันคิดไม่ออกเพราะจิตมันเบาท่านต้องการให้เราไปพรหมจิตมันเป็นตัวรู้นะถ้าเราสวดทุกวันเนี๊ยะ เราสวดทุกวันฮ่ะมันรู้ฮ่ะ เราบังคับไม่ได้ทำไมจะไม่รู้ ใช่ม่ะ นั่นหนะเราบังคับมันไม่ได้ ขนาดมันปวดหัวเนี๊ยะ เรายังรู้เลยเนี๊ยะว่ามันปวดหัวจะทำยังไงให้มันหายปวด ต้องกินยา ต้องสวดมนต์  หลวงพ่อท่านบอกปวดหัวเอ็งต้องสวดมนต์ไปเรื่อยๆ มันปวดหัวก็จริงอ่ะ สวดมนต์ด้วยเนี๊ยะว่ามันปวดร้อยเปอร์เซ็นต์มั๊ย ใช่ มันก็บรรเทาทุกไป ในอนาคตเอ็งสวดไปจนจิตมันเบาอ่ะ ปวดหัวเนี๊ยะอยู่ในบทสวดมันก็เบามันก็หายแล้ว ใช่เวลาไม่ถึงชั่วโมงหรือสามสิบนาที ประมาณพอมันเบาๆสักพักเรานอนมันก็หลับ ตื่นมันก็หาย เพราะจิตมันเป็นตัว..ตัวที่รู้ ตัวรู้ฮ่ะ เวลาภัยมาเนี๊ยะมันก็รู้ เวลามีภัยมีอะไรมามันรู้ เวลาเราคิดไปเนี๊ยะมันก็เป็นคลื่น ความคิดเรามันก็เหมือนโทรศัพท์เนี๊ยะมีคลื่น คราวนี้คลื่นของคนทั้งหมดเนี๊ยะ คนก็รับได้ถ้าเราฝึก คลื่นของความคิด คลื่นของคำพูด มันก็ไป หลวงตาไปวัดน่านั่งคุยกันอยู่รถนู่นแหนะ เนี๊ยะไปหลายๆคน ไปถึงวัดเนี๊ยะเวลาคุยกันท่านบอกหมดแหละ ท่านสอนไง ท่านสอนไว้ว่าเนี๊ยะมันเป็นยังเงี๊ยะ เวลาเราสวดไปนานๆเราจะรู้หมดแหละ เอ็งคุยอะไรกันในรถเอ็งรู้หมดแหละท่านบอก ถ้าจะดูนะฮ่ะ ไม่ใช่ท่านจะรู้เลยหนะไม่ใช่ ถ้าจะดูก็ดูได้ พื้นที่ก็คือการสวดมนต์เนี๊ยะแหละ ไม่มีพระองค์ไหนไม่สวดหรอกพระดังๆทั่วไปอ่ะ สวดตั้งแต่เป็นเณรบางองค์หนะ ครูบาก็บวชตั้งแต่เป็นเณร ท่านสวดมนตตั้งแต่เณรนั่นหนะ ฮึๆ คิดดูอายุตั้งห้าหกสิบนะ จากเณรไปจนถึงหนะไม่ดังให้มันรู้ไปสิ หลวงตาเคยแนะนำเด็กนะฮ่ะทุกวันเนี๊ยะแต่ไม่มีใครเชื่อหลวงตา บอกคุณไม่ต้องไปเรียนหรอกทางโลกหนะ เนี๊ยะ สวดมนต์เนี๊ยะแหละเอ็งจะเอารวยยังไงก็ได้ อ้าวเรื่องจริงนะ หลวงตาเทียบกับมีพระสององค์เนี๊ยะ อีกพระบวชเท่ากัน เณรเนี๊ยะนะฮ่ะ อีกองค์หนึ่งเรียนปริยัติ เรียนนักธรรมตรี ธรรมโท ธรรมเอกเรียนปริยัติ ก็เรียน เรียนไปเรื่อยๆ อีกองค์ไม่เรียนเลยภาวนาอย่างเดียว อายุเจ็ดสิบองค์ไหนดัง องค์ไหนรวย ใช่ องค์ที่เรียนพร้อมกันหนะ ก็ไต่เต้าตั้งแต่เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอแนะ เพราะเรียนมหานิ เรียนแล้วก็เป็นเจ้าคณะจังหวัด ใช่ม่ะ แค่นั้นหนะไม่มี บางองค์ก็ไปมากกว่านั้นแต่ความดังใครดังอ่ะ
ศิษย์: ไม่ได้เรียนต้องดังกว่าใช่มั๊ยค่ะ
หลวงตา: ถูก องค์ที่ไม่เรียนแค่นึกก็ได้แล้วฮ่ะ แค่ท่านนึกก็ได้แล้วฮ่ะ ผิดกันเยอะนะฮ่ะ องค์ที่เรียนหนะจะทำอะไรก็ต้องไปขอนะฮ่ะ ต้องไปขอนะฮ่ะ ต้องไปขอว่าเอ้อโยม...คุณโยมช่วยสร้างโบสถ์สร้างวิหารหน่อย เอ้อ องค์ที่ไม่ได้เรียน ไม่ นึกอย่างเดียว อ้าวนี่เรื่องจริงนะ ไม่ขอนึกอย่างเดียวเลย ผิดกันเยอะฮ่ะ
ศิษย์: หลวงตาค่ะนึกแล้วสตางค์มาฆราวาสทำได้มั๊ยค่ะ
หลวงตา: ฆราวาสหนะตัวทำได้เลยฮ่ะ ไม่เห็นเหรอที่เค้าทำแค่เรียนสักก็รวยแล้ว เรียนสัก เรียนเขียนตะกรุดนะ โอ้ยเยอะแยะไป เรียนยังไม่ทันไรสงบนิดหน่อยเท่านั้นอ่ะเบนมาอาชีพได้เลย หมายถึงว่าหลอกได้เลย เห็นมั๊ยมีเณรบางองค์เห็นมั๊ย เณรที่ดังๆเมื่อก่อนเนี๊ยะ นั่นหนะ สวดมนต์มาทั้งนั้นแหละ แล้วเขียนอักขระทั้งนั้นแหละ หันมาติด ติด ติดผลประโยชน์ ติดเงิน ติดอะไร มันก็เลยเสื่อมไง ถ้าไม่ติดนะป่านนี้ยังอยู่ เงินมาแจกไปตามวัด ดังมั๊ย วัดไหนอยากได้ตังค์ปล่อยเลยแจกไปเลย ยิ่งมาหนักเข้าไปอีก อ้าวนี่เรื่องจริงนะฮ่ะ
ศิษย์: อธิบายให้เป็นหลักเหตุผลได้มั๊ยค่ะว่าทำไมสตางค์มาแล้วเราแจกไปแล้วเราทำไมถึงได้ตังค์เยอะขึ้นค่ะ
หลวงตา: อ้าว มัน..เราเป็นตัวผ่านเฉยๆไง ผ่านสตางค์เฉยๆ ฮึๆ ฮึๆ ถ้าเก็บนะ จบ เดี๋ยวก็มีเรื่อง มีเรื่องนะมีคนมาหลอกเอาสตางค์แล้วหล่ะ ไม่เห็นเหรอที่มันมีเรื่องเรื่องกันหนะ เรื่องผลประโยชน์เรื่องสตางค์กันทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่มีนะปกตินะมันไม่มีเรื่องหรอก จริงม่ะ ไม่ว่าฆราวาสไม่ว่าพระไม่ว่าไหนทั้งนั้นหนะ ถ้าติดก็จบหล่ะ
ศิษย์: ฝึกยังไงไม่ให้ติดสตางค์ค่ะ
หลวงตา: อ้าว ก็อย่าไปติดมันมันไม่ใช่ของเราไง เค้าถวายมาเราก็ถวายต่อไปดิ เราเกิดมาเนี๊ยะสิ่งสำคัญที่สุดคืออะไรหล่ะ
ศิษย์: กินได้
หลวงตา: ถูก อาหาร อาหาร อาหาร อาหารเครื่องนุ่งห่มยารักษาโรค ใช่มั๊ย ที่อยู่อาศัย แค่นี้หล่ะ แค่นี้ถ้ามีก็อยู่ตลอดชีวิตแล้วหล่ะ ใช่ม่ะอย่างนั้นเราเก็บไว้ทำไมหล่ะ ไม่เห็นเหรอบางองค์เก็บไว้จนปลวกกินหนะ เห็นม่ะ ฮึๆ ต้องเอาออกมา ฮ่ะๆ ฮึๆ ฮึ อย่างนั่นหนะ หลวงตาเคยเก็บนะไม่ใช่ไม่เคยเก็บ ไอ่ที่เก็บนั่นมันหมายถึงลืม คนถวายมาแล้วมันลืมไง ก็เอาไว้ในโล่งไง ไหม้หมดเลยในโลงหนะ ฮึๆไหม้โลงด้วย ฮึๆ เยอะด้วยนะเป็นแสนหนะ มันลืมไม่ใช่อะไร เวลาคนถวายมาเนี๊ยะเมื่อก่อนไม่ได้สร้างอะไรหนะ เราก็ซุกไว้ในโล่งดิ ฮึๆๆๆนั่นหนะเป็นตัวอย่างที่ดีเลยหล่ะเพราะฉะนั้นอย่างไปเรียนเชื่อสิ ยังไม่มีใครเชื่อเลย ฮึๆ (ลูกศิษย์หัวเราะ) คราวนี้ไอ่ที่ที่หลวงตาบอกบอกมันไปหนะบางคนก็มาบวชบางคนก็ยังไม่ได้ทำงานเลยตอนเนี๊ยะ บางคนก็ยังหางานทำ ถ้ามันฝึกจนโตจนหลวงตาว่าเนี๊ยะ เวลาเท่าไหร่เนี๊ยะ เกือบสิบปีแล้วนะฮ่ะ สิบปีนะฮ่ะ ไม่ต้องบวชฮ่ะเป็นฤาษีก็ได้
ศิษย์: ฝึกยังไงให้มันอยู่รอดตลอดลอดฝั่งค่ะหลวงตา
หลวงตา: สวดมนต์ด้วยดิ
ศิษย์: นั่นแหละสวดมนต์ให้มันรอดตลอดลอดฝั่ง
หลวงตา: สวดประจำสิ ฮึๆ สวดบ่อยๆดิ ถามง่ายๆเลย เอาง่ายเลยเมืองนะ เมืองนะ เมืองนะ ถ้ำเมืองนะเนี๊ยะแหละ คนไปที่ถ้ำเมืองนะเค้าให้ทำอะไรมั๊ย ก็ถูกละฮ่ะ แล้วทำไมไม่สวดหล่ะ เอ้อ อะไรเค้าก็ไม่ให้ทำ เช้าเค้าก็มีข้าวให้กิน เอ้อ ข้าวอย่างดีด้วยจับฉ่ายไข่พะโล้แค่นั้นหนะ (กลุ่มลูกศิษย์หัวเราะ) ไม่ต้องคิดว่าจะได้กินอะไร เนี๊ยะมีของเสริมบ้างเป็นบางวันคือมีคนมาถวายเท่านั้นเอง ไม่ต้องคิดว่ากูจะได้กินอะไร ไม่ต้องไปคิดกินพออิ่มแล้วก็สวดมนต์ไปสิเค้าไม่ให้ทำอะไร สามสี่ปีเนี๊ยะก็เห็นผลแล้วว่าถ้าทำจริงๆหนะ
ศิษย์: หลวงตาใช้คำว่าไม่ให้ทำอะไรทำไมไม่สวดมนต์หล่ะ
หลวงตา: ใช่ แล้วทำไมไปนั่งคุยกันหล่ะ เอ้อ ผูกเก้าอี้ไว้ดิ่ติดตูดไว้ นั่งที่ไหนก็สวดที่นั่นนะฮ่ะ เบื่อตรงถ้ำก็ไปนู่น เบื่อตรงนู่นก็มาตรงนี้อ่ะเดินสวดไปสวดมา หิวก็กินใช่ม่ะ เค้ามีกาแฟให้กินด้วยอ่ะ มีมั๊ยกาแฟอ่ะ มีอีก โอโหอาหารเสริม เห่อๆ เค้ามีโกโก้ให้กินอีกดีม่ะ ก็ดี
ศิษย์: หลวงตาค่ะการที่เราเอาความคิดของเราไปผูกไว้กับบทสวดมนต์เนี๊ยะ ถ้ามันไม่ชินจริงๆมันทำไม่ได้นะหลวงตา
หลวงตา: ถูก ทำไมไม่ทำให้ชินหละ
ศิษย์: เพราะมันยังไม่ชินอ่ะ
หลวงตา: อ้าวเราต้องสวดไปเรื่อยๆ ใช่ ก็ยืนเดินนั่งนอนไง ยืนก็ทำ เดินก็ทำ นอนก็ทำไง เห็นหลายคนหนะไปแอบดู ไม่ใช่แอบดู (ลูกศิษย์หัวเราะ) ฮึๆ ขึ้นไปดู ฮ่ะๆ ยิ่งหกโมงเนี๊ยะนะฮ่ะ นู่นหนะประมาณหกโมงเกทอบเจ็ดโมงหนะเลื้อยขึ้นไปนั่งปุ๊ปก็สัพเพพอดีก็จบลงไปกินข้าวพอดีเลย (กลุ่มลูกศิษย์หัวเราะ) แหะๆๆ ฮึๆ ไม่ต้องขึ้นไปหรอกอย่างนั้นหนะ สวดอยู่ในห้องก็ได้ ไม่มีใครเค้าว่าหรอก ฮึๆ
ศิษย์: ก็ยังมีจิตสำนึก ใช่มั๊ยหละหลวงตาค่ะ (หัวเราะ)
หลวงตา: เรานั่นแหละ (กลุ่มลูกศิษย์หัวเราะ) ฮึๆๆ
ศิษย์: หูย..หนู มีทุกสเต็ปไม่อยากจะบอก (หัวเราะ)
หลวงตา: ฮ่ะๆๆ
ศิษย์: อายเค้านะเนี๊ยะ (หัวเราะ) (กลุ่มลูกศิษย์หัวเราะ)
หลวงตา: โอโหทำอะไรอย่าไปอาย
ศิษย์: อ้อ..มันเป็นเรื่องที่ดี
หลวงตา: หลวงพ่อท่านบอกว่าเอ็งทำแล้วเอ็งอย่ากลัว เพราะฉะนั้นหลวงตาเนี๊ยะดีไม่ดี หลวงตาไม่กลัว ถ้าทำเนี๊ยะไม่กลัว มันเป็นการฟอกนิสัยที่เด็ดขาดคือทำดีก็เรื่องของกูไม่กลัว ทำไม่ดีกูก็ไม่กลัว เนี๊ยะ อ้าว นี่เรื่องจริงนะฮ่ะ ก็เราอยากจะทำอ่ะเราก็ต้องทำไง แล้วก็ไม่กลัวถ้ากลัวก็อย่าทำท่านบอก มัน มันเป็นการฝึกนิสัยที่แน่นอนและมั่นคงไงใช่ม๊า ความดีมันก็เพิ่มขึ้นความไม่มีมันก็ลดลงสิ ไม่เห็นคิดยากเลย เหมือนขี้เกียจนั่นแหละ ท่านบอกเอ็งขี้เกียจเอ็งต้องทำ ฮึๆๆ เอ็งขยันเอ็งก็ต้องทำ มันจะมึนยังไงเอ็งก็ต้องทำ ฮึๆ ฮึ ใช่ม่ะ เอ่อ เหมือนกับหลวงตาอธิษฐานสวดมนต์ทุกวันนี่นะฮ่ะ หลวงตาก็สวดทุกครั้งอ่ะ หกโมงเช้า บ่ายโมง หกโมงเย็น สองทุ่มครึ่ง ถึงอยู่ที่ไหนก็สวดฮ่ะ บางครั้งก็ครึ่งบางครั้งก็เต็มแต่ก็สวดนะฮ่ะ เพราะเราอธิษฐานไว้ไง เรา เราคิด เราพูดหรือเรา เราอธิษฐานแล้วเราต้องทำไง เข้าใจม่ะ เคยมีเด็ก เด็กหนุ่มอยู่คนนึง หลายคนไม่ใช่คนเดียวฮ่ะ เค้าอยากจะมีวาจาพูดอะไรก็เป็นอย่างนั้นแบบพระร่วงนั้นหนะก็พาไปดูเลย พลังงานพระร่วงที่นู่นหนะวัดตะพังทองที่เราไปที่นั่นหนะ พระร่วงเค้าอยู่วัดนั้นสมัยก่อนมันเป็นป่าเดี๋ยวนี้มันมีแต่ถนนฮ่ะ ไปหล่อรูปท่านก็กระจิ๊บอยู่ตรงนั้นหนะ อย่างงั้นหล่ะ สมัยที่ท่านสร้างบารมีเนี๊ยะนะฮ่ะ เวลาท่านพูดละท่านก็ต้องทำ ดีไม่ดีต้องทำเวลาพูดแล้ว ใช่ม๊า เห่อๆ เห่อๆ ทำ คิดก็ต้องทำพอพูดทำก็คิดทำ พูดกับคิดมันบวกกัน มันก็ศักดิ์สิทธิ์ฮ่ะ วาจาสิทธิ์เพราะพูดแล้วทำเนี๊ยะนานเข้ามันระวังคำพูดไง  มันจะระวัง ทีแรกเมื่อมันพูดดีไม่ดีก็ต้องทำ หนักๆเข้ามันคิดแล้ว มันคิดก่อนพูดล่ะ ฮึๆๆ เฮ้ยไม่ดี ฮึๆ มันก็เลยทำได้ไง ทีนี้การกระทำมันมาจากความคิด ใช่ม่ะ คิดอะไรก็ทำเนี๊ยะมัน มันเริ่มตั้งแต่คิดคิดแล้วทำทำนะแล้วมาย้อนคิด เอ้อ มันก็ได้อ่ะ เพราะมันเป็นลูกโซ่กันเหมือนสร้างบารมีสิบเนี๊ยะมันเป็นลูกโซ่กัน เหมือนกับศีลสมาธิและปัญญานั่นแหละ มันเป็นลูกโซ่กัน ถ้าเราตัดขาใดขานึงมันก็ไปหมดหนะฮ่ะ แต่ที่เราทำทุกวันเนี๊ยะเราฝึกสวดมนต์ก่อนคือฝึกสมาธิฝึกฐานมันก็ไปเรื่องของปัญญาเรื่องของศีล มันเป็นสามเสร้าไงเราจะเริ่มต้นตรงไหนก็ได้ แต่ถ้าเริ่มต้นของสมาธิอ่ะ อย่างที่เราสวดเนี๊ยะเราจิตเราผูกไว้กับบทสวด ทีนี้ความหมายของบทที่เราสวดมันมีกำลังอะไร มันมีพลังงานอะไร ใช่ม่ะ จิตเราเป็นกระแสเดียวกันกับตรงนั้นอ่ะ เวลาเราคิดอะไรอ่ะมันก็เป็นอย่างที่เราคิดนั่นแหละ อ้าวเรื่องจริงทุกอย่างมันพิสูจน์ได้อ่ะ มันเป็นรูปธรรมและนามธรรม ยังไม่ทันไรแหล่ว บางคนคิดแล้ว ถามหลวงตาโอ้หลวงตาคิดแล้วไม่เห็นต้องได้เลย สวดยังไม่ทันไรเลย ฮึๆ สวดยังไม่เบาเลยจิตยังไม่เบาเลย
ศิษย์: หลวงตาค่ะขออภัยนะค่ะ อย่างที่หลวงตาบอกว่าคิดแล้วต้องทำ
หลวงตา: ใช่
ศิษย์: สมมติว่าอย่างหนูเนี๊ยะหรือพวกหนู อย่างหนูเริ่มฝึกใหม่ๆดั้นไปคิดอะไรสักอย่างที่ต้องใช้ตังค์ หมายถึง หมายถึงว่าต้องทำสิ่งเนี๊ยะแต่หนูไม่มีตังค์เลยอ่ะ แล้วหนูต้องทำมั๊ยค่ะ
หลวงตา: ไปขอ ทำสิต้องไปขอเค้า
ศิษย์: อ้าว
หลวงตา: ก็คิด ก็คิดแล้วอ่ะ อยากจะฝึกหรือเปล่า อยากจะฝึกวาจาศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่าหล่ะ คิดแล้วต้องทำ ทุกข์ยังไงก็ต้องทำ บากหน้าไปหาญาติหรือคนรู้จักเค้า ก็พูดแล้วไง
ศิษย์: โอเค อันนี้คนละกรณี (หัวเราะ)
หลวงตา: ฮึๆ คนละเรื่องเดียวกัน ฮึๆ คนละเรื่องเดียวกันนี่มันเรื่องของการสวดมนต์ เรื่องการเรียนกับเรื่องการ เรื่องข้างนอกกับเรื่องข้างใน มันอยู่ด้วยกันฮ่ะ ถ้าทำข้างในมันออกข้างนอกไงฮ่ะ ถ้าทำข้างนอกเนี๊ยะมันต้องพิจารณามันถึงจะเข้าข้างใน นึกออกมั๊ย อธิบายชัดๆเลยอย่างหลวงตาบวชข้างนอกเนี๊ยะบวชข้างนอกแต่ฝึกข้างใน เอาข้างนอกเป็นกรอบ แบบเรียกนอกเข้าหาใน แต่ถ้าเราบวชในเราอธิษฐานเป็นพระเนี๊ยะ นึกเป็นพระ เวลาสวดมนต์ไหว้พระ ก่อนนอน ตื่นนอนอะไรเนี๊ยะ นึกว่าเป็นพระห่มผ้าเหลืองอันนั้นในออกข้างนอก ไม่รู้หล่ะนึกจนการกระทำหรือคำพูดเนี๊ยะ เป็นคล้ายๆพระโน่นหนะหนะมันจะเข้ามาหล่ะ นึกออกมั๊ย ตอนนี้ออกเลย นึกออกเลย ฮึๆๆ
ศิษย์: หลวงตาค่ะ ก่อนหน้านี้ที่หลวงตาบอกว่าคลื่นของหลวงปู่หนะค่ะ คือคลื่นของหลวงปู่เนี๊ยะมีอยู่ทุกที่อยู่แล้วใช่มั๊ยค่ะคลื่นตัวรับตัวส่ง หมายถึง ท่าน
หลวงตา: คลื่นของท่านก็คือบารมีที่ท่านสร้างไว้ในโลกเนี๊ยะ มันมาก เข้าใจม่ะ หลวงพ่อท่านวิริยธิกะ วิริยธิกะเนี๊ยะมันใช้เวลานาน องค์ไหนท่านปรารถนาวิริยธิกะเนี๊ยะคือยุคที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้าเนี๊ยะรวย รวยอย่างเดียวไม่มีจน คือยุคที่คนมีกะตังค์ มีบุญ เพราะว่าสร้างมานาน ท่านไม่ได้สร้างคนเดียวบริวารท่านหนะติดตามไปก็สร้างกันไปด้วย พุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเนี๊ยะปัญญาธิกะใช้เวลาน้อย ทิ้งพลังงาน ทิ้งบารมีไว้ในโลกน้อยเพราะท่านใช้เวลาน้อย เวลาเป็นพุทธเจ้ามนุษย์อย่างเราเนี๊ยะตามท่านเหรอ ไม่ทัน มันก็มีโจรอยู่ไงมีโจรห้าร้อย มีการรบกันอยู่สมัยท่าน ใช่ม่ะ นั่นหนะ ถ้าองค์ไหนอยู่กลางๆคือศรัทธาธิกะหนะ อยู่กลางๆระหว่างกลางๆ  พุทธเจ้าองค์ปัจจุบันมนุษย์ร้อยถึงสองร้อยปีประมาณ ศรัทธาธิกะองค์ที่แล้วนั่นนะ พึ่งผ่านองค์เนี๊ยะ อายุสองสามหมื่นปี องค์ข้างหน้าวิริยะธิกะเป็นแสนฮ่ะแปดหมื่นปีถึงแสนปี อายุมนุษย์นะ การสร้างบารมี ทิ้งความดีไว้ในโลกเนี๊ยะ มาก ท่านทิ้งยังไงรู้ป่าว ไม่รู้อีก แหะๆ (เสียงลูกศิษย์หัวเราะ) ท่านไม่ได้เกิดมาเสวยบุญเลยฮ่ะ เอาหลวงปู่ดู่เป็นตัวอย่างเอาหลวงปู่ทวดเป็นตัวอย่าง เอาครูบาเป็นตัวอย่างเนี๊ยะ ท่านเกิดมาท่านก็สร้างเลยฮ่ะ สร้างทั้งคน สร้างทั้งวัตถุ สร้างหมดเลย สร้างโรงบาลสร้างอะไรเยอะแยะไปหมดเลย ดึงคนมาไหว้ พระสวดมนต์แผ่เมตตาให้ผีอะไรพวกเนี๊ยะ  ตั้งแต่เด็กยันมรณะภาพ ท่านเกิดมาเสวยบุญมั๊ยบุญท่านเยอะมั๊ยหล่ะ อย่างเราเนี๊ยะ แหะๆๆ เกิดมาจะเอาสะตังค์อย่างเดียวแล้วฮ่ะ ใช่ม่ะ พ่อแม่บางคนนะ หลอกเราตั้งแต่อยู่ในท้องอ่ะเข็นตั้งแต่อยู่ในท้องเลย มึงออกมากูต้องให้มึงเรียนตรงนี้เลย บำรุงอาหารอะไรไปทุกอย่าง ออกมาต้องบังคับให้เรียนโลกอย่างเดียวเลย ใช่ม่ะ เอ้อ โดนบังคับนะฮ่ะ เสร็จแล้วก็ไม่เตรียมตัวจะต้องตายอีก เพราะเรียนโลกอย่างเดียว สวดมนต์ไหว้พระก็ไม่เอาเวลาตายมันไปไหนก็ไม่รู้ เวลาเสียใจ น้อยใจ คับแค้นใจ บางคนฆ่าตัวตายไม่มีทางไป ท่านว่าโอ้มันไม่มีทาง มีทางการ....มีทั้งสามแดนโลกธาตุ จริงมั๊ย ท่านเกิดท่านทำท่านตาย ท่านเกิดท่านทำท่านตาย แหะๆๆ ไม่ได้เสวยบุญเลย เอ่อ เหอะๆ เกิดมาเป็นประโยชน์ล้วนๆเลย จะเอาตัวอย่างมั๊ยหล่ะ เอ้อ เอาตัวอย่างไว้เนี๊ยะอย่าพึ่งสึก เก้าสิบอธิษฐานเลยเก้าสิบสึกอายุไม่ถึงเก้าสิบไม่สึก เหอะๆๆ เดี๋ยวจะพาพวกไป พวกเราอ่ะ เพื่อนไงอธิษฐานด้วยกันฮ่ะ มาอยู่วัดป่าธาราภิรยม์นั่นหนะเพื่อนอ่ะ (เสียงลูกศิษย์ให้คำตอบ) ใช่...อธิษฐานด้วยกันไม่ใช่เหรอ ฮึ ฮึๆๆ ไม่มีใครสอนนะฮ่ะเรื่องนี้ฮ่ะ ส่วนใหญ่เค้าจะสอนเรื่องนิพพานะปัจจะโยโหตุ เค้าจะสอนเรื่องการพ้นทุกข์ซะมาก เค้าไม่สอนเรื่องกระแสของโพธิสัตว์ฮ่ะ โพธิสัตว์ทุกองค์หนะตอนเนี๊ยะบารมีท่านยังเวียนไปเวียนมาในโลกเนี๊ยะ เวียนตามรูปลักษณ์ที่ท่านมีหนะ เราไปกราบนู้น..อาจจะมาถึงนี่หนะ ถ้าเป็นหลวงปู่ดู่นะ รูปนาม นามรูป ถ้าเป็นพุทธเจ้านะปิดบัญชีฮ่ะ อรหันต์ไม่มีนี่ไงเป็นแก้วนี่ไง นี่อ่ะพระอรหันต์เนี๊ยะอ่ะ ใครอยากดูพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์เนี๊ยะ ไปดูท่านบอกมันอยู่เหนือพรหมขึ้นไปหน่อยนึงเป็นดินแดนที่ไม่เกิดที่เค้าพูดกันหนะโบราณหนะ เมืองแก้วเมืองแก้วหนะยังงั้นหล่ะ ทุกอย่างเป็นแก้วหมด ไม่มีจุดดำ ไม่มีเกิด ไม่มีอนาคตไม่มีอดีตเพราะฉะนั้นรูปลักษณ์ของท่านไม่เวียนเหมือนพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ไม่เวียนเหมือนเราๆท่านๆ ไม่เวียนละฮ่ะบารมีรวม รวมเป็นหนึ่งอ่ะ
ลูกศิษย์: หลวงตาค่ะยังงี้แสดงว่าการฝึกตามรอยของพระอรหัตน์เนี๊ยะก็ได้แต่ความสงบกับการพิจารณาหรือค่ะ
หลวงตา: ถ้าฝึกตามรอยพระอรหันต์อย่าไปทำอะไร ไปทำทำไม ก็จะไม่เกิดแล้วอ่ะไปทำทำไม นั่งสวดมนต์ภาวนานั้นนะ ดูกิเลสตัณหาอุปทานตัวเองในกายเนี๊ยะ อย่าเก็บมันไว้ท่านบอก ความโลภ ความโกรธความหลง ฮึๆๆ อะไรทั้งหมดเนี๊ยะ ที่มันไม่มีในใจเนี๊ยะเอาออกไปให้หมด ถ้าเอาออกได้ก็ไม่เกิดแล้วหล่ะ จบ
ลูกศิษย์: เหมือนอย่างโกรธขึ้นมาปุ๊ป ทิ้งโกรธไปเลย
หลวงตา: ใช่
ลูกศิษย์: ใส่ถังขยะ
หลวงตา: ใช่
ลูกศิษย์: (ถามคำถามหลวงตาเสียงไม่ค่อยชัด)
หลวงตา: ไม่ พลังงานนิ่งไม่มีอะไร ฤาษีนิ่งก็จริงหรอก มันนิ่งไม่นาน (เสียงลูกศิษย์หัวเราะ) เดี๋ยวมันก็ลืมตามา ฮึๆๆ แต่พุทธเจ้าหรือพระอรหันต์เนี๊ยะนิ่งสนิทเลยเป็นแก้วเลย ฮึๆๆ จิตมันจะรวมไง เพราะจิตเราอยู่ตรงนิมิตเรามันรวม
ลูกศิษย์: (ถามคำถามหลวงตาเสียงไม่ค่อยชัด)
หลวงตา: ไม่ อยากก็ไม่มา ไม่อยากก็ไม่มา อารมณ์เฉยๆมันมา จับให้มันได้เท่านั้นหละอารมณ์ตรงนั้นหนะ นั่นหนะพวกที่สวดมนต์ภาวนาก็ต้องการตรงนั้นหนะ มันคิดอะไรไม่ได้มันอยู่ตรงนั้นนะ มันเบาๆนิ่งๆอยู่ตรงนั้นนะ
ลูกศิษย์: หลวงตาค่ะ พลังงานจักรพรรดิเนี๊ยะค่ะ
หลวงตา: อยู่ในโลกเนี๊ยะ
ลูกศิษย์: เอ่อ.. มีเฉพาะการปฏิบัติของสายโพธิญาณเท่านั้นเหรอค่ะ
หลวงตา: ไม่ มีทั่วไปนะฮ่ะ แล้วแต่คนมีบุญแต่ส่วนใหญ่คนที่เสวยพระชาติเป็นจักรพรรดิเนี๊ยะนะฮ่ะ ยากนะฮ่ะต้องบารมีเยอะจริงๆ เยอะมากมีบุญเยอะมาก
ลูกศิษย์: หลวงตาค่ะ การสร้างบารมีมาเรื่อยๆแล้วได้เป็นพระจักรพรรดิเนี๊ยะถือว่าเสวยบุญมั๊ยค่ะ
หลวงตา: ไม่ ไม่ได้เสวยบุญ
ลูกศิษย์: ก็คือถือว่าเป็นการสร้างบุญ
หลวงตา: ใช่
ลูกศิษย์: สร้างบุญต่อ
หลวงตา: ต่อชีวิตมนุษย์ให้ยาวขึ้นไปอีกในช่วงที่จักรพรรดิเกิดเนี๊ยะ มนุษย์กำลังจะอายุสั้นลง พอท่านเกิดมาท่านไปโดยฤทธิ์บังคับมนุษย์เนี๊ยะ รักษาศีลห้า เหมือนเดิม ใครไม่ทำไม่ได้ โดนจักร แค่จักรก็กลัวแล้ว ขู่ไง ทำมั๊ย..ทำ จักรปล่อยไปต้นไม้ ฮึๆ หักครึ่งไปหมดเลย แค่นั้นมันก็กลัวแล้วคนหนะ
ลูกศิษย์: หลวงตาแล้วคำว่ากินบุญเก่าละค่ะ
หลวงตา: ก็กินบุญเก่าที่เค้ากินๆกันหนะ ไม่ทำ ไม่ทำใหม่ยังนั้นแหละ มันก็มีไม่เห็นทำเลยบางคน พออายุมากขึ้นก็โรคอะไรเยอะแยะไปหมดเลย บุญหมด เราสวดมนต์เนี๊ยะเรารู้ฮ่ะ สวดไปเรื่อยๆรู้ฮ่ะว่าใคร เก็บถังขยะหนะ ตามถนน บุญหมดแล้วหนะ
ลูกศิษย์: มันคล้ายว่าเกิดมาปุ๊ปกินบุญเก่าเหมือนเสวยบุญที่ทำหนะจนหมดเกลี้ยงเลย
หลวงตา: รับเงินมาเดือนที่แล้วเนี๊ยะ เนี๊ยะรับมาแล้วไม่ทำใหม่ กินจนเกลี้ยงเลยแล้วไม่มีกิน
ลูกศิษย์: ส่วนคำว่าเสวยบุญของหลวงตาคือ เกิดมาไม่กินบุญเก่าเลยสร้างแต่บุญใหม่
หลวงตา: ถูก นั่นคือโพธิสัตว์ นั่นคือผู้ที่สร้างบารมีจะต้องเอากำลังไปเนี๊ยะ กำลังของบุญเนี๊ยะไปอธิษฐานไม่เกิดมั่งบางคนก็เกิดมั่งอะไรเนี๊ยะเยอะแยะคนกินบุญเก่าไม่เห็นเหรอ เนี๊ยะประเภทเนี๊ยะในโลกเยอะฮ่ะบางคนก็รวยมากเลยฮ่ะ เนี๊ยะทุกศาสนานะฮ่ะ อย่าไปสนใจนะฮ่ะเราไม่สนใจเราสนใจเฉพาะคนสวดมนต์ ยากดีมีจนยังไงก็ช่างขอให้สวดมนต์เถอะฮ่ะ              นั่นหนะผู้ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลเราในอนาคต ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเวียนว่ายตายเกิด ยังอธิบายเมื่อกี้แล้วไง มนุษย์ต้องการอะไร ปัจจัยสี่แค่นั้นเอง เอาทองให้ฤาษีในป่าเนี๊ยะมันจะเอามั๊ย..ไม่เอา เพราะมันเสกได้อยู่แล้วกองเป็นภูเขาก็ยังไม่เอาเลยสู้เผือกก้อนเดียวไม่ได้มันอิ่มอ่ะมันกินแล้วมันอิ่ม ฮึๆ ทองมันกินไม่ได้ฮ่ะ ฤาษีเอาทองมาได้ยังไงใช่ม่ะ เอาไปขายที่ไหน อึ..เค้าไม่เอา มันเป็นกระดาษเค้าไม่เอา
ลูกศิษย์: (ถามคำถามหลวงตาเสียงไม่ชัด)
หลวงตา: รู้ รู้ รู้
ลูกศิษย์: (ถามคำถามหลวงตาเสียงไม่ค่อยชัด)
หลวงตา: อืม..ไม่รู้ว่าเราซี้กับท่านขนาดไหน ปัญหามันอยู่ตรงเนี๊ยะ ฮึๆ เคยเกื้อกูลกันหรือเปล่า อะไรเนี๊ยะ
ลูกศิษย์: (ถามคำถามหลวงตาเสียงไม่ค่อยชัด)
หลวงตา: ท่านช่วยเท่าที่ทำได้ฮ่ะ ไม่เกินกรรมของแต่ละคน
ลูกศิษย์: หลวงตาค่ะเค้าถามว่า เคยได้ยินที่หลวงตาบอกไว้ใช่มั๊ยค่ะว่าถ้าเป็นวัดพระอรหันต์เนี๊ยะวัดนั้นจะเงียบ แต่ถ้าเป็นโพธิสัตว์ก็ยังจะมีคนเข้าไปอยู่
หลวงตา: ถูก
ลูกศิษย์: แต่เค้าสงสัยว่าทำไมวัดของพ่อฤาษีค่ะซึ่งท่านนิพพานไปแล้ววัดทำไมไม่เงียบอย่างเนี๊ยะค่ะ
หลวงตา: จะไปเงียบได้ยังไงลูกศิษย์ท่านทำอยู่มันเงียบไม่ได้เพราะคนที่อยู่กับท่านลูกศิษย์ท่านยังต่ออยู่ไงใช่ม่ะ ยังมีคนต่อแนวทางของท่านอยู่แล้วก็มีจบแล้วก็ยังมีชีวิตอยู่ก็มีวัดท่านทำไมคนจะไม่ไป ใช่ม่า คนที่ถามอ่ะมันอยู่ทีคนอยู่หนะทำต่อมั๊ยถ้ามีคนต่อคนก็จะมาอยู่ถ้าไม่ต่อก็จบ เหมือนวัดทั่วๆไปไม่เห็นเหรอ อย่าลืมวัดของหลวงพ่อฤาษีลิงดำหนะท่านเป็นโพธิญาณนะฮ่ะท่านลา  แค่ท่านลาเนี๊ยะลูกศิษย์ท่านประมาณไม่ได้นะฮ่ะ หือๆๆ มันไม่เหมือนพระอรหัตน์บางองค์ ท่านไม่มีลูกศิษย์ท่านเกี่ยวข้องกับคนน้อยเพราะท่านสร้างบารมีมาเพื่อจะต้องการไม่เกิด ถ้าจะให้มีเหมือนกับโพธิสัตว์เป็นไปไม่ได้เหมือนกับหลวงปู่มั่นท่านพุทธภูมิเก่าไงพอท่านลาศิษย์ท่านก็เยอะนะฮ่ะคนที่ตามท่านหนะ เหมือนกัน ที่นี้พระอรหัตน์บางคนหนะบางองค์ไม่มีหนะมันก็ร้างไปเยอะแยะไปไม่เห็นหรือไง หลวงตาไปทั่วประเทศนะฮ่ะเพื่อต้องการศึกษาพวกนี้หนะ
ลูกศิษย์: หลวงตาค่ะลูกศิษย์ของของของคนที่ปรารถนาโพธิญาณแล้วลาพุทธภูมิเนี๊ยะนะค่ะหลวงตา
หลวงตา: ใช่
ลูกศิษย์: ลูกศิษย์ลูกศิษย์ที่ใกล้ๆที่ยังพอเข้าใจเนี๊ยะก็ลาพร้อมกันหมดเลย
หลวงตา: ไปหมดฮ่ะ ยกเว้นบางคนคนที่ยังครึ่งๆกลางๆว่าจะไป หรือจะเป็นปัจเจก หรือจะเป็นหน่อพุทธภูมิต่อเค้าก็ไปที่วัดนั่นแหละ เค้าก็ไปที่เดียวกันหมด เค้าก็ไปวัดที่ที่เก่าอยู่นั่นแหละฮ่ะ ยังงั้นนะฮ่ะ โพธิสัตว์เนี๊ยะนะฮ่ะอย่าลืมนะฮ่ะถ้าเกี่ยวข้องเกี่ยวพันท่านยังไงท่านก็ดึง ไม่รู้จักท่านก็ดึง หลวงปู่ดู่เนี๊ยะไปเข้าฝันคนไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ตั้งแต่สมัยหลวงตาอยู่กับท่านแล้ว หลวงพ่อท่านไม่ออกจากวัดแล้วใครจะรู้จักท่าน ไม่ออกเลย อย่าว่าแต่ออกเลยฮ่ะ ลงกุฏิยังไม่ลงเลย ปีละครั้งมั๊ง แต่หลวงตาไม่เคยไปนะท่านลงหนะ ไม่เคยไปเลย ไปเมื่อไหร่ก็เจอเพราะท่านไม่ไปไหนใช่ม่า แล้วใครจะรู้จัก ที่มาหาท่านส่วนใหญ่ฝันทั้งนั้นแหละ เอ้านี่เรื่องจริง บางคนบอกเฮ้ยเอ็งไปมาหาข้าหน่อยข้าชื่อดู่วัดสะแกมันนั่งรถมาถามทั่วไปหนะ เนี๊ยะคือหลวงปู่ดู่หละเพราะเกี่ยวข้องกับท่านท่านก็ต้องตามมาอย่างน้อยๆได้บอกมันไปเอ่อมาสวดมนต์นะเอ็งสวดมนต์นะ แค่นี้ก็จบแล้ว ถ้าเอ็งไม่สวดก็เรื่องของเอ็งแล้วคือหมดหน้าที่ไงหมดหน้าที่ของท่านไง
ลูกศิษย์: คล้ายกับที่หลวงตากำลังบอกพวกเราเหมือนกัน
หลวงตา: เอ้อ สวดก็สวดไม่สวดก็แล้วไปหนะอะไรอย่างนั้นนะ มันบังคับไม่ได้ไง ฮึๆ อยากสบายก็สวดไปสิ อยากหน้าอ่อนๆมั๊ยหล่ะ
ศิษย์: อยากหน้าอ่อนๆ
หลวงตา: เอ้อ เวลาหกสิบเจ็ดสิบมันก็หน้ายังกับสิบหกสิบเจ็ดหรือสี่สิบอะไรพวกเนี๊ยะ มันต้องอนุรักษ์หน้าไว้ (เสียงลูกศิษย์หัวเราะ) ฮึๆร่างกาย อารมณ์ไม่ดีก็เปลี่ยนดิ่เพราะเราเป็นมนุษย์นี่เราก็เปลี่ยนได้ถ้าเราตายเราเปลี่ยนได้มั๊ยหละ ไม่ได้ เพราะมันมีแต่นามธรรม มันเป็นวิญญาณ วิญญาณเดียวหนะพูดถึง คุณไปเสวยบุญคือบุญไงคุณอารมณ์บาปก็คือบาป จนกว่าบาปหมดนั่นหนะถึงจะอารมณ์สบายแล้วลงมาเกิด แต่อย่าเราเนี๊ยะทุกข์ๆอยู่เนี๊ยะก็ยังร้องเพลงได้อยู่เปลี่ยนได้ทำไมไม่เปลี่ยนหละท่านบอก อนุรักษ์ไว้สิ มันจะได้ กรรมหนะโรคมันจะได้ลดน้อยลงไง โรคภัยไข้เจ็บมันน้อยลง ยาก็กินน้อย ไม่จำเป็นอย่าไปกิน จริงมั๊ย ก็จริงไง
ลูกศิษย์: หลวงตาค่ะ เมื่อสักครู่หลวงตาพูดถึงเรื่องการเกื้อกูลนะค่ะ อย่าง อย่างพวกพวกเราเป็นคนธรรมดาเราจะไปเกื้อกูลพระโพธิสัตว์ที่บารมีเยอะๆได้ยังไงค่ะ
หลวงตา: หลวงพ่อองค์ไหนเป็นพระโพธิสัตว์ฝากชีวิตไว้นะ ใช่ม่ะ ฝากความดีในอนาคต หลวงพ่อก็ช่วยหนูหนูก็ช่วยหลวงพ่อไง ทำไมอ่ะ เห็นวัดท่านปั๊ปผ่านไป ความคุ้นเคยไงมีสะตังค์ อ้าว โมทนา หยอดตู้ช่วยท่านไว้ เอ้า ช่วยไง
ลูกศิษย์: การจะเกื้อกูลอย่างแรกๆที่จะเกื้อกูลคือการอธิษฐานฝากความดี
หลวงตา: ถูก ฝากไว้ไปวัดไหนก็ฝากไว้ ฝากไว้ทุกองค์นั่นแหละ แล้วก็แผ่เมตตาไปแล้วก็ฝากเค้าไว้ ทำไมอ่ะ สวดมนต์แผ่เมตตาโมทนาบุญไง
ลูกศิษย์: การเกื้อกูลกันเนี๊ยะค่ะหลวงตาเราดูมั๊ยค่ะว่าเราเสียเปรียบหรือได้เปรียบเนี๊ยะค่ะ
หลวงตา: ไม่มีการเสียเปรียบหรือได้เปรียบ มันอยู่ที่ใครลดได้มาก ลดความตระหนี่ขี้เหนียวได้มาก ฮ่ะๆ ก็มาก ทำไมอ่ะ ก็มันไม่ติดนิ ไม่ติดในภพภูมิไม่ติดกับภพชาติที่เกิด ไม่ติด ก็ลองฝึกดิ ไม่เห็นเหรอเวลาเราไปสัพเพหนะ อย่ามายุ่ง หนะขนาดตายไปแล้วเนี๊ยะยังหวงเลย บ้านก็จะพังอยู่แล้ว คนอื่นมาอยู่ก็อยู่ไม่ได้เลย ยังนี้ติดนะฮ่ะ นี่ขนาดตายยังติดนะ เนี๊ยะพวกที่หวงๆในโลกเนี๊ยะ ในเมืองไทยเนี๊ยะระวังให้ดีฮ่ะ อ้าวมันมีมากทุกวันเนี๊ยะ เราเนี๊ยะจะมีประโยชน์กับเค้านะรู้ป่าวให้มันติดไปเถอะมันตายแล้วมันก็ยังอยู่ตรงนั้นหนะจิตมันผูกพันไงจะต้องไปอธิบายให้มันฟังต้องให้โอโห้อะไรเยอะแยะไปหมดอย่าให้มันติด ตอนเป็นมนุษย์มันไม่รู้ไง จริงม่า ที่เห็นๆอยู่
ลูกศิษย์: อย่างนี้คนตายปุ๊ป เค้าต้องวิ่ง วิญญาณก็ต้องวิ่งมาหาหลวงปู่ดู่หมดเลยสิค่ะ
หลวงตา: ไม่ วิ่งมาไม่ได้หรอกมันไกล วิ่งมาทำไมหล่ะ
ลูกศิษย์: เอ้า ตายแล้วไม่มีธาตุ รู้หมดเลยอย่างเนี๊ยะ
หลวงตา: ฮึๆๆ มันไม่รู้หรอกคนตายมีหลายอย่าง ตายตามอายุไขมันก็ไปเกิด ใช่ม่ะ ตาย ตายก่อนอายุมันก็เป็นสัมภเวสีอยู่แถวนั้นแหละคนที่จะโปรดได้คือเราไม่ใช่หลวงปู่ หลวงพ่อท่านโปรดไม่ได้ท่านไม่มีรูปท่านเป็นนามธรรมต้องผ่านเรา หลวงปู่มาทางนี้เดี๋ยวผมเอาไปให้มันเข้าใจหรือเปล่าเนี๊ยะ เวลาเราสัพเพเราถึงนึกถึงท่านหนะ กระแสของท่านมาที่เราแล้วเราก็แผ่ไป นึกออกมั๊ยเนี๊ยะ มันไม่รู้นะสัพเพไม่นานมาเนี๊ยะ ฮ่าๆๆ
ลูกศิษย์: แสดงว่าทุกอย่างหนะมันต้องใช้ความคิดให้เป็นประโยชน์
หลวงตา: ถูก วิญญาณกับวิญญาณเนี๊ยะมันไม่มีรูป มันให้กันไม่ได้ หลวงตาเคยไปอ่านหนังสือของรองเชารินทร์ พิบูล สมัยที่..ชอบมากเลยฮ่ะ คนตายแล้วฟื้น เนี๊ยะเยอะเลย ส่วนใหญ่เห็นทั้งนั้นแหละ ไปขอใครเค้าก็ให้กินหนะแต่กินไม่ได้ เค้าก็ทิ้งไว้ตรงนั้นหนะ นึกออกเลยหนะเคยทำบุญไว้ เหมือนลุงคนที่ข้างวัดสะแกนั่นหนะ กล้วยดิบๆสุกๆอ่ะอย่างนั้นหนะพอแกฟื้นมาแกทำเองเลยทำไม่ให้เมียทำแล้ว เพราะแกไปเห็นเองไงเพราะฉะนั้นวิญญาณมันให้กันไม่ได้ มันไม่มีรูปมันต้องผ่านรูปนามของคน จะเป็นฤาษี จะเป็นฆราวาส จะเป็นพระได้หมดแหละ
ลูกศิษย์: (ถามคำถามหลวงตาเสียงไม่ค่อยชัด)
หลวงตา: แน่นอน เรานึกถึงท่านท่านก็มาแล้วหล่ะ เรานึกถึงแฟนแฟนมันยังมาที่ใจเราเลย ใช่ม่ะ เรานึกถึงใครก็มา ฮ่ะๆ ถ้าเราไม่นึกหละ ไม่มา
ลูกศิษย์: หลวงตาค่ะเค้าถามว่าเวลาเค้านึกคำถามอะไรที่ที่อยากจะถามหลวงตาอ่ะค่ะ พอจะถาม
หลวงตา: นึกไม่ออก
ลูกศิษย์: พอเค้าสงสัยปุ๊ปเนี๊ยะค่ะเค้าก็อยากจะถามหลวงตาเค้าก็ไปเจอในยูทูปเจอที่หลวงตาตอบอย่างเงี๊ยะ เค้าบอกว่าเค้าเป็นอย่างนี้บ่อยมากๆเลย
หลวงตา: ดีฮ่ะ ไม่ต้องถามไง (เสียงกลุ่มลูกศิษย์หัวเราะ) หลวงตาเคยเป็นอย่างเค้านะฮ่ะ เมื่อก่อนที่ไปวัดสะแกเนี๊ยะเป็นแบบเนี๊ยะแหละ ฮื้ยอยากรู้เรื่องเนี๊ยะอย่างรู้จริงๆเลย นู่นแนะเดินไปแผงหนังสือเปิดปั๊บเห็นเลย อย่างงั้นหละ กระแสเดียวกันมันดึงกัน
ลูกศิษย์: (ถามคำถามหลวงตาเสียงไม่ค่อยชัด)
หลวงตา: ถูก ถูกต้องเลย ถูก ยิ่งเรื่องเรื่องเกี่ยวกับสร้างบารมีเรื่องเกี่ยวกับธรรมมะเนี๊ยะสัมผัสได้ตั้งแต่สวดครั้งแรกแล้วหละหรือไม่ก็ฝัน หรือไม่ก็ไปวัดหลวงพ่อท่านก็คุยให้ฟัง หรือไม่พอคุยกับพระองค์ไหนท่านก็คุยให้ฟัง อย่างงั้นแหละ
ลูกศิษย์: ที่มันเกิดอย่างนี้คือจิตเริ่มเบาหรือสงบอย่างงี้
หลวงตา: จิตอยู่ในบทสวดมนต์ จิตอยู่ในบทแผ่เมตตา จิตอยู่ในการโมทนาบุญ จิตอยู่ในกรรมฐานท่านบอก จิตห่างจากโลก ห่างจากโลกเป็นระยะไม่ได้ห่างเลยนะฮ่ะ ห่างเลยไม่ได้ เพราะยังอยู่ในโลกอยู่กับโลกที่มันห่างหนะสิ่งที่ไม่ดีเราก็ไม่ทำไง นั่นหนะมันห่าง มันก็ทำแต่เฉพาะความดีมากกว่าความไม่ดีไง นั่นหนะเค้าเรียกว่าห่าง ค่อยๆห่าง ห่างจากความคิดไม่ดี ห่างจากการกระทำที่ไม่ดี เหมือนกับเวลาเราสวดทุกครั้งเนี๊ยะ เราโกรธไม่ได้หรอกเราด่าใครไม่ได้ ใช่ม่ะ เราไปคุยกับใคร ฆ่าใครไม่ได้ เราก็ปิดกายกรรม วจีกรรม เราก็เหลือมโนกรรมความคิดเรามันก็ค่อยๆหายไปเพราะเราสวดบ่อยๆ ไม่เห็นต้องคิดยากเลย ทำไมท่านถึงให้สวดบ่อยๆ ทำไมท่านต้องให้อยู่วิเวก กายวิเวกมั่ง จิตวิเวกมั่ง ถ้าเราเอากายวิเวกนานเข้าเนี๊ยะมันอาจจะจิตมันอาจจะดิ้นเราต้องเอามันออกมา กายวิเวก กายวิเวกก็อยู่คนเยอะๆเนี๊ยะแต่คุยน้อยบริกรรมเยอะๆเค้าเรียกจิตวิเวก แต่กายวิเวกเนี๊ยะเราอยู่เนี๊ยะคนเดียวในห้องคนเดียวในสถานที่คนเดียว จิตวิเวกกายก็วิเวก กายวิเวกจิตก็วิเวก ใช่เวลาหน่อยฮ่ะ จะเอาไวๆหนะมันไม่มีหรอก นามธรรมไม่เหมือนโลกไม่ไว เราไปดูหนังมันก็เพลินแล้วหละ ใช่ม่ะ แต่เรามาสวดมนต์เนี๊ยะใช่เวลากี่ปีหละ เราดูหนังใช่เวลากี่นาทีหละ เพลิน เห่อๆๆ ความรู้สึกเพลิน สวดมนต์ความรู้สึกสนุกใช้เวลานานมั๊ย..นาน
ลูกศิษย์: หลวงตาค่ะ การฝึก ฝึกอยู่คนเดียว เอ่อ ฝึกกายวิเวก ฝึกจิตวิเวกเนี๊ยะค่ะ ประโยชน์เยอะที่สุดคืออะไรค่ะ
หลวงตา: ประโยชน์เยอะที่สุดเหรอ อืมมันบอกไม่ได้ว่าบางคนเค้าก็ชอบกายวิเวกบางคนเค้าก็ชอบจิตวิเวก เวลากระทบแล้วมันกระเทือนมั๊ย กระทบหมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กายเรากระทบมันกระเทือนมั๊ย กระทบในสิ่งที่ชอบ เสียงไม่ชอบเนี๊ยะ เสียงด่า เฮ้ยชีกินแล้วนอนไม่รู้เรื่องหนะคิดยังไง อ้าว นั่นหนะ ฮ่ะๆๆ เสียงมันทำอันตรายอะไรหล่ะ
ลูกศิษย์: (ลูกศิษย์ตอบฟังไม่ชัด)
หลวงตา: เอ้อ เห่อๆ ใช่ เค้าไม่ได้ตีหัวเลย เห่อๆ ไม่ได้ทำร้ายร่างกายเลย เจ็บมั๊ย เอ้อ เจ็บ เจ็บที่ใจ
ลูกศิษย์: คือประโยชน์ทั้งหมดเนี๊ยะเพื่อรักษาใจเราไม่ให้กระเพื้อมนั้นแหละ
หลวงตา: ถูก ไม่ให้กระเพื้อม ตั้งแต่เอ็งเป็นเด็กแล้วหละ เราไปด่าเด็กไงมันร้องแอ้ๆแล้วหนะ เราเด็กนะ เสียงมาเยอะแยะเลยเนี๊ยะขี่มาในวัดเนี๊ยะเสียงคำพูดเนี๊ยะฟึดฟัดๆหละ ใช่ม่ะ เอ้อ เดินหนีห้วนเลย เดินไปนู่นไปนี่อะไรนี่เสียง  ฮึ โอ้ยแค่เสียงหนะ เราบังคับมันไม่อยู่เนี๊ยะฝึกอีกนาน สวดสบายๆนะฮ่ะ เวลาสวดก็จิตอยู่ที่พระนะฮ่ะ เอาพระมากำ อยู่ที่คำสวดนึกถึงคำสวด มองภาพพระก็ได้ พระหนะ มองภาพหลวงปู่ก็ได้ พระองค์ขาวก็ได้ มองสบายอย่าไปเพ่งนะฮ่ะเดี๋ยวมันจะเสียลูกกะตา มองสบายเฉยๆหนะแล้วก็หลับตา ถ้าภาพหายไปก็มองใหม่ เราต้องการบังคับให้จิตมันอยู่ในบทสวดมนต์อยู่ในพลังงานเราก็ต้องใช้หลายๆอย่างนะฮ่ะ ค่อยๆทำไปนะฮ่ะ น้อมไปที่หลวงพ่อหนะขออาราธนาบารมีท่านรวบรวมกำลังจักรพรรดิตั้งแต่อดีตปัจจุบันไปอนาคตนั่นหนะ ตั้งแต่พุทธเจ้าองค์ปฐมลงมาถึงองค์ปัจจุบันและองค์ข้างหน้าไม่มีประมาณน้อมมาที่รูปนามของเราแผ่ไปกำหนดไปสามโลกธาตุ โลกของโอปาติกะ มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายที่ยังเวียนว่ายตายเกิดทั้งสามแดนโลกธาตุ โลกวิญญาณแถวนี้นะฮ่ะ ภพภูมิที่ซ้อนๆกันอยู่แถวเนี๊ยะมาสวดด้วยกันนะฮ่ะ สิ่งที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับเราทั้งหมดด้วย สวดสบายๆนะฮ่ะ
(สวดรอบสองทุ่มครึ่ง)
น้อมไปที่หลวงปู่ดู่ ไปที่จักรพรรดิ ไปตามรูปลักษณ์ที่เราทั้งหลายพากันไปอธิษฐานไว้ รูปลักษณ์ที่พากันสร้างขึ้น ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันแผ่ไปทั้งสามโลกธาตุ แผ่ไปในสิ่งที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับเราทั้งหมด ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แผ่ให้ในหลวง แผ่ให้พระเทพ แผ่ให้ผู้ดูแลชาติ ศาสนา สถาบันกษัตริย์ พระสยาม พระศรีสยาม หลวงตาอ๋อยพร้อมบริวารทั้งหมด วีรกษัตริย์ วีรบุรุษ วีรสตรีทั้งหลาย เจ้าพ่อหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมืองทุกจังหวัด พญาครุฑ ยักษ์ นาค คนธรรพ์ ลับแล พสก กุมภัณฑ์พร้อมบริวาร ชาวป่าหิมพานต์ทั้งหลาย ฤาษี ดาบส นักบวช ผู้นำศาสนาทุกศาสนาทั่วโลกแผ่ไปยังดินแดนสุวรรณภูมิสิบสองปันนาผู้มีพระคุณกับถ้ำเมืองนะและสาขา ผู้ที่อธิษฐานให้ช่วยเหลือ ผู้ที่เจ็บป่วย ผู้ที่ตายไป อธิษฐานอะไรไว้น้อมไปในสิ่งที่อธิษฐานนั้นครอบวิมานปรับภูมิทั้งหลายส่งวิญญาณ (หลวงตานำลูกศิษย์สวดบทสัพเพ 3 รอบ) พรุ่งนี้เราไปออนแอร์ที่ไหนบอกเค้าไป
ลูกศิษย์: ค่ะ พรุ่งนี้นะค่ะ เราจะไปถามตอบธรรมมะนอกสถานที่นะค่ะ ที่จังหวัดลพบุรีค่ะ พรุ่งนี้เป็นวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ค่ะ สองพันห้าร้อยห้าสิบแปดนะค่ะ ก็ตั้งแต่เวลาประมาณหกโมงนะค่ะ ณ พระที่นั่งจุฑาสวรรค์พระนารายน์ราชนิเวศค่ะ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรีนะค่ะ
หลวงตา: เราเข้าวังใช่ม่ะ
ลูกศิษย์: พรุ่งนี้เราจะไปเข้าวังกัน
หลวงตา: อ๋อเราจะไปสวดที่วังหกโมง
ลูกศิษย์: ค่ะ สถานที่นะค่ะอีกครั้งนะค่ะ พระที่นั่งจุฑาสวรรค์นะค่ะ พระนารายน์ราชนิเวศค่ะที่ลพบุรีสามารถเข้าไปได้นะค่ะ ใครที่อยู่ใกล้เคียงนะค่ะสามารถไปสวดมนต์กับหลวงตาได้นะค่ะตั้งแต่หกโมงเย็นเป็นต้นไปนะค่ะ รายละเอียดก็อ่านเพิ่มในเวปวัดถ้ำเมืองนะได้นะค่ะ ในเวปบอร์ดนะค่ะ ค่ะ ส่วนทางบ้านถ้าท่านไหนอยากส่งคำถามถามหลวงตานะค่ะ ถามมาได้ที่ในไลน์กับเฟสบุ๊คอาร์คหลวงตานะค่ะ (Facebook: Ask.luangta) อาร์คที่แปลว่าถามหนะนะค่ะ เอ เอส เค  ดอท แอล ยู เอ เอ็น จี ที เอ นะค่ะอาร์คหลวงตานะค่ะ ถามในไลน์หรือเฟสบุ๊คก็ได้นะค่ะ แล้วก็ทุกท่านถ้าอยากฟังธรรมมะย้อนหลังกันนะค่ะ มีญาติธรรมใจดีนะค่ะส่งลิงค์ให้ทุกวันเลยนะค่ะ ก็ไปดูในเฟสบุ๊คของอาร์คหลวงตาได้เช่นกันค่ะ ค่ะหลวงตาค่ะเค้าบอกว่าหาก เค้าถามหลวงตานะค่ะว่า ถ้าหากเราไม่มีเวลาสวดจักรพรรดิตลอดวัน แต่เราน้อมจิตคิดถึงหลวงปู่ตลอดวัน พลังงานก็ยังไหลเข้าออกตลอดใช่มั๊ย
หลวงตา: ใช่
ลูกศิษย์: แค่นึกภาพพลังงานก็มาเนอะค่ะ
หลวงตา: ใช่ นึกก็มาแล้วฮ่ะ
ลูกศิษย์: อืม หลวงตาค่ะเค้าขออนุญาตถามเกี่ยวกับว่ากรณีที่โดนคุณไสยหนะค่ะจะทำอย่างไรดีค่ะ กรณีที่โดนคุณไสยค่ะจะทำยังไงดีค่ะ
หลวงตา: กินน้ำมนต์เข้าไปก็คุณไสยก็ไปแล้ว กินน้ำมนต์สวดมนต์ เพราะจิตเราควบคุมธาตุเราอยู่หนะ สิ่งที่ไม่ดีนะฮ่ะ มันก็ออกจากธาตุเราอยู่แล้วฮ่ะเวลาเราสวด มีคนที่เคยไปรักษาที่หลวงปู่นะฮ่ะเพราะกินกระดูกของผีไป น้ำมันมันเป็นน้ำมัน           เคยเห็นนะฮ่ะ เวลาเค้าสวดแล้วกินน้ำมนต์เนี๊ยะมันจะออกมาทางผิวหนัง เหมือนกับนี่แหละเหมือนกับเมือกๆเหมือนกับไอ่ เหมือนกับไอ่ที่เค้ามาทอดหนะเรียกอะไร น้ำมันหนะยังงั้นหนะ ข้นๆอย่างนั้นหนะ มันออกมาตามผิวหนัง ใช้เวลาสี่ปีฮ่ะ สามปีฮ่ะ ตอนนี้คนนั้นก็ยังอยู่นะฮ่ะ เพราะเค้าไปกินกระดูก ไปกินกินเข้าไป แต่ถ้าคุณไสยปล่อยเนี๊ยะมันเข้าไม่ได้หรอกฮ่ะเพราะจิตเราไม่รับจิตเรากับกับจักรพรรดิเป็นกระแสมีกระแสฮ่ะ มีคลื่นเดียวกันฮ่ะ เวลา เวลาเค้าทำมาเนี๊ยะมันจะ มันจะ ไปคนที่ทำฮ่ะ มันจะย้อนกลับไปคนที่ทำ ต้องสวดบ่อยๆฮ่ะ กินน้ำมนต์ พวกที่ทำคุณไสยได้เนี๊ยะนะฮ่ะไม่ธรรมดานะ ฮ่ะๆ เค้ามีสมาธินะฮ่ะ เค้าจะบริกรรมบริกรรมคลื่นตรงนั้น มันเป็นเป็นคลื่นเดียวกับจิตไงเหมือนกับคนที่เค้าเรียนอาคม อาคมพวก พวกอยู่ยงคงกระพันพวกเหนียวนั้นหนะพวกนี้ต้องบริกรรมนะ บริกรรม บริกรรมยิ่งกว่าเราอีกฮ่ะ ยิ่งกว่าคนสวดมนต์ธรรมดาอีกฮ่ะเพราะต้องการเอาจิตเนี๊ยะไปไว้กับพลังงานที่เค้าอธิษฐานตรงนั้นนะถ้าจิตใกล้แตกเมื่อไหร่มันก็ยิงเข้าหนะ อันนั้นมันต้องบริกรรมตลอดนะฮ่ะ มันเป็นปกติธรรมดานะเพราะว่าทุกอย่างมันสำเร็จที่ใจนะฮ่ะใจเราคือตัวเราเองที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ทุกวันเนี๊ยะ มันซ้อนกันอยู่อาทิสมานกายเรื่องกายทิพย์ ตอนที่เราเกิดมันเกิดพร้อมกันทั้งรูปและนามพ่อแม่เราวิญญาณนั้นหนะคือผีนั้นแหละ ปฏิสนธิท่านถึงบอกว่าคือเกิด พร้อมกัน พอเกิดปั๊บกระแสของกรรม หน้าตา ฮึๆๆ ผิวพรรณ กรรมเอากรรมมาด้วย กรรมมันอยู่ที่ไหน ทิ้งไว้ในโลกไงเอาไปไม่ได้ เวลาตายก็เอาไปแต่ความรู้สึกแต่กรรมมันอยู่ในโลกเนี๊ยะ รอยต่อระหว่างภพข้างบนข้างล่าง สิ่งที่เราทำนั่นแหละคือกระแสของกรรม เหมือนกับเรานอนแล้วฝันนั่นหนะ จิตเราไปเราทำอะไรตัวที่นอนมันก็เหมือนกัน เวลาเราโดนกระทบมันก็ร้องนั่นหนะจิตก็ร้องธาตุก็ร้อง ฮ่ะๆ อย่างงั้นหนะ มันเป็นสายใยหนะ สายใยของกรรมในโลกเนี๊ยะภพทั้งสามเนี๊ยะมันเวียนไปเวียนมาเพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ฝึกไว้เนี๊ยะเวลาเราเปลี่ยนร่างเนี๊ยะ เราควบคุมมันไม่ได้เนี๊ยะลำบากนะฮ่ะไม่ใช่ โลกวิญญาณคือโลกที่ลำบากกว่าโลกมนุษย์ ขอไม่ได้ด้วย โลกมนุษย์เนี๊ยะยังขอได้นะฮ่ะขอคนกินได้มนุษย์ด้วยกันยังให้ทานนะ อาศัยกันได้ แต่โลกวิญญาณไม่ได้ฮ่ะต้องมาขอที่โลกมนุษย์เหมือนกับวันพระวันศีลเนี๊ยะ คนโบราณจะต้องไปวัดให้ทาน ให้คนญาติที่ตาย ญาติที่ตายมารับส่วนญาติที่มารับได้ก็คือพวกสัมภเวสีหรือพวกเปรตอะไรพวกเนี๊ยะแต่ถ้าอยู่ข้างล่างก็รับไม่ได้หรอกฮ่ะเวลาเราไปให้ทานที่วัดแล้วเราแผ่ได้แต่พวกที่จากพรหมลงมาถึงสัมภเวสีอะไรเนี๊ยะ นั่นหนะ บางบางบางวิญญาณคนที่ตายแล้วเป็นทุกข์นะฮ่ะโดยเฉพาะพวกที่ตายอุบัติเหตุหรือทำร้ายตายหรือผูกคอตายอะไรพวกเนี๊ยะกินยาตายเนี๊ยะ เวลาตายมันทุกข์ทุกข์ในโลกของวิญญาณมันทุกข์ตลอดเวลา เรามาสังเกตเราไม่ตายเนี๊ยะนะเวลาเรามีทุกข์เนี๊ยะฮ่ะมันทุกข์ที่ใจนะฮ่ะเราอ่ะ ทุกข์โลกที่เค้าเรียกคนอมทุกข์นั่นแหละมันอมทุกข์..หนะ แต่ที่นี้ทุกข์ที่ใจก็จริงเราหนะแต่ใจเรามันควบคุมธาตุอยู่ ธาตุมันก็ทุกข์ด้วยไง แห้งอ่ะ เคยเห็นเขียดมั๊ย เขียดแห้งอ่ะ จิตมันควบคุมกินข้าวก็ไม่ได้เป็นทุกข์ไง เหมือนกับคนข้างบ้านหลวงตาที่เล่าให้ฟังเมื่อก่อนหนะ สามปีแกก็ตายแล้วฮ่ะเพราะแกทุกข์ถึงลูกแกไง อย่างงั้นแหละมันไม่มาเพราะมันหายไป มันโดนฆ่าหรืออะไรก็ไม่รู้ไงมันหายไปเลยนะลูกคนเดียวไง แกมาคอยอยู่ป้ายรถเมล์ทุกวันจนแกไม่พูดกับใคร ปีปีสุดท้าย ผ้อม.. ตาย ตรอมใจตายเค้าเรียก ทำร้ายเห่อๆๆ เห็นชัดๆเลยฮ่ะ ที่นี้หลวงตากำลังตอนนั้นเข้าวัดแล้วนะฮ่ะ ก็เลยมาพิจารณาว่าถ้าเราสวดมนต์เนี๊ยะ อารมณ์ดีจิตเราอยู่ในกระแสของมนต์ กระแสของพุทธเจ้า กระแสของพระปัจเจก พระโพธิสัตว์ที่ท่านเวียนว่ายตายเกิดท่านก็ยังพลังงานท่านอยู่ในโลกเนี๊ยะเวลาเราสวดหนะพลังงานมันก็มาที่เรา มันเป็นพลังงานที่ดี เราสวดนานๆเข้า โรคบางโรคไม่ต้องกินยาก็หาย หลวงพ่อท่านว่าเอ็งสวดมนต์ไปเรื่อยๆ กรรมหนักก็เบากรรมเบาก็หายท่านบอก มันลืมเพราะมัวแต่สวดมนต์อยู่ไง สวดจนจิตมันเบาเบ๊า..สบาย นอนที่ไหนก็สวดไปที่ไหนก็สวดฝันก็ฝันดียิ่งเคยให้ทานไว้ในอดีตนะฮ่ะ จ่อเข้าไปเถอะออกมาทั้งหมด ความรู้สึกรู้เลยว่าจะทำอะไร ใช้ความรู้สึกเอา สวดมนต์ต้องมีประโยชน์ ดีไม่ดีเนี๊ยะเรามองก็รู้แล้วเพราะจิตเราอยู่ในมนต์ ทางโลกทำไมเรารู้ได้หละ เวลาตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจกระทบไปเนี๊ยะเวลาเรามองไปเนี๊ยะความรู้สึกมันโลกๆ ถ้าเราสวดมนต์มันมีทั้งโลกด้วยธรรมด้วยเพราะโลกกับธรรมมันอยู่ด้วยกัน เราจะสัมผัสได้ทั้งโลกและธรรมเพราะจิตเราอยู่ในมนต์อยู่ในกระแสของจักรพรรดิ อยู่ไตรสรณคมณ์หรือหลวงปู่ ท่านเป็นโพธิสัตว์เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวหรอกคนที่เคยเกี่ยวพันกับท่านเนี๊ยะท่านไปดึงมาแน่ๆ ฮึๆๆ เนี๊ยะท่านดึงมาเนี๊ยะ ถ้าไม่มีท่านไม่มาหรอก นู่นหนะเป็นผู้มีประโยชน์ ที่นี้ถ้าเราฝึกไปเรื่อยๆภพชาติมันก็เพิ่มไป มันมีประโยชน์เหมือนท่านมั๊ย เหมือนนะฮ่ะ ไม่มีอะไรหรอกฮ่ะไม่ต้องไปบวชท่านบอกเนี๊ยะฆราวาสเนี๊ยะ สวดมนต์ไหว้พระเนี๊ยะก่อนนอน ตื่นนอน กินข้าว อาบน้ำ เนี๊ยะอริยาบททั้งสี่เรามีอยู่เนี๊ยะ ที่ท่านบอกว่าละชั่วประพฤติดีเนี๊ยะ เตรียมตัวที่จะเปลี่ยนแล้วก็เกิดนะฮ่ะ เราสามารถจะกำหนดได้นะฮ่ะว่าเราจะเกิดเลยหรือว่าไปพรหมหรือว่าไม่เกิดหรือไปเทวดา โลกเรายังกำหนดง่ายนะ เราเกิดมาเราจะกำหนดได้ เราฝึกได้ มนุษย์ทำได้ท่านบอก มนุษย์ทุกคนทำได้หมดฮ่ะ พุทธเจ้ากับเราเนี๊ยะไม่ต่างกัน ท่านทำมาจากเราๆท่านๆเนี๊ยะแหละ ท่านก็ศึกษาเหมือนเรานี่แหละ ไหว้พระสวดมนต์พอกี่ภพกี่ชาติพอมันรู้ไปเรื่อยๆเรื่อยๆเนี๊ยะ ภูมิศาสนามันก็เพิ่มไปเรื่อยๆ มันต้องฝึกไปเรื่อยๆมันก็เวียนว่ายตายเกิดเหมือนกันแหละ แต่มันไม่เหมือนตอนที่ติดหรือไม่ติดแค่นั้นเอง อย่างเราฝึกไปนานๆวันเข้าหลายวันหลายเดือนเนี๊ยะ หลายเดือนเข้าเนี๊ยะ เราไม่ติดเหมือนเค้าที่ติดหรอกฮ่ะ ถึงเราจะรวยเราก็ไม่ติด ถึงเราจะจนเราก็ไม่ติด ถึงเราจะป่วยหรือไม่ป่วยเราก็ไม่ติด เรารู้ภพทั้งสามไงเรารู้ว่าตายแน่ เปลี่ยนร่างแน่ๆเลย เราพร้อมที่จะไปแล้วเราพร้อมที่จะเกิด ไม่รู้หละจนกว่าเรา จนกว่าเรากำหนดได้นู่นแหละ ว่าเราจะเกิดไม่เกิดเรากำหนดได้ ความรู้สึก รู้ฮ่ะ เหมือนเรากินข้าวใช่ม๊า เรากินเข้าไปเนี๊ยะ กินไปเรื่อยๆเนี๊ยะมันจะมีความรู้สึกว่าเอ้ย..มันพอแล้ว ลักษณะเดียวกัน ลักษณะเดียวกัน อ้าว สัพเพ แผ่ให้คนป่วยฮ่ะคนป่วยคนตายในวันนี้นะฮ่ะผู้ที่สวดจักรพรรดิพร้อมกับเราจะเป็นญาติเราหรือไม่ใช่ญาติฮ่ะ วางอารมณ์เมตตานะฮ่ะน้อมไปที่หลวงพ่อนะฮ่ะ ขออาราธนาบารมีท่านขอท่านรวมบุญ บารมีของท่านหนะที่ท่านเคยสร้างมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเนี๊ยะ น้อมมาที่เรานะฮ่ะรูปนามนามรูปของเราแล้วก็แผ่ไปให้กับโลกของโอปาติกะ มนุษย์ทั้งหลาย ให้กับคนป่วยที่เค้าสวดจักรพรรดิพร้อมกับเรา ให้กับคนตายนะฮ่ะ (หลวงตานำสวดสัพเพ 3 จบ) ว่างๆก็สวดนะฮ่ะ สวดทุกครั้งกิเลสตัณหาไม่มีนะฮ่ะ ความโกรธ ความโลภ ความหลงมันห่างนะฮ่ะจิตมันจะห่าง กายกรรม วจีกรรมก็ห่างนะฮ่ะ ฝึกจิต ฝึกตัวเราเอง หมั่นสวดมนต์ภาวนา มันจะมีฐาน มันเป็นฐานท่านว่า ท่านถึงเรียกว่ากรรมฐานไง ฐานของจิตนั่นหนะ คือตัวเราเองนั่นหนะ ในอนาคตเรามีฐานแล้วเนี๊ยะ เราสามารถจะเรียนรู้เรื่องพุทธศาสตร์ไปเยอะแยะไปหมดนะฮ่ะ มันเป็นศาสตร์ที่ควบคุมศาสตร์ทั้งหมดในโลกฮ่ะ พุทธศาสตร์ มันมีอยู่ในนั่นนะฮ่ะ มันอยู่ที่ฐานที่เราต้องฝึกหนะคือจิตนั่นหนะฮ่ะ กว่าจะเปลี่ยนร่างใหม่เราจะเอายังไงก็ได้นะฮ่ะ เรากำหนดได้นะฮ่ะไม่ใช่กำหนดไม่ได้ ทุกวันเรายังกำหนดไม่ได้เพราะเราชั่วโมงบินน้อย เวลา ไม่เข้าใจเวลาเราขี้เกียจ ฮึๆ น้อมหลวงพ่อท่านว่า เอ็งขี้เกียจเอ็งต้องทำ ขยันเอ็งต้องทำเพราะว่ายังไง๊เอ็งก็ต้องตาย ฮึๆ ยังไง๊เอ็งก็ต้องเกิดนะฮ่ะ แต่ไม่ทำนี่พรุ่งนี้มันก็ไม่ทำพรุ่งนี้ไม่ทำเดือนนึงมันก็ไม่ทำ ปีนึงไม่ทำ แล้วก็มันจะห่างไปสังเกตดูดิ ถ้าห่างมันก็จะห่างไปมันจะห่างไปเรื่อยๆฮ่ะบางคนจะนึกออกทีก็ตอนแก่เนี๊ยะใกล้จะป่วย โน่นหนะจะนึกออกหละ เหมือนกับเพื่อนๆหลวงตาสมัยก่อนนั่นหนะ พอเห็นหน้า โหว..รู้เลย มองตาละห้อยเลย บอกให้มันสวดมันไม่ค่อยสวด ฮึๆๆ พอป่วยก็มาวัด ตอนใหม่ๆมาหาก็บอกโอ้ย..หลวงพี่อย่าสึกนะก็บอก ฮึๆ อ้าวแล้วสวดมนต์หรือเปล่า สวดมั่งไม่สวดมั่ง ไม่ค่อยได้สวด ไปเหลือเหร้อ..เวลาป่วยก็ร้องสิ ร้องนะฮ่ะเวลาธาตุมันบีบไง ทุกวันนี้ถ้าเราสวดไปเนี๊ยะบางครั้งเราปวดฟันหรือปวดท้องอะไรเนี๊ยะ มันไม่ได้ปวดร้อยเปอร์เซ็นต์นะฮ่ะเพราะจิตมันอยู่ในบทสวดมนต์ด้วยนะฮ่ะ จิตจะไปอยู่ที่หลวงพ่อนู่นนะ ถึงมันจะควบคุมร่างเราก็จริงหนะมันไม่ได้อยู่ เหมือนเราดูทีวีเพลินๆใครเรียกไม่ได้ยินอย่างนั้นหนะ มันออกไปนะฮ่ะ เพราะฉะนั้นเวลากราบพระบางคนก็จะกำหนดไปกราบ แยกไปเลยฮ่ะ แยกไปกราบตามวัดที่คุ้นเคยยังไงมันก็แยกจากกันอยู่แล้วหล่ะ กำหนดแยกไปก่อนก็ได้ เนี๊ยะนั่งอยู่ตรงเนี๊ยะก็แยกมาตรงเนี๊ยะก็ได้หนิ เท่ห์ๆเลยฮ่ะ นั่งคุกเข่า นึก นึกคุกเข่าได้ทั้งวัน แต่ถ้าคุกเข่าจริงๆเนี๊ยะ ฮ่ะๆๆ สามสิบนาทีก็แย่แล้วหล่ะ แต่ถ้านึกเนี๊ยะมันไม่เมื่อยหรอกฮ่ะ นี่นอนนึกก็ได้ เวลานอนปั๊บเนี๊ยะสมัยก่อนเนี๊ยะไปวัดสะแกนู่นหนะ นอนปั๊บนึกไปเลย ปึ๊บนั่งเลยฮ่ะ สวดภาวนาอยู่นั่นหนะ หลับ ฝัน บางวันฝันก็อยู่ตรงนั้นนะฮ่ะ บางวันไม่อยู่ไม่รู้ไปไหน มันเป็นบางวัน ฮึๆๆ อ้าว รวม พอดีเลย ว่างๆค่อยเจอกันใหม่ฮ่ะ ดูตาม ตามเวปนั่นหนะ ปกติว่า ต่อไปนี่เวลาไปไหนนะจะบอกล่วงหน้าหนึ่งวันหรือสองวันบอกตามเมื่อกี้นี้แหละถ้าไม่ลืมนะฮ่ะ ฮึๆ น้อมไปที่หลวงพ่อนะฮ่ะขออาราธนาบารมีท่านอัญเชิญเทพพรหมทั้งหลายทุกภพทุกภูมิโลกของวิญญาณโลกของโอปาติกะนั่นนะฮ่ะคือคนที่ตายไปแล้วส่วนใหญ่นะฮ่ะ เวลาเราสวดมนต์นะฮ่ะ ญาติเราเนี๊ยะนั่นหนะเค้าจะมารุมเรานะฮ่ะ อย่าไปกลัวนะฮ่ะ บางคนเลยฝันเห็นญาติไม่เคยฝันเนี๊ยะเวลาสวดไปเนี๊ยะมันจะฝัน อย่าลืมว่าถ้าเราเป็นทุกข์เนี๊ยะเรานึกถึงใครก่อนอันดับแรกก็คือญาติ ญาติ ผู้มีพระคุณ ผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันนั่นแหละ แสดงว่าเค้านึกถึงเรา แสดงว่าเค้าลำบากนะฮ่ะ มันทั้งลำบากเราต้องผ่านบุญให้เค้า ขอบารมีท่านอัญเชิญมาทุกภพทุกภูมิทั้งสามโลกธาตุเนี๊ยะมาอนุโมทนาบุญกับเราตลอดชีวิตเนี๊ยะเลย อธิษฐานไว้เลย รวมบุญกุศลกับเราทุกครั้งที่เรารวมกัน อธิษฐานกำลังจักรพรรดิตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันเนี๊ยะน้อมมาเพื่อนำมาเป็นประโยชน์ในสิ่งที่เราอธิษฐานในสิ่งที่เราปรารถนานั่นแหละ และบุญกุศลที่เคยเราได้สร้างมาตั้งแต่อดีตชาติถึงปัจจุบันเริ่มตั้งแต่ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา และทักษะบารมีเพื่อนำมาเป็นประโยชน์นำมาเป็นกำลัง อธิษฐานเอานะฮ่ะ (หลวงตานำสวดสัพเพ 3 จบ)  เวลาสวดบางครั้งมันจะมีความรู้สึกว่าเราสวดไม่ใช่สวดคนเดียวนะฮ่ะ อย่าไปตกใจนะฮ่ะ อย่าไปตื่นเต้นฮ่ะ มันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าเวลาเราสวดเนี๊ยะกำลังมาที่เรา กำลังจักรพรรดิมาที่เราแล้วก็มาที่เค้าด้วย เค้ากับเราได้พอๆกันนะฮ่ะ เค้าไม่มีรูปนะฮ่ะ เค้ามี  เค้าไม่มีรูปนะฮ่ะ เค้ามีแต่นามธรรมมีแต่จิต เวลาเราสวดเนี๊ยะพอเริ่มตั้งนะโมเค้าจะมาพร้อมกับเราทันทีฮ่ะ เราจบเค้าก็จบฮ่ะ พร้อมกันเลยนะฮ่ะ ไวมากเลยฮ่ะเพราะฉะนั้น ถ้าคนสวดสบายๆเนี๊ยะความรู้สึกมันจะมี เราไม่ได้อยู่คนเดียวนะบ้านเราหนะ วิญญาณนะฮ่ะอยู่กับเราด้วย คนตายเป็นผีเป็นวิญญาณนะฮ่ะคนหนะ ก็คนแถวนั้นหนะ กี่ร้อยกี่พันปีมาแล้วเนี๊ยะบางคนก็ยังอยู่นะฮ่ะ เหมือนจาตุมที่หมู่บ้านเราเนี๊ยะบางครั้งก็อายุมากนะฮ่ะมาเกิดสองสามครั้งแล้วเค้ายังเห็นเราอยู่เลยเพราะเค้าละเอียด พวกสัมภเวสี พวกนั่นหนะมันก็อยู่กับเราเนี๊ยะแหละ เพราะคนตายเป็นผี เพราะฉะนั้นเวลาเราสวดมนต์พลังงานมาที่เราก็ไปที่เค้าด้วยไงนั่นแหนะมันจะมีความรู้สึก มันจะอยู่ในรูปของความรู้สึกเนี๊ยะแหละฮ่ะ เราไม่ได้สวดคนเดียวนะฮ่ะ นี่แหละเป็นตัวช่วยเราอย่างดีเลยฮ่ะ ธุรกิจ งาน บ้าน ช่วยได้หมดฮ่ะ ปล่อยบ้านไว้ยังได้เลยฮ่ะ ไม่ต้องปิดกุญแจก็ได้ มันเฝ้าให้เราอย่างดีเลยอ่ะ มันต้องสวดประจำฮ่ะ ไม่ต้องจ้างเลย แต่ต้องสวดมนต์บ่อยๆ ฮึๆๆ นั่นหนะ ฮึๆ บุญมันมากกว่าเงินอีกนะฮ่ะ บุญที่เราให้มันมาก อายุมันยืนยืนขึ้นนะฮ่ะเพราะบางวิญญาณเนี๊ยะกำลังจะเกิดพอดีเลย เค้าไม่อยากเกิดเพราะเค้าเห็นนะฮ่ะเค้าเกิดแล้วเค้ากำหนดไม่ได้นะฮ่ะกำหนดท้องไม่ได้นะฮ่ะไปตามกรรมนะฮ่ะเค้าไม่ได้ฝึกไว้ ตอนเป็นคน ลืม มันแต่เพลิดเพลินในรูปรสกลิ่นเสียง ลืมไป ทีนี้อย่างเราเนี๊ยะยังอยู่ในตอนเนี๊ยะขยันแล้วกัน เอ้ากราบพระ กำหนดไป กำหนดไกลเราก็ได้กำหนดหลายที่เลยก็ได้ เวลากราบก็ถวายชีวิตทุกครั้ง ใครบวชในก็นึกว่าเป็นพระ เป็นจักรพรรดิแล้วแต่ฮ่ะ ทรงเครื่องนั่นนะฮ่ะ
(กราบพระถวายชีวิต 6 ครั้ง) สาธุ อายุวัณโณ สุขัง สะตัง (หลวงตาให้พร)
ลูกศิษย์: สาธุ

ขออนุโมทนาบุญกับคุณรพีพันธ์ ตั้งใจ ที่ถอดเสียงเป็นตัวหนังสือให้ได้อ่านกันนะคะ สาธุค่ะสาธุ

หน้า: [1] 2 3 ... 5